บทที่ 95 ใครกล้าแตะต้องพี่สะใภ้ของพวกเรา
สิ้นเสียงของซือเนี่ยน ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ความเงียบเข้าปกคลุมไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังระงมไปทั่วบริเวณ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา ภาพที่หลี่หมิงจวินแวะเวียนมาที่บ้านหลังนี้บ่อยๆ นั้นเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนเห็นกับตา แต่ตอนนั้นใครๆ ก็พากันคิดไปว่าคงเป็นโจวเยว่เซินที่สั่งให้เขามาทำธุระให้
ส่วนเรื่องราวฉาวโฉ่ที่ได้ยินมา คงเป็นซือเนี่ยนเองที่เป็นฝ่ายให้ท่าชายหนุ่มคนนั้น
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโจวเยว่เซิน สามีของเธอจะไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของผู้คนทันที ถ้าโจวเยว่เซินไม่ได้สั่งให้เขามา แล้วหลี่หมิงจวินจะมาที่นี่ทำไมกัน แล้วไหนจะเรื่องเนื้อสดคุณภาพดีที่เขาหอบหิ้วมาด้วยอีก ถ้าไม่ใช่ของที่โจวเยว่เซินสั่งให้เอามาส่ง แล้วเขาไปสรรหาของดีๆ แบบนั้นมาจากที่ไหนกันมากมาย
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของชาวบ้าน ทำให้สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนไปทันควัน พวกเขายังจำเรื่องของป้าหลิวที่เคยแอบขโมยเนื้อซึ่งโจวเยว่เซินตั้งใจซื้อกลับมาให้ลูกๆ ได้เป็นอย่างดี ในเมื่อคนดูแลบ้านยังทำได้ แล้วหลี่หมิงจวินที่มีตำแหน่งเป็นถึงคนขับรถบรรทุก การจะหยิบฉวยของระหว่างทางย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายกว่าหลายเท่าตัว
พอได้ฟังตรรกะที่ซือเนี่ยนว่ามา แม่สามีของโจวถิงถิงก็มีสีหน้าถมึงทึงขึ้นมาทันที “แกอย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะ ลูกชายของฉันไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด เขาบอกฉันหมดแล้วว่าเป็นแกที่ไปยั่วยวนเขาก่อน ลูกฉันเป็นผู้บริสุทธิ์”
“ฉันเนี่ยนะไปยั่วยวนเขา” ซือเนี่ยนเบิกตากว้าง ทำทีเป็นตกใจสุดขีด “นี่ฉันดูเหมือนคนป่วยทางสมองหรือยังไง ถึงจะต้องไปอ่อยคนงานที่บ้านตัวเอง คุณป้าคะ ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะล่วงเกินอะไรหรอกนะ แต่ช่วยดูสารรูปของตัวเองในกระจกก่อนเถอะ ขนาดแม่ยังดูไม่ได้ขนาดนี้ แล้วลูกชายจะไปหล่อเหลามาจากไหนกัน ต่อให้วันนึงฉันตาบอดขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มีทางชายตาแลเขาด้วยซ้ำ”
คำพูดของซือเนี่ยนทำเอาแม่สามีของโจวถิงถิงและญาติๆ ที่มาด้วยถึงกับนิ่งไป ส่วนชาวบ้านที่มุงดูก็แทบจะสำลักน้ำลายตัวเองออกมา ถึงแม้ว่าหลี่หมิงจวินจะไม่ได้หน้าตาดีอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้อัปลักษณ์ถึงขนาดนั้นสักหน่อย ใครจะคิดว่าซือเนี่ยนที่ภายนอกดูเป็นสาวน้อยเรียบร้อยอ่อนหวาน จะสามารถเอ่ยวาจาเชือดเฉือนได้เจ็บแสบขนาดนี้ ไม่เพียงแต่ด่าหลี่หมิงจวินอย่างสาดเสียเทเสีย แต่ยังลากแม่ของเขาลงไปคลุกโคลนด้วยกันอีก
แม่สามีของโจวถิงถิงโกรธจนตัวสั่นเทา ชี้หน้าด่าซือเนี่ยน “แกกล้าดียังไงมาว่าลูกชายฉันน่าเกลียด!”
ซือเนี่ยนแสร้งทำเป็นหวาดกลัวจนต้องถอยหลังไปสองสามก้าว ในจังหวะนั้นเอง หลินเซียวผู้เป็นพี่ชายก็ก้าวออกมาขวางตรงหน้า ปกป้องน้องสาวผู้บอบบางน่าสงสารและไร้ที่พึ่งของเขาอย่างเต็มที่ ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนที่มาหาเรื่องราวกับหมาป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ
ซือเนี่ยนโผล่หน้าออกมาจากแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย พร้อมกับทำหน้าตาเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง “โอ้โห ถ้าที่บ้านไม่มีกระจก ก็น่าจะเคยดูเงาตัวเองในน้ำปัสสาวะบ้างนะคะคุณป้า ทำไมถึงได้หลงตัวเองขนาดนี้ ฉันหน้าตาสะสวยปานนี้ ต่อให้คิดจะโปรยเสน่ห์ให้ใคร ก็ไม่มีวันถึงคิวลูกชายคุณป้าหรอกค่ะ รายนั้นน่ะทั้งอัปลักษณ์ ทั้งยากจนข้นแค้น อากาศก็ร้อนตับแลบ ยังจะอวดเบ่งใส่เสื้อหนังจนกลิ่นตัวเหม็นคลุ้ง แค่เดินเข้าไปใกล้ๆ ฉันก็แทบจะเหม็นจนสลบแล้ว จะให้ลดตัวไปเกลือกกลั้วกับคนแบบนั้นได้ยังไงกัน”
พูดจบเธอก็ทำท่ายกมือขึ้นมาปัดป่ายแถวๆ จมูกราวกับได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาจริงๆ
“แต่ฉันก็เข้าใจนะคะ ลูกชายทั้งคน คลอดออกมากับมือ คุณป้าย่อมไม่รู้สึกว่าเขาสกปรกหรือมีกลิ่นเหม็นอะไรอยู่แล้ว แต่จะมาบังคับให้คนอื่นเขามีมาตรฐานเดียวกันกับคุณป้าไม่ได้หรอกค่ะ”
คำพูดของเธอทำให้ชาวบ้านหลายคนถึงกับมุมปากกระตุก แต่เมื่อหันไปมองใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าของซือเนี่ยนแล้ว พวกเขาก็อดคล้อยตามไม่ได้ เธอสวยเด่นเกินกว่าใครในหมู่บ้านนี้จริงๆ ส่วนหลี่หมิงจวินนั้น ในสายตาของชาวบ้านอาจจะพอไปวัดไปวาได้ แต่สำหรับคนเมืองที่เปิดหูเปิดตาอย่างซือเนี่ยนแล้ว คงได้เจอผู้ชายที่หน้าตาดีกว่านี้มานับไม่ถ้วน คงไม่คิดจะลดตัวลงมามองคนอย่างเขาแน่ กลับกัน น่าจะเป็นฝ่ายหลี่หมิงจวินเสียมากกว่าที่หน้ามืดตามัวเพราะความงามของเธอ
ความคิดของชาวบ้านเริ่มเอนเอียง สายตาที่พวกเขามองไปยังแม่สามีของโจวถิงถิงเต็มไปด้วยความกังขาและดูแคลน
หญิงสูงวัยถูกสายตาเหล่านั้นทิ่มแทงจนหน้าแดงก่ำ จ้องมองซือเนี่ยนที่กำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูกชายสุดที่รักของเธอจนจมดินอย่างอาฆาตแค้น “แก...แกหุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“อุ๊ย ขอโทษด้วยค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าลูกชายคุณป้าน่าเกลียดเลยนะคะ คุณป้าอย่าไปใส่ใจเลยค่ะ จริงๆ แล้วการที่คนเราเกิดมาหน้าตาไม่ดีมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกนะคะ บางทีมันก็เป็นที่พันธุกรรมของพ่อแม่ ซึ่งตัวเขาก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”
แม่สามีของโจวถิงถิงถึงกับจุกอก ลมหายใจติดขัดราวกับจะสิ้นใจอยู่ตรงนั้น นังเด็กนี่ ทุกประโยคที่พูดออกมาไม่เคยพ้นเรื่องหน้าตาของลูกชายเธอเลย แถมยังด่ากระทบชิ่งมาถึงเธออีก ช่างเป็นคนจิตใจร้ายกาจเหมือนที่โจวถิงถิงเคยว่าไว้ไม่มีผิด เธอจงใจปั่นหัวทุกคน ทำให้เรื่องราวทั้งหมดดูเหมือนว่าเธอรังเกียจลูกชายของตน เพื่อที่จะได้โยนความผิดทั้งหมดไปให้เขาแต่เพียงผู้เดียว
โจวถิงถิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับอ้าปากค้าง เธออยู่กับแม่สามีมานานหลายปี รู้ซึ้งถึงความปากร้ายของหญิงชราผู้นี้ดียิ่งกว่าใคร แต่ก็ไม่เคยเห็นใครหน้าไหนที่ทำให้แม่สามีของเธอโกรธจนควันออกหูได้ถึงขนาดนี้มาก่อน แม้จะยังตกตะลึงอยู่ แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่อาจปล่อยให้ซือเนี่ยนได้ใจไปมากกว่านี้
หญิงสาวก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับตวาดเสียงดัง “ซือเนี่ยน ทำไมถึงปากคอเราะร้ายแบบนี้ แม่สามีฉันก็แค่อยากจะมาทวงความยุติธรรมให้น้องสามีของฉันเท่านั้น เขาก็เจ็บตัวจะแย่อยู่แล้ว เธอยังจะมาใส่ร้ายป้ายสีเขาอีก จิตใจเธอทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้”
ซือเนี่ยนแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อย “โจวถิงถิง เธอกล้าพูดว่าคนอื่นร้ายกาจอีกเหรอ ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ คนที่ร้ายกาจที่สุดก็คือเธอไม่ใช่หรือไง ลูกสาวบ้านไหนเขาพาลูกพี่ลูกน้องฝั่งสามีมารุมหาเรื่องพี่สะใภ้ถึงบ้านเดิมกันบ้าง ยกพวกกันมาขนาดนี้ คิดจะทำอะไร คิดจะลงไม้ลงมือกับฉันหรือไง”
คำพูดนั้นช่างเสียดแทงใจ โจวถิงถิงถึงกับสะอึก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้แก้ตัวอะไร ซือเนี่ยนก็พูดสวนขึ้นมาทันที “ขนาดหมาที่เลี้ยงไว้สิบกว่าปียังมีความผูกพัน แต่นี่เธอกลับเนรคุณ พาคนนอกเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนในครอบครัวถึงในหมู่บ้าน ลองถามชาวบ้านที่นี่ดูสิว่าการกระทำแบบนี้มันสมควรแล้วเหรอ”
คำพูดของซือเนี่ยนโดนใจชาวบ้านอย่างจัง ใช่แล้ว...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โจวถิงถิงก็ยังเป็นคนของตระกูลโจว การที่เธอพาครอบครัวฝั่งสามีมาหาเรื่องถึงบ้านพ่อแม่ตัวเองแบบนี้มันหมายความว่ายังไง มันช่างเป็นการกระทำที่เกินกว่าจะรับได้จริงๆ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำคนในครอบครัวตัวเองให้คนนอกเห็น
โดยปกติแล้ว แม้ว่าคนในหมู่บ้านจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่เมื่อถึงเวลาคับขัน ทุกคนต่างก็พร้อมที่จะปกป้องคนของตัวเอง การที่โจวถิงถิงพาชายฉกรรจ์ร่างกำยำมาหาเรื่องซือเนี่ยนในตอนที่โจวเยว่เซินไม่อยู่บ้านแบบนี้ ถือเป็นการหักหน้ากันอย่างรุนแรง ทุกคนในที่นี้ต่างเคยได้รับน้ำใจจากโจวเยว่เซินมาไม่มากก็น้อย พวกเขาจึงไม่อาจยืนดูอยู่เฉยๆ ได้ บรรยากาศรอบตัวกลุ่มผู้มาเยือนจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นความไม่เป็นมิตรขึ้นมาทันที
โจวถิงถิงและญาติฝั่งสามีต่างหน้าซีดเผือด พวกเขาพาคนมาด้วยเพียงไม่กี่คน คงไม่อาจต่อกรกับคนทั้งหมู่บ้านได้แน่
โจวถิงถิงกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ “เธออย่ามาพูดจาไร้สาระนะ เธอจงใจจะยุให้ฉันกับพี่ชายแตกคอกันใช่ไหม ที่ไล่น้องสามีฉันออกก็เพื่อที่จะเอาคนของตัวเองเข้ามาแทนที่ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของเธอนะ”
แม่สามีของเธอหมดความอดทน “พอได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อปากต่อคำกับมัน วันนี้ถ้ามันไม่ยอมคุกเข่าขอขมาลูกชายฉัน แล้วจ่ายค่าเสียหายมา ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน”
พูดจบ เธอก็หันไปสั่งชายฉกรรจ์ที่พามาด้วย “ลากตัวมันไป ฉันไม่เชื่อว่าวันนี้จะสั่งสอนมันไม่ได้”
เธอคิดในใจว่าถ้าโจวเยว่เซินอยากได้ภรรยาคืน ก็ให้คลานมาขอโทษลูกชายเธอด้วยตัวเอง ตีลูกชายของเธอเจ็บขนาดนี้ เธอไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงพี่ชายของลูกสะใภ้ก็ตาม
สิ้นคำสั่ง ชายฉกรรจ์หลายคนก็ก้าวออกมาข้างหน้า สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาทันที เสียงเห่าคำรามของต้าหวงดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับเสียงโซ่เหล็กที่ถูกกระชากจนตึงเครียด ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า ก็มีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปใกล้ๆ อย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ชาวบ้านที่เห็นว่าเรื่องกำลังจะบานปลาย พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย “ถิงถิงเอ๊ย มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆจากันสิ นั่นพี่สะใภ้ของเธอทั้งคนนะ ทำแบบนี้มันไม่ดีเลย รีบไปห้ามแม่สามีเธอเถอะ เดี๋ยวเรื่องจะไปกันใหญ่นะ”
โจวถิงถิงกัดฟันแน่น จ้องซือเนี่ยนด้วยสายตาเคียดแค้น “ก็สมควรแล้วล่ะ ถ้าพี่ชายฉันรู้ความจริง เขาก็ต้องเข้าใจการกระทำของฉันแน่”
ซือเนี่ยนมองตอบด้วยสายตาเย็นเยียบ “ดี งั้นก็เข้ามาจับตัวฉันไปเลยสิ แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าการกระทำแบบนี้ตามกฎหมายเขาเรียกว่าลักพาตัว และฉันก็ได้แจ้งตำรวจไปเรียบร้อยแล้ว ถึงตอนนั้นก็อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะรอดไปได้”
คำว่า “แจ้งตำรวจ” ทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าของแม่สามีและโจวถิงถิงก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ลงทันที
ซือเนี่ยนกวาดสายตามองไปทั่วกลุ่มคน “ถ้าลูกชายของเธอบริสุทธิ์จริง ทำไมถึงไม่ไปแจ้งความกับตำรวจล่ะ ที่ทำแบบนี้ก็เพราะรู้ตัวว่าทำผิดแต่ไม่กล้ายอมรับ เลยต้องใช้วิธีสกปรกมาหาเรื่องกันลับหลังแบบนี้ ฉันขอเตือนพวกคุณเป็นครั้งสุดท้าย อย่าตกเป็นเครื่องมือให้ใครใช้ โดยไม่ดูตาม้าตาเรือเลยจะดีกว่า”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนเงียบไป ใช่...ถ้าหลี่หมิงจวินไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ทำไมเขาถึงไม่ไปแจ้งความกับตำรวจ
“อย่ามาขู่ซะให้ยากเลย สถานีตำรวจอยู่ตั้งไกล ใครเขาจะมาสนใจเรื่องแค่นี้ อย่าไปฟังมัน พ่อฉันมีเส้นสายอยู่ในนั้น ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมา ฉันจะรับผิดชอบเอง”
คำประกาศของแม่หวังทำให้พวกพ้องของเธอฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขารวบรวมความกล้าแล้วพุ่งตรงเข้ามาหมายจะจับตัวซือเนี่ยน
“ใครกล้าแตะต้องพี่สะใภ้ของพวกเรา!”
ยังไม่ทันที่มือของใครจะถึงตัวซือเนี่ยน กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเสื้อกล้ามที่เนื้อตัวกำยำก็กรูกันเข้ามาขวางไว้ พวกเขาคือคนงานจากฟาร์มหมูที่มาถึงทันเวลาพอดี
เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
โจวถิงถิงเห็นซือเนี่ยนถูกคนงานล้อมไว้ก็เจ็บใจนัก เธอจึงตั้งใจจะอาศัยช่วงชุลมุนนี้เข้าไปสั่งสอนซือเนี่ยนให้รู้สำนึก แต่ยังไม่ทันที่จะได้เข้าใกล้ ก็มีเสียงดัง “แกร๊ก” ตามมาด้วยเสียงลมหวีดหวิวของโซ่เหล็กที่เหวี่ยงผ่านศีรษะของเธอไป ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกกระแทกจนกระเด็น
“อ๊า!” โจวถิงถิงร้องเสียงหลงเมื่อถูกร่างของต้าหวงตะครุบจนล้มลงกับพื้น
ต้าหวงอยู่ในสภาพบ้าคลั่ง มันกระโจนเข้าใส่ทุกคนที่ขวางหน้า ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นสุนัขตัวใหญ่และดุร้ายขนาดนี้มาก่อนต่างพากันแตกฮือ วิ่งหนีตายกันอลหม่าน
ซือเนี่ยนอาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าไปเตะซ้ำที่ร่างของโจวถิงถิงอย่างแรงสองสามครั้ง เธอรู้ดีว่าเมื่อครู่โจวถิงถิงตั้งใจจะเข้ามาทำร้ายเธอ
โจวถิงถิงถูกเตะจนตาเหลือก ร้องโหยหวนราวกับหมูที่กำลังจะถูกเชือด
ส่วนแม่สามีของเธอนั้นตกใจจนแทบสิ้นสติ สุนัขตัวมหึมาที่ยืนสองขาแล้วสูงกว่าตัวเธอเสียอีกกำลังแยกเขี้ยวคำรามใส่ ตอนแรกที่เธอมั่นใจว่าคนของตัวเองมีมากกว่าก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไร แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นเขี้ยวแหลมคมของมันพุ่งตรงเข้ามาหา ขาของเธอก็อ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เธอได้แต่ภาวนาในใจ: มองไม่เห็นฉัน มองไม่เห็นฉัน!
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์: “...”
[จบบท]