บทที่ 93 พี่ชายตระกูลหลิน
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าคำพูดของน้องสาวจะไปสะกิดต่อมฟู่หยางที่ปกติไม่เคยให้ราคาซือเนี่ยนเลยแม้แต่น้อย คราวนี้เขากลับเดือดดาลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาทำให้ซือเนี่ยนต้องเจ็บช้ำใจมานับครั้งไม่ถ้วน การกระทำของเขาย่ำยีความรู้สึกของเธอรุนแรงกว่าที่ทำกับหลินซือซือหลายเท่านัก
เรื่องเล็กน้อยอย่างการถ่ายรูปไม่ต้องพูดถึงเลย ต่อให้เธออุตส่าห์เดินทางไกลเพื่อไปหาเขาถึงกองทัพ เขาก็ไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำ
ถึงเขาจะใจร้ายใจดำกับเธอถึงเพียงนั้น แต่ซือเนี่ยนก็ไม่เคยปริปากบ่นหรือฟ้องใคร เธอเลือกที่จะเก็บงำความเจ็บปวดไว้กับตัวเองและอดทนอย่างเงียบงัน
ตัดภาพมาที่หลินซือซือ เพียงแค่เขาไม่ยอมพูดคุยด้วยไม่กี่ประโยค เธอกลับตีโพยตีพายว่าจะถอนหมั้น ผลักให้เขากลายเป็นคนผิดในสายตาคนอื่นไปเสียอย่างนั้น
พอได้ฟังคำพูดเหน็บแนมจากน้องสาวในไส้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันควัน "เธอพูดบ้าอะไรของเธอ"
ลึกๆ แล้วเขามั่นใจว่าภาพความสนิทสนมเกินงามระหว่างซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินที่เขาเห็นในวันนั้น มันอาจจะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เธอจงใจสร้างขึ้นเพื่อยั่วโมโหเขาเท่านั้น
แต่ยิ่งครุ่นคิดถึงเรื่องนี้หลังจากกลับมา ความรู้สึกขุ่นมัวก็ยิ่งเกาะกุมหัวใจ
ความรำคาญที่มีต่อหลินซือซือก็ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว
แถมตอนนี้คนในบ้านยังจะมาบีบบังคับให้เขาต้องลดตัวไปง้อผู้หญิงคนนั้นอีก
เขาคิดอย่างหัวเสียว่านี่มันบ้าอะไรกัน ขนาดซือเนี่ยนที่เคยตามติดเขาแจ เขายังไม่เคยต้องเสียเวลาไปง้อ แล้วหลินซือซือเป็นใครถึงมีสิทธิ์เรียกร้องการกระทำแบบนั้นจากเขากัน
ฟู่หยางหรี่ตามองฟู่เชียนเชียน แววตาเต็มไปด้วยประกายอันตรายจากคำพูดของเธอ
"ก็อย่างที่ได้ยินนั่นแหละ พี่กับยัยหลินซือซือนี่ก็ช่างเหมาะสมกันดีนะ จัดการปัญหาความสัมพันธ์ของตัวเองไม่ได้ แต่กลับโยนความผิดทั้งหมดไปให้ซือเนี่ยนเฉยเลย" ฟู่เชียนเชียนสวนกลับพร้อมกับเบ้ปากอย่างไม่เกรงกลัว
หากเธอไม่ได้พบกับโจวเยว่เซินด้วยตาตัวเอง เธอก็คงเกือบจะหลงเชื่อไปแล้วเหมือนกันว่าซือเนี่ยนคือตัวการทำลายความรักของคนทั้งคู่
แต่การเดินทางไปชนบทครั้งนั้นมันทำให้เธอตาสว่าง การได้เห็นชีวิตที่แสนสุขสบายของซือเนี่ยน มีผู้ชายรูปหล่อโปรไฟล์ดีขับรถบรรทุกคันโตอยู่ข้างกาย มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะต้องลดตัวไปทำลายความสัมพันธ์ของคนสองคนนั้น
หากจะวัดกันที่ฐานะทางการเงิน ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ดูด้อยไปกว่าตระกูลฟู่ของพวกเธอเลยสักนิด
หากจะวัดกันที่หน้าตา ผู้ชายคนนั้นก็หล่อเหลาไม่แพ้พี่ชายของเธอ
และหากจะวัดกันที่นิสัยใจคอ พี่ชายของเธอคงต้องกระเด็นตกเวทีไปไกล
ไม่ต้องให้ซือเนี่ยนเป็นคนเลือกหรอก ขนาดเธอเองยังรู้เลยว่าใครคือตัวเลือกที่ดีกว่า
ณ เวลานี้ฟู่เชียนเชียนเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว เรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่ความผิดของซือเนี่ยนเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะคนสองคนเข้ากันไม่ได้เอง แล้วก็พยายามหาแพะมารับบาปแทนก็เท่านั้น
การถูกน้องสาวแท้ๆ เยาะเย้ยซึ่งหน้าทำให้ใบหน้าของฟู่หยางดำคล้ำลง
"ฉันไปโทษเธอตอนไหนกัน เธอพูดจาให้มันรู้เรื่องหน่อย"
"อ้าว แล้วตอนที่หลินซือซือป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นมือที่สามทำลายความรักของพี่กับซือเนี่ยน แล้วยังจะถอนหมั้นยกพี่คืนให้เธออีก ทำไมพี่ถึงไม่ปฏิเสธไปล่ะ ปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดจนใครต่อใครพากันเข้าใจผิด คิดว่าซือเนี่ยนยังตัดใจจากพี่ไม่ได้จนต้องตามราวีไม่เลิกราแบบนี้ทำไม"
ฟู่หยางนิ่งไป ก่อนจะสวนกลับตามสัญชาตญาณ "แล้วความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นหรือไง"
ฟู่เชียนเชียนถึงกับไปต่อไม่เป็น
นี่มันคนบ้าชัดๆ พี่ชายของเธอเสียสติไปแล้วจริงๆ
***
ในขณะเดียวกัน ที่หมู่บ้านซิ่งฝู บ้านของตระกูลโจว
ซือเนี่ยนกำลังยืนจ้องกระต่ายตัวเป็นๆ ในมือด้วยความหนักใจ เธอไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นจัดการกับมันยังไงดี
ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะรอให้โจวเยว่เซินกลับมาเป็นคนจัดการให้
แต่เขาโทรมาบอกว่าคืนนี้คงจะกลับถึงบ้านดึกมาก ถ้าทิ้งกระต่ายไว้นานขนาดนั้น เนื้อของมันคงไม่สดใหม่เสียแล้ว
ซือเนี่ยนอุตส่าห์วาดฝันถึงเมนูกระต่ายผัดพริกแห้งหอมกรุ่นสำหรับมื้อเย็น แต่จะให้เธอลงมือถลกหนังเอง เธอก็ใจไม่กล้าพอจริงๆ
ณ ตอนนี้เธอมืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
ข้างๆ กันนั้น โจวเสี่ยวเหยานั่งยองๆ อยู่กับพื้น กำลังเด็ดใบผักกาดป้อนเจ้ากระต่ายน้อยอย่างตั้งอกตั้งใจ
เจ้ากระต่ายน้อยเองก็ดูจะคุ้นเคยกับเธอแล้ว มันไม่แสดงท่าทีตื่นกลัวอีกต่อไป ปากเล็กๆ ของมันขยับเคี้ยวใบผักกาดสดกรอบเสียงดังกร้วมๆ ชวนให้น่าอร่อย
ภาพนั้นทำให้โจวเสี่ยวเหยาอดใจไม่ไหว ลองหยิบใบผักกาดเข้าปากตัวเองดูบ้าง
"ยัยบ๊อง กระต่ายมันกินไปแล้ว สกปรกจะตาย" โจวเยว่หานที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ็ดน้องสาว แต่ในขณะเดียวกันมือของเขาก็กำลังป้อนใบผักกาดให้กระต่ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
เหยาเหยาทำหน้างง กัดนิ้วตัวเองแล้วมองหน้าพี่ชาย จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาป้อนอาหารให้เพื่อนตัวน้อยของเธอต่อไป
และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
แม่หลินพาชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งมายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน "เนี่ยนเนี่ยน เปิดประตูให้แม่หน่อยลูก"
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าใครมา ดวงตาของเธอก็ทอประกายแห่งความยินดี
เธอรีบวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่แล้วเดินไปเปิดประตูต้อนรับคนทั้งสองเข้ามาในบ้าน
ชายหนุ่มที่เดินตามหลังแม่หลินเข้ามาเอาแต่จ้องมองเธอไม่วางตา ในแววตาของเขามีทั้งความประหม่าและความประหลาดใจระคนกันอยู่
เขาเป็นคนพูดน้อย ดูจากลักษณะท่าทางและแววตาแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคนซื่อสัตย์และจริงใจ
ผิวของเขาคล้ำเข้มราวกับถ่าน
รูปร่างไม่สูงใหญ่กำยำเท่าโจวเยว่เซิน แต่กล้ามเนื้อที่ปรากฏบนร่างกายนั้นล้วนเป็นมัดกล้ามที่ได้มาจากการทำงานหนักอย่างแท้จริง
โครงหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย แม้ผิวจะคล้ำไปบ้าง แต่ก็ไม่อาจบดบังความหล่อเหลาและความคล้ายคลึงกับเธอได้เลย
ต้องยอมรับว่ายีนเด่นของตระกูลหลินนี่ส่งผลอย่างน่าทึ่งจริงๆ
แค่เพียงแรกเห็น ซือเนี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่าชายคนนี้คือพี่ชายของเธอ หลินเซียว
"แม่คะ นี่คือพี่ชายของหนูใช่ไหมคะ"
"ใช่แล้วจ้ะ เสี่ยวเซียว นี่เนี่ยนเนี่ยน น้องสาวของแก"
"สะ สวัสดี" แม้หลินเซียวจะดูเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ แต่ท่าทีของเขากลับดูขวยเขิน คำพูดก็ติดๆ ขัดๆ
เขาดูเหมือนยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าน้องสาวแท้ๆ ที่พวกเขาพยายามไปเยี่ยมหาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่เคยได้พบหน้า จะกลับมาแล้วจริงๆ และกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยรอยยิ้มที่สดใส
จากคำบอกเล่าของแม่ เขารู้ว่าเธอไม่ถือสาหาความเรื่องในอดีต ไม่เพียงแต่ยอมแต่งงานกับโจวเยว่เซิน อดีตคู่หมั้นของหลินซือซือ แต่ยังขอให้โจวเยว่เซินช่วยหางานให้เขาอีกด้วย
ตำแหน่งงานในฟาร์มหมูเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก แต่ก็ใช่ว่าใครจะเข้าไปทำได้ง่ายๆ
แต่ตอนนี้เขากลับได้รับโอกาสให้เป็นคนขับรถบรรทุก ทั้งๆ ที่เพิ่งจะหัดขับได้ไม่นาน โอกาสดีๆ แบบนี้มันแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ตอนแรกเขาไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไรนัก แต่ในวินาทีที่ได้สบตากับซือเนี่ยน ความรู้สึกกังวลในใจก็สลายไปอย่างน่าประหลาด
บางทีนี่อาจจะเป็นพลังของสายเลือดที่ผูกพันกันอยู่ลึกๆ ก็เป็นได้ น้องสาวคนนี้ทำให้เขารู้สึกดีตั้งแต่แรกพบ เธอไม่ใช่คนประเภทที่หยิ่งทะนงและมองพวกเขาด้วยสายตาดูแคลน
ซือเนี่ยนมองพี่ชายคนใหม่ของเธอแล้วก็เผลอยิ้มออกมา "พี่ชายไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ เรียกฉันว่าเนี่ยนเนี่ยนก็ได้"
คำเรียก "พี่ชาย" ที่หวานจับใจทำให้หัวใจของหลินเซียวพองโต เขายิ้มอย่างซื่อๆ แล้วพยักหน้ารับแรงๆ
"พี่มาได้จังหวะพอดีเลยค่ะ ฉันกำลังกลุ้ม ไม่รู้จะทำยังไงกับเจ้ากระต่ายตัวนี้ดี พี่ช่วยจัดการให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ เดี๋ยวฉันจะทำของอร่อยๆ ให้ทานเป็นการตอบแทน" ซือเนี่ยนชี้ไปที่กระต่ายบนพื้นพร้อมกับทำหน้าเดือดเนื้อร้อนใจ
แม่หลินยิ้มพลางบอกให้ลูกชายไปช่วยจัดการตามที่น้องสาวขอ จากนั้นก็หันมาดึงแขนลูกสาวไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล "เนี่ยนเนี่ยนเอ๊ย พี่ชายของลูกเพิ่งจะเรียนขับรถได้ไม่นานเองนะ แม่ว่ามันเสี่ยงเกินไป ถึงเยว่เซินจะรับปากแล้ว แต่ลูกก็ควรจะคุยกับเขาดูอีกทีนะ ไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอก ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาจะทำยังไง"
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ "แม่คะ หนูเข้าใจค่ะ แต่เรื่องนี้โจวเยว่เซินคงคิดดีแล้วล่ะค่ะ จะทำได้หรือไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องให้พี่ชายได้ลองดูก่อนถึงจะรู้นะคะ"
แม่หลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วยกับคำพูดของลูกสาวจึงพยักหน้า
หลินเซียวรับหน้าที่จัดการกระต่าย เขาลงมืออย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็ถลกหนังและทำความสะอาดจนเรียบร้อย ก่อนจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตามที่ซือเนี่ยนต้องการ
ซือเนี่ยนแบ่งเนื้อกระต่ายออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ทำซุป และอีกส่วนจะนำไปทำกระต่ายผัดพริกแห้ง
ซุปเนื้อกระต่ายมีรสชาติที่กลมกล่อมและหอมหวานเป็นพิเศษ ยิ่งได้เห็ดป่าที่เก็บมาสดๆ มาใส่ลงไปด้วยก็ยิ่งเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก
เธอเริ่มจากการนำเนื้อกระต่ายไปลวกในน้ำเดือดที่ใส่ต้นหอม ขิง และเหล้าปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวและล้างเลือดออก จากนั้นจึงเติมน้ำสะอาดแล้วใช้ไฟแรงต้มจนเดือดอีกครั้ง
การตุ๋นซุปให้อร่อยต้องใช้เวลาและความใส่ใจ อย่างน้อยๆ ก็ต้องตุ๋นด้วยไฟอ่อนไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงขึ้นไป
เมื่อคิดว่ามีสมาชิกในครอบครัวมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจทำอาหารเพิ่มอีกสองสามอย่าง
แม่หลินคอยเป็นลูกมืออยู่ไม่ห่าง สายตาที่มองลูกสาวซึ่งกำลังทำอาหารอย่างคล่องแคล่วนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสงสารและภาคภูมิใจ
เมื่อเห็นว่าฟืนในครัวใกล้จะหมด หลินเซียวก็ลุกขึ้นและหายออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับฟืนกองโต
หลังจากจัดการเรื่องซุปเรียบร้อย ซือเนี่ยนก็หันมาหุงข้าวต่อ
ข้าวที่นึ่งไว้ในหม้อตั้งแต่เมื่อคืนใช้เวลาอุ่นเพียง 10 นาทีก็ร้อนพร้อมทาน
เครื่องปรุงต่างๆ ก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว ผักก็ล้างและหั่นไว้เรียบร้อย
เธอเริ่มจากการเจียวกากหมูในน้ำมันหมูจนหอมกรอบแล้วตักขึ้นพักไว้ จากนั้นจึงใส่พริกแห้ง เครื่องเทศ และพริกไทยเสฉวนลงไปผัดในกระทะร้อนๆ
กลิ่นฉุนร้อนแรงของพริกโชยเข้าจมูก แต่ในขณะเดียวกันกลิ่นหอมของเครื่องเทศก็กระตุ้นต่อมรับรสจนน้ำลายสอ
ทันทีที่อาหารจานแรกถูกยกขึ้นโต๊ะ เสียงเคาะประตูเหล็กหน้าบ้านก็ดังขึ้นมาเป็นจังหวะ
[จบบท]