บทที่ 86 ไออุ่นกรุ่นควันจาง
กลุ่มควันสีขาวนวลค่อยๆ พวยพุ่งออกจากริมฝีปากของคนทั้งสองอย่างอ้อยอิ่ง โจวเยว่เซินกลัวว่าเธออาจจะสำลักได้ จึงยอมละริมฝีปากออกหลังจากที่ให้เธอได้สัมผัสรสชาติของใบยาสูบเพียงชั่วครู่
ยาสูบในยุคนี้ล้วนเป็นผลผลิตที่ชาวไร่ปลูกขึ้นมากับมือ ไม่ใช่ของราคาถูกที่หาซื้อได้ทั่วไป กลิ่นของมันจึงไม่ได้ฉุนจนน่ารังเกียจ กลับหอมกรุ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมซือเนี่ยนถึงได้กลิ่นยาสูบจางๆ จากตัวเขาอยู่เป็นครั้งคราว ทั้งที่ไม่เคยเห็นเขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบเลยสักครั้ง
ซือเนี่ยนค่อยๆ ปรือตาที่พร่าเลือนขึ้น เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาวางทาบบนแผงอกกว้างของเขาเอาไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้นภายใต้แสงสลัว
แววตาของเขาที่มองมานั้นลึกล้ำและเต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้า ราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่ออันโอชะให้จมเขี้ยว
เธอเผลอกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะทอดสายตาลงต่ำตามสัญชาตญาณ
ปฏิกิริยานั้นทำให้ชายหนุ่มรีบขยับตัวถอยห่างในเสี้ยววินาที
ซือเนี่ยนถึงกับไปต่อไม่เป็น "..."
สรุปแล้วนี่เขามีความรู้สึกหรือไม่มีความรู้สึกกันแน่
วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของโจวเยว่เซินแวะมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน แม่หลินจึงเข้าครัวโชว์ฝีมือการทำอาหารอย่างสุดความสามารถ จัดเตรียมของอร่อยไว้เต็มโต๊ะ
แค่เมนูเนื้อสัตว์ก็มีมากถึงสองจานใหญ่พูนๆ
จานหนึ่งคือเบคอนรมควัน ส่วนอีกจานเป็นเนื้อสดใหม่ที่โจวเยว่เซินนำมาฝากเมื่อคราวก่อน
เบคอนรมควันถูกนำไปผัดกับต้นหอม ปรุงรสเพียงเล็กน้อยก็ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายและรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมแล้ว
นอกจากนี้ แม่หลินยังอุตส่าห์หุงข้าวสวยร้อนๆ ที่เด็กๆ โปรดปรานไว้รออีกด้วย
แม้รสชาติอาจจะไม่อร่อยล้ำเลิศเท่าฝีมือของซือเนี่ยน แต่หากเทียบกับฝีมือการทำอาหารของชาวบ้านทั่วไปแล้ว ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมทีเดียว
โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานนั่งตัวตรงแน่วอยู่หน้าโต๊ะอาหาร แผ่นหลังเหยียดตรงเป็นไม้บรรทัด ท่าทางดูสงบเสงี่ยมและเป็นระเบียบเรียบร้อย
ภาพนั้นทำให้น้องชายของซือเนี่ยนทั้งสองคนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
จนกระทั่งซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินมานั่งประจำที่ แม่หลินจึงประกาศให้ทุกคนเริ่มลงมือกินอาหารได้
เด็กชายทั้งสองเพิ่งจะเคยมาบ้านคนอื่นเป็นครั้งแรก จึงยังคงมีท่าทีเขินอายอยู่บ้าง
แม่หลินกลัวว่าเด็กๆ จะเกร็งจนไม่กล้ากินอะไร เธอจึงแสดงความเอ็นดูด้วยการคีบกับข้าวใส่จานให้หลานชายทั้งสองอย่างไม่หยุดมือ
โดยเฉพาะเนื้อหมูที่เธอตั้งใจเลือกคีบแต่ชิ้นที่ติดมันส่งให้
โจวเยว่หานมองเนื้อชิ้นโตในจานของตัวเองด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง ก่อนจะอ้าปากงับเข้าไปเต็มคำ แต่แล้วรอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าก็พลันเลือนหายไปในพริบตา
เขาลองกัดเข้าไปอีกคำเพื่อความแน่ใจ แต่สิ่งที่สัมผัสได้มีเพียงความมันเลี่ยนที่ไร้รสชาติ
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ โดยอัตโนมัติ
โจวเยว่ตงยังคงกินเนื้อในจานของตัวเองต่อไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
จากนั้นเขาก็หันไปมองน้องชายทั้งสองคนของซือเนี่ยน
ทั้งคู่กลับมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติ
โจวเยว่หานจึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินเนื้อในจานของตัวเองต่อไปอย่างเงียบๆ
ทว่าคิ้วเล็กๆ ของเขากลับขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
ไม่ใช่ว่าอาหารที่คุณยายทำไม่อร่อยเลยเสียทีเดียว
เพียงแต่มันแตกต่างจากรสชาติที่เขาจินตนาการเอาไว้มากโข
ยิ่งไปกว่านั้น คุณยายยังคงคีบเนื้อใส่จานให้เขาไม่หยุดหย่อน ซึ่งเขาก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากปฏิเสธ
เด็กชายตัวน้อยจึงทำได้เพียงส่งสายตาเว้าวอนน่าสงสารไปยังซือเนี่ยนที่กำลังป้อนข้าวน้องสาวของเขาอยู่
ซือเนี่ยนเหลือบมองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังจานข้าวที่พูนไปด้วยเนื้อหมูของเขา
เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"แม่คะ แม่กินข้าวเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงสองคนนี้หรอก ปกติพวกเขาก็กินเนื้อกันจนเบื่อแล้ว"
แม่หลินมาคิดดูอีกทีก็เห็นว่าจริง บ้านของโจวเยว่เซินเปิดเป็นฟาร์มหมู จะหาเนื้อกินยากได้อย่างไรกัน
คำพูดนั้นทำให้โจวเยว่หานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ฝนที่เคยตกกระหน่ำก็เริ่มซาลง
โจวเยว่เซินจึงขับรถไปส่งลูกชายทั้งสองคนที่บ้านก่อน แล้วจึงขับรถย้อนกลับมารับซือเนี่ยน
ตอนแรกแม่หลินก็ตั้งใจจะรั้งให้ลูกสาวนอนค้างที่บ้านสักคืน แต่เมื่อคิดว่านี่ลูกสาวก็มาอยู่ที่บ้านนานหลายวันแล้ว จึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกไปอีก
กว่าซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินจะกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าภายนอกก็มืดสนิทไปเรียบร้อยแล้ว
ซือเนี่ยนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นลูกชายทั้งสองคนยังไม่ยอมเข้านอน
เพราะโดยปกติแล้ว เด็กทั้งสองจะเข้านอนกันเร็วมาก
โจวเยว่หานยืนหลบอยู่ด้านหลังโจวเยว่ตง ทำท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า
ในขณะที่ซือเนี่ยนกำลังยืนงงอยู่นั้น โจวเยว่ตงก็รวบรวมความกล้าเดินตรงเข้ามาหาเธอ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "คุณน้าครับ คุณน้าไปร่วมประชุมผู้ปกครองของเสี่ยวหานให้พวกเราได้ไหมครับ"
ซือเนี่ยนก้มลงมองใบหน้าเล็กๆ ที่พยายามทำหน้าขรึมของเขา เด็กน้อยพยายามเลียนแบบท่าทีสุขุมของโจวเยว่เซิน แต่แววตาที่สั่นไหวกลับซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด
เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู เด็กตัวแค่นี้หัดทำตัวเป็นผู้ใหญ่ไปได้ เธอยกมือขึ้นขยี้เรือนผมนุ่มของโจวเยว่ตงเบาๆ
นึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร ที่แท้ก็แค่การประชุมผู้ปกครองนี่เอง
"ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ" เธอตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
โจวเยว่ตงถึงกับยืนนิ่งเป็นหิน ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาขยี้หัวเขา
โจวเยว่หานที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะเป็นแบบนี้ เขารีบเดินตรงเข้ามาหาเธอบ้าง สายตาจับจ้องไปที่เธอสลับกับมือของเธอไปมา
ซือเนี่ยนเข้าใจความนัยของเขาทันทีว่าเขาเองก็อยากให้เธอลูบหัวเหมือนกัน
รอยยิ้มของซือเนี่ยนกว้างขึ้นกว่าเดิม นี่มันเด็กน้อยน่ารักอะไรอย่างนี้กันนะ เธอยื่นมือไปลูบหัวของโจวเยว่หานเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "เอาล่ะ ดึกแล้ว รีบไปนอนได้แล้วนะ"
"ครับ ครับ!" โจวเยว่หานพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนไป แต่ก็ยังไม่วายหันกลับมามองเธอทุกสามก้าว
กลางดึกคืนนั้น เขากอดหมอนวิ่งเข้าไปในห้องนอนของพี่ชายอีกครั้ง ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนถึงขั้นนอนไม่หลับ
"พี่ครับ พี่ว่าถ้าคุณน้ารู้ว่าผมเรียนไม่เก่ง เธอจะไม่ชอบผมหรือเปล่า"
ใครๆ ก็ชอบเด็กที่เรียนเก่งกันทั้งนั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเยว่หานรู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่ยอมตั้งใจเรียนหนังสือ
โจวเยว่ตงง่วงนอนจนแทบลืมตาไม่ขึ้น เขาจึงไม่ได้ยินชัดเจนว่าน้องชายพูดอะไร
แล้วก็เผลอหลับไปอีกครั้งด้วยความงัวเงีย
ยิ่งคิดโจวเยว่หานก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจ เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่สนใจไยดี เขาจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ด้วยเหตุนี้เอง เช้าวันรุ่งขึ้นตอนที่โจวเยว่ตงตื่นนอน เขาจึงได้พบกับภาพที่ไม่คุ้นตาอย่างยิ่ง น้องชายของเขาตื่นนอนก่อนเขาเสียอีก แถมยังนั่งอ่านหนังสือบนโซฟาอย่างขะมักเขม้นโดยไม่ต้องให้ใครบอก
โจวเยว่ตงถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
ปกติเวลาที่เขาชวนน้องชายมาอ่านหนังสือทีไร เขาก็จะทำเป็นหูทวนลมตลอด
แต่ทำไมวันนี้ถึงได้กลับกลายเป็นคนขยันขันแข็งขึ้นมาได้
เขาขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ ด้วยความไม่แน่ใจว่าภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นความจริงหรือความฝัน
โจวเยว่เซินออกไปที่ฟาร์มตั้งแต่เช้ามืด
ดังนั้นตอนที่ซือเนี่ยนตื่นขึ้นมา ก็พบว่าลูกชายทั้งสองกำลังนั่งทำการบ้านกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นแล้ว
เธอไม่อยากรบกวนสมาธิของเด็กๆ จึงเดินเลี่ยงเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้า
กระเทียมโทนที่ได้มาจากบ้านแม่เมื่อวานยังคงนอนนิ่งอยู่ในถุง วันนี้เธอตั้งใจว่าจะจัดการมันให้เรียบร้อย
การเตรียมกระเทียมโทนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะหัวของมันเล็กมาก แถมยังต้องล้างทำความสะอาดถึงหลายครั้ง
ก่อนหน้านี้ซือเนี่ยนได้ล้างโหลแก้วใสเตรียมไว้หลายใบ หัวไชเท้าดองที่อยู่ในนั้นก็เข้าเนื้อได้ที่แล้ว
การดองแบบนี้จะช่วยให้เก็บไว้กินได้นาน
ซึ่งกระเทียมโทนก็ใช้วิธีเดียวกัน
แค่การเด็ดขั้วและล้างกระเทียมโทนให้สะอาดก็กินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือทิ้งไว้สักพัก ก็พร้อมสำหรับขั้นตอนการดอง
วิธีการดองกระเทียมนั้นมีหลากหลายและไม่ซับซ้อน เพียงใช้เกลือประมาณ 10% ของน้ำหนักกระเทียมทั้งหมด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วและน้ำส้มสายชู เติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย ดองทิ้งไว้เพียงหนึ่งคืนก็สามารถนำมากินได้แล้ว
ซือเนี่ยนนำโหลกระเทียมโทนที่อัดแน่นจนเต็มไปวางไว้บนชั้นในตู้กับข้าว ข้างๆ กันนั้นมีโหลหัวไชเท้าดองวางอยู่ โหลแก้วใสถูกเช็ดทำความสะอาดจนขึ้นเงา เผยให้เห็นสีสันที่ตัดกันอย่างลงตัวของพริกสีแดงสด หัวไชเท้าสีขาวนวล และกระเทียมโทนสีน้ำตาลเข้มจากซีอิ๊ว แค่มองก็ชวนให้น้ำลายสอ
เธอมองภาพห้องครัวที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบและของที่เธอทำเองกับมือ ความรู้สึกอิ่มเอมใจก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ
หัวไชเท้าแห้งที่ตากไว้ในกระด้งก็แห้งสนิทดีแล้ว เวลาจะนำมากินก็แค่นำไปล้างน้ำแล้วปรุงรสอีกเล็กน้อยก็ใช้ได้
ซือเนี่ยนรู้สึกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ มันออกจะน่าเบื่อไปสักหน่อย ประกอบกับเมื่อคืนฝนเพิ่งจะหยุดตก เป็นโอกาสอันดีที่จะขึ้นเขาไปหาเก็บเห็ด
เธอเติบโตที่ยูนนาน สมัยเด็กๆ ผู้คนที่นั่นนิยมขึ้นเขาไปหาเก็บเห็ดกันเป็นประจำ
ในยุคสมัยที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ขุมทรัพย์ล้ำค่าล้วนซ่อนอยู่บนภูเขาทั้งสิ้น
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตัวละครที่ทะลุมิติมายังยุคอดีต การไม่ลองเข้าป่าดูสักครั้งก็คงจะถือว่าเสียเชิงตัวเอกนิยายแนวนี้แย่
แต่เนื่องจากเธอยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ดีนัก เธอจึงเปลี่ยนไปสวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเพื่อความปลอดภัย รวบผมเป็นหางม้าเรียบร้อย แล้วจึงเดินไปหาโจวเยว่ตงกับโจวเยว่หาน
"เยว่ตง เยว่หาน พวกเธอพอจะรู้ไหมว่าบนภูเขาแถวนี้ตรงไหนมีเห็ดเยอะๆ บ้าง"
เด็กชายทั้งสองที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอยู่เงยหน้าขึ้นมองเธอ
"เก็บเห็ดเหรอครับ" ดวงตาของพวกเขาทอประกายแห่งความตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"คุณแม่จะไปเก็บเห็ดเหรอครับ" โจวเยว่หานวางดินสอในมือลง แล้วรีบวิ่งมาหาซือเนี่ยนเพื่อถามให้แน่ใจ
เขาอุตส่าห์ตื่นมาอ่านหนังสือแต่เช้า นั่งทำการบ้านอยู่หน้าโต๊ะไม่ไปไหน ก็เพื่อหวังให้ซือเนี่ยนได้เห็นความตั้งใจของเขา
และมันก็ได้ผลอย่างที่คิด ผู้ใหญ่ย่อมเอ็นดูเด็กที่รักเรียนเป็นธรรมดา เมื่อเช้านี้คุณน้าถึงกับทำไข่ตุ๋นของโปรดให้เขากินเป็นรางวัล
รสชาติที่นุ่มละมุนลิ้นและหอมกรุ่นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาจนถึงตอนนี้
[จบบท]