บทที่ 71: ย้ายทะเบียนบ้าน
ระยะนี้อารมณ์ของจางชุ่ยเหมยไม่ค่อยจะดีนัก ความสัมพันธ์ระหว่างลูกสาวตัวจริงกับฟู่หยางที่คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้าทำให้เธอร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว และแน่นอนว่าคนที่เป็นต้นเหตุของทั้งหมดก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซือเนี่ยน
ดังนั้นเมื่อได้เห็นหน้าหญิงสาวอีกครั้ง น้ำเสียงประชดประชันจึงหลุดออกมาจากปากอย่างง่ายดาย
ทว่าคำตอบกลับของซือเนี่ยนก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนเกิดความโมโหขึ้นมา “พูดเหมือนกับว่าครอบครัวเราใจร้ายกับเธออย่างนั้นแหละ ถึงได้รีบร้อนอยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กันขนาดนี้”
สิ้นคำพูดนั้น สายตาของเธอก็ตวัดไปมองโจวเยว่เซิน ชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหลังซือเนี่ยนด้วยความรังเกียจ เธอเคยได้ยินลูกสาวเล่าว่าเขาทำงานเป็นคนฆ่าหมู วันๆ คงคลุกคลีอยู่แต่กับซากสัตว์ สภาพจะสกปรกโสโครกและเหม็นคลุ้งขนาดไหนคงไม่ต้องจินตนาการ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกคนชนบทหาความสะดวกสบายในการชำระล้างร่างกายได้ยากเย็น หลายคนจึงไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการอาบน้ำ
ภาพของซือเนี่ยนที่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายแบบนั้น ทำให้จางชุ่ยเหมยรู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียน
“แล้วก็จำไว้ด้วย ต่อไปอย่าได้พาคนนอกเข้ามาเพ่นพ่านในบ้านพักแถวนี้อีก ถ้าเพื่อนบ้านมาเห็นเข้า พวกเขาจะมองครอบครัวเรายังไง”
ซือเนี่ยนรับรู้ได้ถึงแววตาดูแคลนที่จางชุ่ยเหมยมีต่อโจวเยว่เซิน ความอดทนของเธอใกล้จะถึงขีดสุด
แต่ก่อนที่ไฟโทสะจะได้ปะทุออกมา มือใหญ่ของชายหนุ่มด้านหลังก็แตะเข้าที่แขนของเธอเบาๆ เพื่อเป็นการปราม
เธอหันไปมอง และเป็นจังหวะเดียวกับที่โจวเยว่เซินก้าวออกมาข้างหน้า เผชิญหน้ากับจางชุ่ยเหมยโดยตรง น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความกดดัน “คุณป้าครับ รบกวนช่วยจัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้านให้ด้วย ครอบครัวหลินยังรออยู่ข้างนอก”
น้ำเสียงนั้นห่างไกลจากคำว่านอบน้อมอยู่หลายส่วน
คำพูดของเขาจุดชนวนความโกรธของจางชุ่ยเหมยให้ลุกโชนขึ้นมาในใจ
ช่างสมกับเป็นคนบ้านนอกที่หยาบกระด้างเสียจริง มารยาทขั้นพื้นฐานยังไม่มีเลยหรือไง
เธออยากจะตะเพิดคนทั้งคู่ออกไปให้พ้นหน้า แต่ประโยคต่อมาของซือเนี่ยนกลับจี้ใจดำของเธอเข้าอย่างจัง “ถึงจะไม่ใช่เพื่อหนู ก็ช่วยคิดถึงหลินซือซือหน่อยเถอะค่ะ เธอกลับมาอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว แต่ทะเบียนบ้านยังไม่ได้ย้ายกลับมาสักที เธอเองก็คงจะไม่สบายใจเหมือนกันใช่ไหมคะ ยังไงเธอก็เป็นลูกสาวแท้ๆ ของคุณแม่นะคะ”
“แต่ถ้าคุณแม่ยังกังวลว่าหนูกลับมาเพราะมีเจตนาอื่นแอบแฝง งั้นหนูขอรับรองเลยว่าหลังจากที่ย้ายทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว หนูจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเด็ดขาด แบบนี้คงพอใจแล้วใช่ไหมคะ”
จางชุ่ยเหมยถึงกับชะงักไป อดประหลาดใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายยอมตกลงง่ายขนาดนี้
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอกับสามีเพิ่งจะถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างรุนแรง เธออยากจะรีบจัดการย้ายทะเบียนบ้านให้เรียบร้อยเพื่อตัดปัญหา ไม่ให้ซือเนี่ยนกลับมาวุ่นวายกับครอบครัวได้อีก
แต่สามีของเธอกลับเป็นห่วงภาพลักษณ์ของครอบครัว เขาให้เหตุผลว่าเพิ่งจะส่งตัวซือเนี่ยนออกไปได้ไม่นาน หากรีบร้อนย้ายชื่อเธอออกทันที เพื่อนบ้านคงจะเอาไปพูดกันสนุกปากได้ว่าครอบครัวซือใจดำอำมหิต
แถมเขายังมองว่าซือเนี่ยนที่ถูกส่งตัวกลับไปก็น่าสงสารมากพอแล้ว การกระทำเช่นนี้อาจจะทำร้ายจิตใจของเธอมากเกินไป
เรื่องนี้ทำให้จางชุ่ยเหมยหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก ในสายตาของเธอ อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้ก็คือตัวซือเนี่ยนเอง
ดังนั้นเมื่อซือเนี่ยนเป็นฝ่ายหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเอง มันก็อดไม่ได้ที่เธอจะเกิดความหวาดระแวงขึ้นมา การที่เธอจะคิดมากมันผิดตรงไหนกัน
“ถ้าคุณแม่ยังไม่ไว้ใจ ก็เชิญไปที่สถานีตำรวจกับพวกเราเลยสิคะ” ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าก้ำกึ่งของอีกฝ่าย
โจวเยว่เซินยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา “ตอนนี้ยังพอมีเวลาอีกประมาณสี่สิบนาที ผมบอกให้เจ้าหน้าที่รอได้ จัดการเรื่องนี้ให้จบก่อนเลิกงาน”
ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะใส่นาฬิกาข้อมือติดตัวตลอดเวลา ยกเว้นเสียแต่เวลาที่ต้องเดินทางไกลเพื่อจะได้ตรงต่อเวลา
จางชุ่ยเหมยเหลือบไปเห็นนาฬิกาสีเงินบนข้อมือของเขาแวบหนึ่ง ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว เธอจำได้ว่าหัวหน้างานของเธอก็มีนาฬิกาแบบนี้อยู่เรือนหนึ่ง ซึ่งราคาแพงระยับ และเขาจะใส่มันเฉพาะเวลาที่ต้องไปงานสำคัญๆ เท่านั้น
เมื่อนำภาพลักษณ์ของโจวเยว่เซินมาเทียบกับนาฬิกาเรือนนั้น แววตาดูถูกเหยียดหยามก็ฉายชัดขึ้นมา
ดูภายนอกก็ไม่น่าจะเป็นคนประเภทจอมปลอม แต่กลับหาของเลียนแบบมาใส่เพื่ออวดบารมี ช่างน่าสมเพชสิ้นดี
หากซือเนี่ยนต้องมาอยู่กับคนประเภทนี้ ไม่นานก็คงจะถูกหล่อหลอมให้มีนิสัยแย่ๆ ตามไปด้วย
แล้วเมื่อครู่เขาพูดว่าอะไรนะ จะให้เจ้าหน้าที่รอจัดการธุระให้ก่อนเลิกงานงั้นหรือ
พูดราวกับว่าตัวเองเป็นคนใหญ่คนโตมาจากไหน ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย
“ไม่ต้องหรอก” จางชุ่ยเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ลูกพี่ลูกน้องของฉันทำงานอยู่ที่นั่นพอดี เดี๋ยวฉันจะโทรไปบอกเธอเอง ฉันไม่ไปกับพวกเธอหรอก ไปจัดการกันเองก็แล้วกัน เสร็จเรื่องแล้วก็ฝากทะเบียนบ้านไว้กับเธอ เดี๋ยวให้เธอเอามาส่งให้ฉันเอง พวกเธอจะได้ไม่ต้องลำบากย้อนกลับมาอีก”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบทะเบียนบ้านออกมาให้ โดยไม่มีความคิดที่จะเชื้อเชิญคนทั้งคู่ให้เข้าไปในบ้านแม้แต่น้อย
ทันทีที่ซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินลับสายตาไป จางชุ่ยเหมยก็รีบยกหูโทรศัพท์หาลูกพี่ลูกน้องของเธอทันที กำชับเสียงแข็งให้ช่วยจับตาดูและเร่งรัดให้ซือเนี่ยนย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านโดยเร็วที่สุด
“พี่คะ เรื่องย้ายทะเบียนบ้านมันไม่ใช่ส่วนงานของฉันโดยตรง อีกอย่างนี่ก็ใกล้เวลาพักเที่ยงแล้ว ถ้าจะทำจริงๆ คงต้องรอช่วงบ่ายหรือไม่ก็พรุ่งนี้ไปเลย แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวฉันจะช่วยดูให้” ปลายสายตอบกลับมา
แม้จะร้อนใจเพียงใด แต่จางชุ่ยเหมยก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เธอยิ่งนึกดูแคลนผู้ชายคนนั้นที่ได้แต่พูดจาโอ้อวดไปวันๆ
ขนาดลูกพี่ลูกน้องของเธอที่ทำงานอยู่ที่นั่นยังบอกว่าทำไม่ได้ แต่เขากลับกล้ารับปากอย่างดิบดีว่าจะให้คนรอจัดการให้จนเสร็จสิ้น
ทำตัวราวกับว่าตัวเองมีหน้ามีตาทางสังคมอย่างนั้นแหละ เหอะ
***
เมื่อซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินเดินออกมาจากบริเวณบ้านพัก แม่หลินซึ่งช่วยอุ้มโจวเหยาเหยาอยู่ก็มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าทันทีที่รู้ว่าพวกเขาได้ทะเบียนบ้านมาแล้ว
“จากที่นี่ไปสถานีตำรวจใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเลยนะคะ เรารีบไปกันดีกว่า” ซือเนี่ยนพูดพร้อมกับยื่นแขนออกไปรับลูกสาวตัวน้อยที่อ้าแขนรอเธออยู่แล้ว โจวเหยาเหยาติดเธอมากขึ้นทุกวัน และมักจะเกาะติดเธอไม่ห่างยามที่เธออยู่ด้วย
แต่เด็กน้อยก็ว่านอนสอนง่าย เวลาที่ซือเนี่ยนไม่ว่าง เธอก็จะยอมให้คนอื่นดูแลโดยไม่ร้องไห้งอแงแม้แต่น้อย เอาแต่นั่งรออย่างสงบเสงี่ยม
จนแม่หลินถึงกับเอ่ยปากชมว่าไม่เคยพบเจอเด็กคนไหนที่รู้จักความเท่านี้มาก่อน
เพื่อเป็นการประหยัดเวลา พวกเขาทั้งสี่จึงตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่ไปยังสถานีตำรวจ
แต่กว่าจะไปถึงก็เหลือเวลาอีกไม่มากนักก่อนจะถึงเวลาเลิกงาน
“ทำไมพวกเธอเพิ่งจะมากัน ฉันอุตส่าห์ยืนรอตามที่พี่สาวบอกตั้งนานสองนาน นี่มันจะได้เวลาพักเที่ยงแล้วนะ ไปรอข้างนอกก่อนเลยไป ไว้ค่อยมาใหม่ตอนบ่าย”
จางเสี่ยวอวิ๋นยืนรออยู่ที่หน้าประตูด้วยความหงุดหงิดจากการกำชับของพี่สาว
เธอเคยพบหน้าซือเนี่ยนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกพิศวาสหลานสาวนอกไส้คนนี้นัก ด้วยเหตุผลที่ว่าซือเนี่ยนนั้นทั้งสวยและเก่งกาจเกินไปจนบดบังรัศมีลูกสาวของเธอจนหมดสิ้น
ทุกครั้งที่มีการรวมญาติ ทุกคนต่างก็พากันชื่นชมซือเนี่ยนไม่ขาดปาก จนทำให้ลูกสาวของเธอกลายเป็นตัวตลกในวงสนทนา
ยิ่งไปกว่านั้น ซือเนี่ยนยังมีท่าทีหยิ่งทะนง ไม่ว่าจะพยายามเอาใจแค่ไหนก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของเธอเลยสักครั้ง
ดังนั้นเมื่อได้ข่าวว่าซือเนี่ยนไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ และกำลังจะถูกย้ายทะเบียนบ้าน เธอก็รู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ
จากคุณหนูผู้สูงส่งที่ครอบครัวเคยวางตัวให้เป็นถึงภรรยาของลูกชายนายทหารใหญ่ บัดนี้กลับต้องระเห็จไปอยู่ในทะเบียนบ้านของคนชนบท ช่างน่าสมเพชนัก
เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ความจำเป็นที่จะต้องญาติดีด้วยก็หมดลง น้ำเสียงของเธอจึงแฝงไปด้วยความรำคาญและดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
คำพูดของเธอทำให้พ่อแม่หลินถึงกับหน้าเจื่อน “แต่นี่ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบกว่านาทีไม่ใช่เหรอ”
“สิบกว่านาทีแล้วจะทำอะไรได้ คิดว่าไม่ต้องรอคิวหรือไง หรือจะให้เปิดบริการพิเศษเพื่อพวกเธอโดยเฉพาะเลยดีล่ะ” จางเสี่ยวอวิ๋นเหลือบมองการแต่งกายที่แสนจะธรรมดาและกลิ่นอายดินโคลนที่ติดตัวคนทั้งคู่มา ก็เดาได้ในทันทีว่านี่คงจะเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงของซือเนี่ยน เธอจึงยิ่งแสดงท่าทีดูถูกออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“เธอเป็นใคร” โจวเยว่เซินหันไปถามซือเนี่ยน
“ลูกพี่ลูกน้องของแม่บุญธรรมฉัน ทำงานอยู่ที่นี่”
โจวเยว่เซินเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ แต่หันไปทางพ่อแม่หลินซึ่งกำลังยืนทำหน้าไม่ถูก “คุณลุงคุณป้าครับ เราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะครับ”
ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่เข้าใจสถานการณ์นัก แต่เมื่อลูกเขยเป็นฝ่ายเอ่ยปาก พวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากและพยักหน้าตามไป
จางเสี่ยวอวิ๋นเห็นว่าคนกลุ่มนี้ทำเป็นเมินเฉยต่อคำพูดของเธอและกำลังจะเดินผ่านเข้าไปข้างใน ก็บันดาลโทสะจนหน้าแดงก่ำ เธอรีบปรี่เข้าไปขวางทางไว้
“พวกเธอหูหนวกหรือไง ฉันบอกแล้วไงว่าใกล้จะพักเที่ยงแล้ว ให้มาใหม่ตอนบ่าย ยังฟังไม่เข้าใจอีกใช่ไหม”
ฝีเท้าของทุกคนชะงักลง โจวเยว่เซินขมวดคิ้วมุ่น ความไม่พอใจฉายชัดขึ้นมาในแววตา น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด “ตอนนี้ยังอยู่ในเวลาทำการ เราย่อมมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปทำธุระของเรา ขอความกรุณาหลีกทางด้วย”
“นี่เธอเป็นเจ้าหน้าที่ที่นี่หรือว่าฉันกันแน่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง” จางเสี่ยวอวิ๋นถึงกับสะดุ้งเมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบคู่นั้น แต่เมื่อนึกถึงตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง เธอก็กลับมายืดอกเชิดหน้าได้อีกครั้ง
“มีอะไรเสียงดังโวยวายกัน”
ในตอนนั้นเอง เสียงทุ้มกังวานที่เต็มไปด้วยอำนาจก็ดังลอดออกมาจากด้านใน
[จบบท]