บทที่ 31: ของขวัญจากป่า
เมื่อทางการลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล จำนวนครอบครัวในหมู่บ้านตระกูลเฮ่อที่ยินยอมติดตั้งสายไฟฟ้ามีตัวเลขสูงมากเอาการ ปัจจุบันเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่สามารถเลือกตามความพึงพอใจได้อีกต่อไป แต่กฎหมายกำหนดให้ทุกหลังคาเรือนจำเป็นต้องเข้าร่วมการติดตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน
โครงการสายไฟฟ้านี้เป็นสิ่งที่รัฐให้การสนับสนุนงบประมาณ ชาวบ้านจำเป็นต้องจ่ายเงินเพียงค่าสายไฟฟ้าที่โยงเข้ามาภายในบ้านและค่าหลอดไฟของตนเองเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์หรือค่าแรงอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน แน่นอนตัวหน้าปัดมิเตอร์ไฟฟ้ายังคงต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อมา หน้าปัดมิเตอร์ไฟฟ้าก้อนสีดำรูปแบบดั้งเดิมนั้นมีราคาไม่แพงนัก ใช้เงินจำนวนสิบกว่าหยวนก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เงินจำนวน 50 หยวนที่คุณย่าเฮ่อเคยจ่ายไปก่อนหน้าจึงยังมีส่วนต่างที่สามารถทำเรื่องขอรับคืนมาได้
ต่อข่าวดีเรื่องนี้ คุณย่าเฮ่อมีความสุขมาก
หญิงชราเป็นคนแรกๆ ที่ออกตัวส่งเสียงร้องเรียกเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาติดตั้งสายไฟให้กับบ้านของตนเอง
แต่ขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเริ่มติดตั้งจากเขตแดนด้านนอกลากโยงเข้าไปทีละบ้านตามลำดับ บ้านของคุณย่าเฮ่อตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุดของหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันกว่าแสงสว่างจะเดินทางมาถึง
ต่อความล่าช้าในเรื่องนี้ คุณย่าเฮ่ออดไม่ได้ที่จะบ่นกลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมติดตั้ง แต่พอได้ยินข่าวเรื่องการไม่เสียเงินก็พากันแห่มาลงชื่อยอมติดตั้งอยู่ไม่น้อย ทำให้คิวของเธอยาวออกไปอีก
แต่หญิงชราก็ไม่มีวิธีจัดการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้น ทำได้เพียงรับฟังและปฏิบัติตามการจัดสรรคิวอย่างเสียไม่ได้
ในขณะเดียวกัน เหมยเสวี่ยถือกระต่ายอ้วนพี 2 ตัวอยู่ในมือเดินกลับมาจากการสำรวจ พอพึ่งก้าวเท้ากลับมาถึงหมู่บ้านก็มีโอกาสได้ยินกลุ่มคนบริเวณริมลำธารกำลังจับกลุ่มพูดคุยเรื่องราวบางอย่างกันอย่างออกรส เธอไม่ได้หยุดรอฟังรายละเอียดให้เสียเวลา เหมยเสวี่ยต้องการเพียงรีบเร่งเดินกลับบ้าน เพื่อนำเนื้อกระต่ายสดใหม่ไปมอบความประหลาดใจให้กับคุณย่า
แต่พอกลับมาถึงบ้านบรรยากาศกลับเงียบสงบ เธอไม่ได้พบเจอกับคุณย่า ผู้คนบนภูเขาก็พากันออกไปด้านนอกจนหมด ไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน
เมื่อพิจารณาดูแล้ว นอกเหนือจากตัวเธอเพียงคนเดียว ผู้คนอื่นๆ ในละแวกนี้ล้วนไปรวมตัวกันอยู่บริเวณริมลำธารกันหมด
เหมยเสวี่ยไร้คำพูด ทำได้เพียงเดินกลับเข้ามาจัดการชำแหละกระต่ายให้เรียบร้อยเสียก่อน มิฉะนั้นหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานเนื้อกระต่ายอาจจะมีกลิ่นคาว
จริงอยู่ที่ของในมิติไม่มีปัญหา พื้นที่ด้านในนั้นช่วยรักษาสภาพของสดได้เป็นอย่างดี ของด้านในจะไม่มีทางเน่าเสีย
แต่เมื่อนำของออกมาด้านนอกแล้ว เธอก็ไม่สะดวกที่จะหาจังหวะนำกลับเข้าไปเก็บซ่อนในมิติอีกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาพบเห็นความผิดปกติ
การลงมีดผ่าท้องเอาเครื่องในออกเต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว มือของเหมยเสวี่ยขยับทำงานไม่มีการหยุดพัก
ในจังหวะที่เธอกำลังล้างทำความสะอาดกระต่ายอยู่บริเวณริมบ่อน้ำในลานบ้าน เหมยเสวี่ยก็มีโอกาสได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วมาจากคันนาด้านล่าง พอเงี่ยหูฟังจนได้ยินว่าเป็นเสียงของอันเหลียง เหมยเสวี่ยจึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งเสียงเรียกเขาทันที
“อันเหลียง นายขึ้นมาด้านบนสักหน่อยสิ ฉันมีธุระต้องการตามหานาย” อันเหลียงยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เหมยเสวี่ยจึงไม่จำเป็นต้องมีความกังวลเรื่องระยะห่างมากนัก
ประกอบกับสถานะของเขาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของบ้านตนเอง เรื่องการเรียกหาพูดคุยกันนั้นยิ่งไม่มีปัญหา
เฮ่ออันเหลียงพอได้ยินเสียงคุ้นเคยนี้ เมื่อเงยหน้ามองเห็นภรรยาของพี่อันเจ๋อส่งเสียงเรียกตนเอง เด็กหนุ่มจึงฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับขานรับ
“พี่สะใภ้ ผมมาแล้วครับ” อันเหลียงเดินเข้ามาโดยไม่มีการสอบถามเรื่องราวใดๆ ล่วงหน้า
เหมยเสวี่ยส่งยิ้มบางๆ พร้อมกับส่ายหัวเบาๆ มองดูคนที่กำลังวิ่งขึ้นมาหาตนเอง
เวลาผ่านไปไม่นาน อันเหลียงก็เดินทางมาถึงหน้าประตูบ้าน แต่เขากลับไม่ได้มาเพียงลำพัง ยังมีชายหนุ่มอีกหนึ่งคนที่เดินตามหลังเขามาด้วย ชายคนนั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นอันเหวินของบ้านคุณป้าสี่เหลียน
“พี่สะใภ้ พี่เรียกผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
“พวกนายมาแล้ว เข้ามานั่งพักด้านในกันก่อนสิ” เหมยเสวี่ยกล่าวเชื้อเชิญอย่างเกรงใจ
อันเหลียงส่ายหัวปฏิเสธความหวังดี
“ไม่ดีกว่าครับพี่สะใภ้ ผมพึ่งไปตัดต้นไม้กลับมา ประเดี๋ยวต้องกลับบ้านไปอาบน้ำล้างตัว พี่สะใภ้มีธุระอะไรพี่ก็พูดมาได้เลย ผมจะช่วยพี่จัดการเองครับ”
“ไม่มีธุระอะไรสำคัญหรอก” เหมยเสวี่ยส่งยิ้มอ่อนโยน รับรู้ได้ว่าเขากำลังหลีกเลี่ยงความไม่เหมาะสมในการเข้ามานั่งในบ้านที่มีแต่ผู้หญิง “กระต่ายตัวนี้นายรับไปเถอะ แม่ของนายขอสั่งซื้อกับฉันเมื่อครั้งก่อน น้ำหนักชั่งได้ 5 ชั่งพอดี เงินที่ให้มาก็พอดีกัน ฉันไม่ต้องทอนแล้วนะ”
เหมยเสวี่ยส่งมอบกระต่ายให้อันเหลียง อันเหลียงย่อมรู้จักฐานะบ้านของตนเองเป็นอย่างดี กระต่ายตัวนี้แม่ของเขาไม่ได้มีเงินเหลือเฟือไปซื้อมาอย่างแน่นอน แต่พอมองดูพี่อันเหวินที่ยืนอยู่ข้างกาย อันเหลียงก็เหมือนจะเข้าใจเรื่องราวและเจตนาของพี่สะใภ้
“อ้อ แม่ของผมยังบ่นอยู่เลยครับหลายวันมานี้ ว่าพี่สะใภ้ทำไมยังจับกระต่ายไม่ได้สักที” อันเหลียงส่งยิ้มโง่งมรับมุกของเธอ
อันเหวินไม่ทราบว่าเขาไม่ได้คิดมากหรือเชื่อคำสนทนาของพวกเขาไปแล้วจริงๆ ตลอดเวลาเขาทำเพียงยืนฟังการโต้ตอบของทั้งสองคนอย่างเงียบสงบ
ตอนที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป อันเหวินก็เกิดความสงสัยจึงสอบถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง ว่ากระต่ายตัวนี้จับมาจากสถานที่ใด เขาก็มีความคิดต้องการจะไปลองจับดูบ้างเช่นกัน
เหมยเสวี่ยย่อมไม่มีการปิดบัง เธอบอกเล่าจุดพิกัดสถานที่ที่ตนเองค้นพบกระต่ายออกไปอย่างละเอียด
หลังจากรับฟัง อันเหวินก็กล่าวขอบคุณพร้อมกับเดินจากบ้านของเหมยเสวี่ยไปพร้อมกับอันเหลียง
บนเส้นทางขากลับ อันเหวินมองดูกระต่ายตัวอวบอ้วนในมือของอันเหลียงด้วยใบหน้าอิจฉา
เขาไม่มีความสามารถในการตามรอยจับกระต่าย พอมองเห็นพี่สะใภ้ของบ้านคุณย่าสามจับกระต่ายตัวโตได้ ในใจก็เกิดความร้อนรนอยากได้บ้าง จึงเปิดปากสอบถามพี่สะใภ้ออกไปแบบนั้น
ช่วงเวลานี้เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่เผลอแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกไป
อันเหลียงมองดูอาการของพี่อันเหวิน ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อพี่ชายคนนี้ เขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยแบบนี้
“พี่อันเหวิน เมื่อกี้พี่เป็นอะไรไปหรือครับ”
พอได้ยินอันเหลียงสอบถามตนเองตรงๆ อันเหวินก็มีความรู้สึกเขินอายขึ้นมา
“คือว่าฉันก็แค่อยากกินเนื้อกระต่าย ดังนั้น” ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ดูเหมือนว่าเขามีความตั้งใจอยากจะกินมันอยู่บ้างจริงๆ
“อ้อ เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาครับ ตอนเย็นรอแม่ของผมผัดเนื้อเสร็จเรียบร้อย ผมจะคีบไปแบ่งให้พี่กินเอง” ต่อลูกพี่ลูกน้องของตนเอง อันเหลียงยังคงมีความใจกว้างแบ่งปันเสมอ
เพื่อนฝูงในหมู่บ้านชนบทล้วนมีวิถีชีวิตเป็นแบบนี้ มักจะแบ่งปันอาหารดีๆ ให้กับเพื่อนสนิทของตนเองอยู่เสมอ
อันเหวินมีใบหน้าแสดงความขอบคุณออกมา
“ขอบใจนายมาก ฉันกินไม่เยอะหรอก ได้ชิมสักสองสามชิ้นก็พอแล้ว”
“ไม่มีปัญหาครับพี่”
หลังจากเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของอันเหวิน ทั้งสองคนก็แยกย้ายกัน ต่างคนต่างมุ่งหน้ากลับบ้านของตนเอง
ตอนที่คุณป้าเหม่ยเหลียนกลับมาถึงบ้าน เธอก็มองเห็นกระต่ายที่ถูกถลกหนังออกจนสะอาดสะอ้านวางเตรียมพร้อมอยู่ในกะละมังบนเตาไฟ
“อันเหลียง ใครเป็นคนนำเนื้อพวกนี้มาให้บ้านเรา” เนื้อสัตว์เป็นของล้ำค่าเป็นอย่างมากในยุคนี้ ครอบครัวทั่วไปไม่มีทางนำมามอบให้กันฟรีๆ อย่างแน่นอน
คุณป้าเหม่ยเหลียนมีความสงสัยก่อเกิดในใจ
อันเหลียงกำลังง่วนอยู่กับการจัดการหญ้าโชคลาภของเขาอยู่ด้านหลังบ้าน ช่วงหลายวันนี้มีน้ำฝนตกลงมาหนักมากจนเกินไป เขากลัวว่าหญ้าโชคลาภจะถูกน้ำท่วมขังจนจมน้ำตาย
พอได้ยินเสียงเรียกของแม่ เขาก็รีบขานรับ
“แม่ ผมอยู่หลังบ้านครับ พี่สะใภ้อันเจ๋อเป็นคนมอบกระต่ายตัวนี้ให้ผมมาเอง”
อันเหลียงสะบัดโคลนบนมือทิ้ง เดินเข้ามาในห้องครัว
“แม่ พี่สะใภ้เก่งกาจมากเลยนะ กระต่ายตัวนี้เธอเป็นคนจับมาได้ด้วยตัวเอง”
“จริงสิ แม่ได้มอบเงินให้พี่สะใภ้เพื่อขอซื้อกระต่ายไว้ก่อนหน้านี้หรือเปล่า” อันเหลียงมีความสงสัย แม้ในใจจะมีคำตอบอยู่แล้วแต่เขาก็ต้องการความมั่นใจเช่นกัน
คุณป้าเหม่ยเหลียนหยิบกระต่ายขึ้นมามองดู ร่างกายของมันถูกจัดการล้างจนสะอาดเรียบร้อยเป็นอย่างมาก หั่นเป็นชิ้นก็สามารถนำไปลงกระทะผัดได้เลย
“แม่ไม่ได้ให้เงินใครไปนะ” เธอไปมอบเงินให้เสี่ยวเสวี่ยตอนไหนกัน
“เสี่ยวเสวี่ยบอกนายว่ากระต่ายตัวนี้แม่เป็นคนจ่ายเงินซื้อมางั้นหรือ”
หลังจากได้รับคำตอบยืนยันจากแม่ อันเหลียงก็มีใบหน้าแสดงออกตามที่คาดเดาไว้
“ตอนที่มอบกระต่ายให้ผม พี่อันเหวินคงยืนอยู่ด้านข้าง พี่สะใภ้คงไม่สะดวกที่จะมอบเนื้อให้เราฟรีๆ ในขณะที่พี่เขาอยู่ด้วย ดังนั้นพี่สะใภ้จึงหาข้ออ้างเพื่อรักษาหน้า”
“อ้อ แม่เข้าใจเรื่องราวแล้ว วันหน้านายก็ต้องจดจำบุญคุณของคุณย่าสามของนายให้มาก มีของดีอะไรก็นำไปมอบให้คุณย่าสามของนายบ้างล่ะ” รับรู้ว่าเสี่ยวเสวี่ยตั้งใจทำดีกับครอบครัวตนเอง
ต้องยอมรับว่าคุณป้าเหม่ยเหลียนมีความสุขเพิ่มมากขึ้นในใจ
“เย็นนี้แม่จะผัดเนื้อกระต่ายให้พวกนายสองพ่อลูกกินกันให้อร่อย อยากกินแบบผัดแห้งหรือตุ๋นเนื้อดี” คุณป้าเหม่ยเหลียนไม่ได้คิดกังวลอะไรมากไปกว่านี้ รับมาก็คือรับน้ำใจมา ติดค้างความรู้สึกดีๆ มากมายอยู่แล้ว ไม่ขาดเหลือแค่บุญคุณเล็กน้อยเพียงเท่านี้
“ผัดแบบเผ็ดๆ เลยครับแม่ กินกับข้าวสวยร้อนๆ แม่ช่วยสับเนื้อเป็นชิ้นเล็กหน่อยนะครับ มิฉะนั้นรสชาติเครื่องปรุงจะไม่ซึมเข้าไปในเนื้อ” อันเหลียงมีใบหน้าตะกละรอคอยมื้อเย็น
“ตกลง แม่จะสับให้ชิ้นเล็กหน่อยตามที่ขอ”
ตอนที่คุณย่าเฮ่อเดินทางกลับมาถึง กลิ่นหอมของอาหารในบ้านก็ลอยโชยออกมารอรับอยู่ก่อนแล้ว
พอได้ดมกลิ่นเครื่องเทศที่คลุกเคล้ากับเนื้อ เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเสี่ยวเสวี่ยเป็นคนลงมือทำอาหาร
เป็นเพราะเสี่ยวเสวี่ยใจถึงและกล้าใช้น้ำมันปรุงอาหาร กลิ่นหอมฟุ้งแบบนั้นบ้านอื่นไม่มีทางผัดออกมาได้อร่อยเท่านี้
“เสี่ยวเสวี่ย ย่ากลับมาแล้ว”
เหมยเสวี่ยกำลังลงมือผัดผักใบเขียวจานสุดท้าย พอได้ยินเสียงคุ้นเคยของคุณย่าก็รีบขานรับจากในห้องครัว
“คุณย่ารีบเข้ามากินข้าวค่ะ อาหารเสร็จพอดี”
“วันนี้หลานทำกับข้าวอะไร กลิ่นหอมมากขนาดนี้ ย่าได้กลิ่นลอยไปแตะจมูกตั้งแต่ตอนเดินอยู่บนถนนขากลับเลยเชียว” คุณย่าเฮ่อค้นหาผ้าขนหนูของตนเองที่แขวนไว้บนกำแพง เดินไปล้างหน้าล้างตาที่บ่อน้ำด้านหลังบ้าน ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องครัว
“เนื้อกระต่ายค่ะ หนูบังเอิญไปเจอครอบครัวกระต่ายอยู่บนเนินเขาข้างคันนาของพวกเรา จับมาได้หลายตัวเลย คุณย่าดูสิคะ” เหมยเสวี่ยมีใบหน้าอวดเก่ง พูดคุยรายงานผลงานกับคุณย่าเฮ่อ พร้อมกับใช้นิ้วมือชี้ไปทางเนื้อกระต่ายที่ถูกหมักแขวนไว้บนกำแพงด้านหลังบ้าน
พอมองเห็นกระต่ายตัวอ้วนพีแขวนอยู่หลังบ้านของตนเอง คุณย่าเฮ่อก็ฉีกยิ้มกว้างจนมองเห็นฟัน
“ดี เสี่ยวเสวี่ยของบ้านเราเก่งกาจที่สุดแล้ว”
“ใช่ไหมละคะ หนูก็รู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจมากเหมือนกันค่ะ” เหมยเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง
“เธอเก่งที่สุดแล้ว เอาล่ะ พวกเรามากินข้าวกันเถอะ”
มื้อเที่ยงต้องกินจนอิ่มท้อง ช่วงบ่ายถึงจะมีแรงไปทำงานต่อได้อย่างเต็มที่
[จบบท]