บทที่ 8: ผู้มาใหม่ที่ต้องกำจัด
พอกลับถึงบ้าน ป้าหลิวยังไม่ทันได้วางตะกร้าสานในมือลงดี หลิวกุ้ยฟางผู้เป็นลูกสาวก็ปรี่เข้ามาดูแล้ว พอเห็นว่าข้างในไม่มีอะไรเลย สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง
“แม่คะ เนื้อล่ะ ไหนแม่บอกว่าวันนี้จะมีเนื้อ”
พอได้ยินลูกสาวทวงถามถึงของกิน เรื่องที่เจอมาก็ทำเอาป้าหลิวหัวเสียขึ้นมาอีกระลอก เธอใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาวอย่างแรง
“เนื้อ! เนื้อ! เนื้อ! ในหัวแกมีแต่เรื่องกินใช่ไหม! ถ้าแกมันได้เรื่องสักหน่อย ทำให้โจวเยว่เซินเขาสนใจได้สำเร็จ ฉันจะต้องถ่อไปดูแลเด็กกำพร้าพวกนั้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างทุกวันแบบนี้เหรอ!”
”นี่อะไร ตอนนี้เมียตัวจริงของเขามาแล้ว ฉันอยากจะรอดูนักว่าแกจะทำยังไงต่อไป!”
ป้าหลิวมองลูกสาวของตัวเองที่นับวันร่างกายก็มีแต่จะอ้วนเผละ ผิวพรรณหยาบกร้าน แต่งตัวก็ดูบ้านนอกไม่เจริญหูเจริญตา พอหวนไปนึกถึงภรรยาคนใหม่ของโจวเยว่เซินที่มาจากในเมือง ผิวขาวผ่องจนแทบจะเรืองแสงได้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าลูกสาวตัวเองช่างน่าผิดหวัง
ลูกสาวของเธออายุ 24 ปีแล้ว ป้าหลิวมีลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว จึงเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้หลิวกุ้ยฟางกลายเป็นคนทะเยอทะยานและใฝ่สูง คิดเสมอว่าตัวเองต้องได้แต่งงานเข้าไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมือง
กว่าจะได้ออกเรือนไปครั้งหนึ่ง ก็อยู่กินกับสามีได้ไม่ถึง 2 เดือน เขาก็ด่วนจากไปเสียก่อน ครอบครัวฝ่ายชายปักใจเชื่อว่าเธอมีดวงกินผัว จึงขับไสไล่ส่งเธอกลับมาบ้านเดิม
สถานะแม่ม่ายทำให้หาคู่ครองใหม่ได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งอายุมากขึ้น ผู้ชายในหมู่บ้านเธอก็ไม่แล ส่วนคนในเมืองก็ไม่เอาเธอเป็นภรรยา เผลอแป๊บเดียวอายุก็ใกล้จะ 25 ปีเข้าไปทุกที แต่ก็ยังหาคนมาแต่งงานด้วยไม่ได้
กระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน โจวเยว่เซินที่เคยแต่งงานมีภรรยาได้ไม่นานก็หย่าร้างกันไป ป้าหลิวจึงเริ่มมองเห็นลู่ทาง เธอหมั่นไปช่วยงานที่บ้านของเขาเป็นประจำจนทั้งสองฝ่ายเริ่มคุ้นเคยกันดี จึงเสนอตัวขอช่วยดูแลลูกๆ ให้ ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่โจวเยว่เซินกำลังยุ่งกับงานของเขาพอดี เขาจึงตอบตกลง
เธอวางแผนไว้ว่าจะใช้โอกาสนี้ส่งลูกสาวเข้าไปคลุกคลีในบ้านนั้น หวังว่าการได้พบเจอกันบ่อยๆ จะทำให้ชายหนุ่มเกิดความสนใจในตัวลูกสาวของเธอบ้าง
แต่ถึงแม้หลิวกุ้ยฟางจะไปช่วยงานที่นั่นอยู่หลายครั้งหลายครา โจวเยว่เซินก็ไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองเลยสักนิด
แล้วตอนนี้เขาก็ได้ภรรยาคนใหม่มาแทนที่เสียแล้ว
พอได้ยินชื่อโจวเยว่เซินหลุดออกมาจากปากแม่ ใบหน้าของหลิวกุ้ยฟางก็ปรากฏรอยแดงจางๆ ขึ้นมา
อันที่จริง ตอนแรกเธอก็ไม่ได้สนใจในตัวโจวเยว่เซินนักหรอก เพราะในยุคสมัยนี้ คนที่ทำธุรกิจส่วนตัวย่อมมีหน้ามีตาน้อยกว่าคนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว
เป้าหมายของเธอมีเพียงอย่างเดียวคือการได้เข้าไปอยู่ในเมือง ตอนที่แม่บอกให้เธอไปที่บ้านของโจว เธอยังรู้สึกไม่พอใจอยู่เลยด้วยซ้ำ
แต่ความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปหลังจากที่เธอได้พบกับเขา
เมื่อได้ยินคำพูดของมารดา หญิงสาวก็มีท่าทีร้อนรน “เดี๋ยวนะคะแม่! เมื่อกี้แม่พูดว่าอะไรนะ ภรรยาคนไหนกัน”
“ก็ลูกสาวบ้านหลินคนนั้นน่ะสิ! ได้ยินว่าเป็นถึงปัญญาชน โจวเยว่เซินทุ่มเงินค่าสินสอดให้ตั้ง 3,000 หยวนเชียวนะ!”
“ไม่จริงน่า! ไหนว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านหลิน แล้วทางนั้นก็ยกเลิกการแต่งงานไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“ถึงเธอจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ตอนนี้ลูกสาวตัวจริงของบ้านนั้นกลับมาแล้วนี่ไง! เขาก็เลยส่งลูกสาวตัวจริงมาแต่งงานแทนที่หลินซือซือยังไงล่ะ!”
หลิวกุ้ยฟางกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด “อะไรกัน! ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ แล้วหนูจะทำยังไงดีล่ะคะแม่!”
“หึ! ก็หาทางไล่ยัยนั่นไปให้พ้นๆ สิ! ไม่ต้องถึงมือฉันหรอก แค่เด็กสามคนนั้นก็ไม่มีทางปล่อยให้ผู้หญิงคนใหม่อยู่ได้อย่างสงบสุขหรอกน่า แกไม่ต้องห่วงไปหรอก”
ป้าหลิวยังเจ็บใจไม่หายที่ต้องมาเสียหน้าเพราะซือเนี่ยน เธอจึงคิดแผนการร้ายกาจขึ้นมาได้
พรุ่งนี้เธอจะไม่ไปบ้านนั้นอีกแล้ว คอยดูสิว่าผู้หญิงคนนั้นจะรับมือกับเด็กสามคนไหวได้ยังไง พอถึงตอนที่โจวเยว่เซินจนปัญญาต้องมาขอร้องให้เธอกลับไปช่วยนั่นแหละ เธอจะใส่ไฟให้หนักเลยว่าซือเนี่ยนเป็นคนไล่เธอออกมาเอง!
เมื่อนึกภาพความสำเร็จของแผนการ ป้าหลิวก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที ตัวเธอเองยังไม่มีหลานแท้ๆ สักคน แต่กลับต้องไปเสียแรงเลี้ยงดูลูกให้คนอื่น หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของลูกสาวและของกินของใช้จากบ้านนั้นแล้ว มีหรือที่เธอจะยอมลดตัวไปเป็นคนรับใช้ให้ใคร
เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าโจวเยว่เซินจะไม่ดั้นด้นมาขอโทษเธอด้วยตัวเอง เพียงแค่คิด จิตใจของเธอก็พลันปลอดโปร่งขึ้นมา
…
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ณ บ้านสกุลซือในตัวเมือง
สมาชิกในครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ ผู้เป็นแม่เลี้ยงของซือเนี่ยนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ
“เฮ้อ ไม่รู้ป่านนี้เนี่ยนเนี่ยนจะเป็นยังไงบ้างนะ ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตในชนบทลำบากหรือเปล่า”
ผู้เป็นพ่อเองก็มีสีหน้าละอายใจอยู่ไม่น้อย ในตอนนั้นเขาเพียงแต่สงสารลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้ตัดสินใจวู่วามเสนอความคิดให้ซือเนี่ยนไปแต่งงานแทน
การที่ต้องส่งลูกสาวที่ตนเฝ้าทุ่มเทเลี้ยงดูอย่างดีมานานกว่าสิบปีไปให้ชาวนาง่ายๆ แบบนี้ ในใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน
หลินซือซือที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มมีน้ำตาคลอหน่วยตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสำนึกผิด
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ หรือจะให้หนูลองไปคุยกับพี่เนี่ยนเนี่ยนดีไหมคะ ให้เธอหายโกรธแล้วกลับมา ส่วนเรื่องเงินสินสอดของทางนั้น หนูจะพยายามเกลี้ยกล่อมพ่อแม่บุญธรรมให้คืนเงินให้เขาค่ะ”
“แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ หนูจะหาทางหาเงินมาคืนให้เอง หนูไม่เรียนต่อแล้วก็ได้ค่ะ จะไปทำงานหาเงินมาใช้คืนให้ จะไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องลำบากใจเด็ดขาดค่ะ”
พอได้ยินว่าลูกสาวจะไม่เรียนต่อ สองสามีภรรยาก็ร้อนใจขึ้นมาทันควัน
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไง! ลูกเป็นถึงลูกสาวของบ้านเรานะ จะให้ไปทำงานใช้แรงงานได้ยังไงกัน”
ทั้งสองกลัวว่าทางบ้านฟู่จะดูแคลนลูกสาวที่มาจากชนบทอยู่แล้ว แต่การที่เธอยังเรียนหนังสืออยู่ก็พอจะช่วยเชิดหน้าชูตาได้บ้าง เพราะในยุคนี้การเป็นปัญญาชนก็เหมือนมีทองคำประดับกาย
หากเธอเรียนเก่งได้เท่ากับซือเนี่ยน ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาดูถูก แต่ถ้าหากต้องลาออกไปทำงานหาเงิน คนอื่นจะมองครอบครัวของพวกเขาอย่างไร!
ยิ่งไปกว่านั้น เงินจำนวนนั้นคือ 3,000 หยวน ไม่ใช่ 300 หยวน
ในขณะที่คนปกติหาเงินได้เพียงเดือนละ 30-40 หยวนเท่านั้น แล้วเธอจะต้องทำงานไปอีกนานแค่ไหนถึงจะหาเงินก้อนโตขนาดนั้นมาคืนได้ พวกเขาก็ได้แต่สงสัยว่าผู้ชายคนนั้นประกอบอาชีพอะไรกันแน่ ถึงสามารถหาเงินค่าสินสอดมาได้มากมายขนาดนี้
หากเป็นเงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวน พวกเขาก็อาจจะกัดฟันหามาคืนให้ได้ แต่เงินระดับหลายพันหยวนนั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินไป อีกทั้งยังไม่อยากเป็นคนที่ต้องมารับผิดชอบหนี้สินแทนครอบครัวหลินอีกด้วย
“พอแล้วๆ เรื่องนี้ให้มันจบลงแบบนี้แหละ ต่อจากนี้ไปเราก็แค่หมั่นดูแลเธอให้มากขึ้นอีกหน่อยก็พอ”
เมื่อฝ่ายหนึ่งก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องลาออกไปทำงาน ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่อยากจะควักเงินก้อนโต สุดท้ายภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ซือเนี่ยนแต่เพียงผู้เดียว
ไม่ว่าความผูกพันใดๆ ก็ตาม เมื่อใดที่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่าได้ในพริบตา
หลินซือซือลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก มีหรือที่เธอจะยอมสละอนาคตตัวเองไปทำงานเพื่อซือเนี่ยน ผู้หญิงที่แย่งชิงชีวิตดีๆ ของเธอไปนานกว่าสิบปี
แค่นี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าคนบ้านนี้ไม่มีทางควักเงิน 3,000 หยวนออกมาเพื่อช่วยซือเนี่ยน และไม่มีทางยอมให้เธอลาออกจากโรงเรียนไปทำงานแน่นอน เธอจึงแสร้งพูดออกไปเช่นนั้น เพื่อให้พวกเขาตัดขาดจากซือเนี่ยนได้อย่างเด็ดขาด
ซือเนี่ยน... ชาติที่แล้วเธอแย่งชีวิตของฉันไป ทำให้ฉันต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานมาครึ่งค่อนชีวิต ชาตินี้โชคชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผันแล้ว อย่าโทษฉันเลยนะ ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษพ่อแม่ของเธอที่อุ้มลูกสลับคน จนทำให้ฉันต้องทนทุกข์มาเกือบทั้งชีวิต
ซือเนี่ยนจามออกมาเบาๆ ขณะที่กำลังใช้ผ้าเช็ดปอยผมเล็กๆ ที่ตั้งเด่อยู่บนศีรษะของเหยาเหยาให้แห้งสนิท ก่อนจะสวมเสื้อผ้าให้เด็กหญิงตัวน้อย
พอได้อาบน้ำจนตัวหอมฟุ้ง หนูน้อยก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นเป็นกอง แม้ผิวจะแห้งแตกอยู่บ้าง แต่ผิวของเด็กๆ ฟื้นตัวได้เร็วอยู่แล้ว เธอจึงหยิบครีมไข่มุกของตัวเองออกมาทาให้เบาๆ ผิวเล็กๆ นั้นก็กลับมาชุ่มชื้นขึ้น
เด็กน้อยเล่นอยู่ไม่นานก็ดูเหมือนจะเพลีย เปลือกตาเล็กๆ ค่อยๆ ปิดลงแล้วผล็อยหลับไป ศีรษะเล็กๆ ซบลงบนซอกคอของเธอ สัมผัสจากเส้นผมที่นุ่มละเอียดนั้นช่างน่าเอ็นดู สัมผัสอุ่นๆ หอมกลิ่นน้ำนมจางๆ ของเด็กน้อยทำให้เธอรู้สึกสบายใจจนไม่อยากจะวางลง
ยิ่งไปกว่านั้น เหยาเหยายังตัวเล็กและผอมมากจนแทบไม่มีน้ำหนัก การอุ้มเธอไว้จึงไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
ซือเนี่ยนรอจนกระทั่งหนูน้อยหลับสนิทดีแล้ว จึงค่อยๆ วางร่างเล็กๆ ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา
บนเตียงนอนนั้น บัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นชุดเครื่องนอนผ้าไหมแท้ลายดอกไม้สีชมพูของเธอแล้ว เนื้อผ้าที่เย็นสบายเหมาะกับการนอนในฤดูร้อนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเตียงของชายหนุ่มเป็นเพียงเตียงไม้ธรรมดาที่ไม่มีเบาะรองนอน จึงให้ความรู้สึกแข็งกระด้างอยู่บ้าง
แต่สำหรับชีวิตในชนบท นี่ถือเป็นเรื่องปกติ ซือเนี่ยนไม่ใช่คนเรื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นเตียงแข็งหรือเตียงนุ่ม เธอก็นอนได้ทั้งนั้น
หญิงสาวใช้ยางรัดผมรวบผมสีดำขลับที่หนานุ่มของตัวเองขึ้นเป็นหางม้า ชาติที่แล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำทำให้เธอต้องเผชิญกับปัญหาผมร่วงอย่างหนักจนเกือบจะหัวล้าน
[จบบท]