"พี่ใหญ่ รีบกินเร็วเข้า"
กู้เซี่ยงหยาง ถูกยัด "โว่วโถว" (ขนมปังข้าวโพดนึ่ง) เข้าใส่มือ มันยังอุ่นๆ อยู่ แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดำคล้ำดูแย่มาก แต่มันก็ส่งกลิ่นหอมของอาหารออกมา
"พวกเธอได้กินกันหรือยัง?"
กู้เซี่ยงหง ลอบกลืนน้ำลาย: "พวกเรากินกันหมดแล้ว พี่รีบกินเถอะ"
เธอแอบซุกมันไว้ในอกเสื้อแล้วแอบนำกลับมา
กู้เซี่ยงหยางกัดไปคำหนึ่ง ความรู้สึกแรกคือ "สาก" มันไม่เหมือนกินขนมปัง แตเหมือนกลืนก้อนกรวดผสมเศษดินเข้าไป ทั้งขมทั้งฝาด ยิ่งเคี้ยวยิ่งแห้งผาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"พี่ใหญ่ ดื่มน้ำแกงหน่อย"
กู้เซี่ยงอัน ประคองชามน้ำแกงเข้ามาอย่างระมัดระวัง น้ำแกงมันหกง่าย เขาเลยต้องเดินช้าๆ
ชามใบนี้ยืมมาจากโรงอาหาร กินเสร็จแล้วต้องเอาไปคืน
น้ำแกงใสแจ๋วชนิดที่ส่องหน้าแทนกระจกได้ กู้เซี่ยงหยางซดไปอึกใหญ่ถึงจะพอกลืนโว่วโถวลงคอได้
"ยังมีอีกลูกนะ" กู้เซี่ยงหงเห็นเขาพึ่งกินเสร็จไปลูกหนึ่ง ก็ล้วงออกมาจากอกอีกลูก
กู้เซี่ยงหยางเอะใจ: "คนที่ไม่ลงงานจะได้ปันส่วนแค่คนละลูก แล้วลูกที่สองนี่มาจากไหน?"
"ของหนูเองค่ะ หนูเป็นผู้หญิงกินน้อย พี่กินเยอะๆ เถอะ"
กู้เซี่ยงหงยัดใส่มือเขา: "ต้องกินเยอะๆ ถึงจะหายไวๆ"
สองวันที่ผ่านมาพี่ใหญ่นอนนิ่งไม่ไหวติง กลางคืนยังตัวร้อนเป็นไฟจนเธอขวัญเสีย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากคุกเข่าอ้อนวอนปู่กับย่า
เมื่อก่อนมีแต่พี่ใหญ่ที่คอยปกป้องพวกเขา ตอนนี้พี่ใหญ่ป่วย เธอเองก็ต้องปกป้องพี่ใหญ่บ้าง
กู้เซี่ยงหยางจะไปกินของที่น้องสาวเจียดมาจากปากตัวเองได้อย่างไร เขาใจสั่นพลางส่ายหน้า: "พี่นอนอยู่เฉยๆ ไม่หิวหรอก กินลูกเดียวก็อิ่มแล้ว ลูกนี้เธอเอาไปกินเถอะ"
พวกผู้ใหญ่บ้านนี้จะเฮงซวยแค่ไหนก็ช่าง แต่น้องๆ พวกนี้ถือว่าดีมาก
"แต่พี่ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้วนะ จะอิ่มได้ยังไง" กู้เซี่ยงหงเองก็หิว แต่เธอก็ยังอดทนไว้
กู้เซี่ยงหยางดื่มน้ำเกลือผสมน้ำตาลไปชามใหญ่ แถมยังได้กินไข่ไก่ไปแล้ว ตอนนี้ร่างกายฟื้นฟูขึ้นมาก
เขาพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง: "อิ่มจริงๆ ดูสิ สีหน้าพี่ดีขึ้นตั้งเยอะใช่ไหมล่ะ"
กู้เซี่ยงหงจ้องมองอย่างตั้งใจ เธอก็รู้สึกว่าดูดีขึ้นจริงๆ ไม่ดูน่ากลัวเหมือนเมื่อเช้าแล้ว
เมื่อเช้าหน้าพี่ใหญ่ดูมีสีเหลืองซีดแปลกๆ ทำให้เธอใจคอไม่ดีทั้งเช้า พอรับข้าวเสร็จเธอก็รีบวิ่งกลับมาทันที
"งั้นวางไว้ตรงนี้ก่อน ถ้าตอนบ่ายพี่หิวค่อยกิน" กู้เซี่ยงหงยืนกรานพลางวางโว่วโถวไว้ข้างตัว
ชาติก่อนกู้เซี่ยงหยางตัวคนเดียวมาตลอด ไม่เคยได้รับความใส่ใจจากใคร โดยเฉพาะความใส่ใจที่มาจากน้องสาวที่ตัวเล็กกว่าเขาตั้งเยอะแบบนี้
พอคิดถึงน้ำตาลแดง เกลือ และเปลือกไข่ที่ซ่อนอยู่ในระบบ กู้เซี่ยงหยางก็รู้สึกผิดนิดๆ
กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กู้เซี่ยงหนิง ก็ทำจมูกฟุดฟิดแล้วหมอบลงข้างเตียง พยายามดมกลิ่นที่ชามไม้
"อาหนิง ทำอะไรน่ะ ทำตัวเหมือนลูกหมาเลย" กู้เซี่ยงอันขำน้องสาว
กู้เซี่ยงหนิงเอาหน้ามุดลงไปในชามไม้แล้วเริ่มเลีย: "หวานจังเลย ชามใบนี้รสชาติหวานๆ แล้วก็เค็มๆ ด้วย"
"ฝันกลางวันอะไรอยู่ นั่นมันแค่น้ำที่เอาให้พี่ใหญ่ดื่มเมื่อเช้า เลิกเลียได้แล้ว" กู้เซี่ยงหงถอนหายใจ รู้สึกว่าน้องสาวคงจะหิวจนเพี้ยนไปแล้ว
เพราะหมู่บ้านฉางเหอมีโรงอาหารส่วนกลาง หม้อไหจานชามทุกบ้านจึงถูกเก็บไปหมด ชามไม้ใบนี้ลุงใหญ่เป็นคนทำไว้ตอนว่างงาน เอาไว้เผื่อที่บ้านอยากจะใส่อะไรกินเองบ้างจะได้สะดวก
เมื่อเช้าเธอเป็นคนรินน้ำเองกับมือ เธอจะไม่รู้ได้ยังไงว่าข้างในมีอะไร
กู้เซี่ยงหนิงยิ่งเลียยิ่งได้ใจ: "จริงๆ นะ มันหวานมาก"
พอได้ยินน้องสาวพูด กู้เซี่ยงอันก็ลองเข้าไปดมดูบ้าง: "เหมือนจะได้กลิ่นน้ำตาลแดงจริงๆ ด้วย"
"พูดจาเหลวไหล ในห้องเราจะมีน้ำตาลแดงมาจากไหน" กู้เซี่ยงหงถอนหายใจอย่างอ่อนแรง
ในห้องย่าน่ะอาจจะมี แต่ย่าลำเอียงขนาดนั้น ไม่มีทางแบ่งน้ำตาลแดงให้พี่ใหญ่กินแน่ๆ
เธอคิดว่าน้องทั้งสองคนกินไม่อิ่มจนเกิดอาการหิวจนหลอนไปเอง เลยปล่อยให้พวกเขานั่งเลียชามเล่นไป
กู้เซี่ยงหยางเริ่มทำตัวไม่ถูก เขามีน้ำตาลแดงจริง แต่ไม่รู้จะเอาออกมายังไง ไม่งั้นจะอธิบายยังไงล่ะ
ทันใดนั้น กู้เซี่ยงหยางก็ทำจมูกฟุดฟิด: "ทำไมพี่ได้กลิ่นกับข้าวหอมๆ?"
สามพี่น้องมองหน้ากัน
"น่าจะเป็นย่าที่ไปรับโว่วโถวมารวมกัน แล้วรู้สึกว่ามันสากคอกินยาก เลยเอากลับมาบิเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มเป็นข้าวต้มกินที่บ้านน่ะ" กู้เซี่ยงหงอธิบาย
กู้เซี่ยงหยางรีบบอก: "งั้นพวกเธอรีบออกไปกินสิ"
กู้เซี่ยงหงเม้มปากเงียบกริบ
กู้เซี่ยงอันก็ไม่พูดอะไร
มีเพียงกู้เซี่ยงหนิงที่เด็กที่สุดเงยหน้าขึ้นจากชาม: "ย่าบอกว่าพวกเราไม่ยอมส่งโว่วโถวให้ย่า เลยไม่ให้พวกเรากินข้าวที่บ้าน"
"เหอะ ไม่กินก็ไม่กิน ที่โรงอาหารคอมมูนเราได้กินตั้งลูกนึงเต็มๆ ถ้าเอากลับมาบ้านเราแบ่งกันได้ไม่ถึงครึ่งชามด้วยซ้ำ รสชาติแย่ก็ช่างมัน อย่างน้อยก็ไม่ตาย" กู้เซี่ยงอันกัดฟันพูด เขาไม่กล้าพูดดังเพราะกลัวโดนด่า
กู้เซี่ยงหยางขมวดคิ้วมุ่น
ในความทรงจำเดิม ตอนที่พ่อกู้ต้าไห่ยังอยู่ เขามีเงินอุดหนุนจากการเป็นทหาร ชีวิตของบ้านรองจึงถือว่าไม่เลว
ต่อมาพ่อตายแม่แต่งงานใหม่ แต่กู้เซี่ยงหยางอายุ 14 ปีแล้ว ลงนาทำงานได้คะแนนงาน 7-8 คะแนนต่อวัน เทียบเท่าผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ แถมยังกินที่โรงอาหารคอมมูน เรื่องกินเลยไม่ลำบากนัก
แต่น้องๆ ที่เหลือนี่สิที่น่าสงสาร พวกเขายังเด็ก ทำงานก็ได้คะแนนงานไม่กี่คะแนน
ม่านซิ่วเหลียนมักจะหยิบยกเรื่องนี้มาด่าทอ โดยเฉพาะปีนี้ที่อาหารในโรงอาหารลดคุณภาพลง ม่านซิ่วเหลียนเสนอให้นำอาหารกลับมาต้มกินเองที่บ้าน ทำให้เด็กน้อยสามคนนี้ได้รับส่วนแบ่งอาหารน้อยที่สุด
ทั้งที่ลูกๆ ของอาสามสามคนก็อายุไล่เลี่ยกัน สองคนโตลงนาไปก็อู้งาน ปีๆ หนึ่งทำคะแนนงานแทบไม่ได้ ส่วนกู้เจินเจินคนเล็กสุดตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเหยียบที่นาเลยด้วยซ้ำ
แต่พวกเขากลับได้กินอิ่มหนำสำราญ ผิดกับสี่พี่น้องบ้านรองที่ทำงานแทบตายแต่กลับผอมจนเห็นกระดูก
กลิ่นหอมของอาหารข้างนอกยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ กู้เซี่ยงหนิงอดใจไม่ไหวต้องลอบกลืนน้ำลายแล้วเลียชามแรงกว่าเดิม เธอเชื่อสนิทใจว่าในชามนี้มีน้ำตาลจริงๆ ถึงไม่ได้กิน แค่ได้เลียก็ยังดี
กู้เซี่ยงอันเดินไปแอบดูที่หน้าต่าง แล้วกลับมากระซิบ: "ต้องเป็นเพราะลุงใหญ่กับพวกเราไม่อยู่แน่ๆ ย่าถึงกล้าเอาของดีออกมาทำกิน"
กู้เซี่ยงหยางสูดหายใจลึก
กลิ่นหอมที่ลอยมาจากข้างนอก ไม่ได้มีแค่โว่วโถว แต่มันมีกลิ่น "ข้าวสาร" และ "ไข่ไก่" ผสมอยู่ด้วย!
เหอะ— เมื่อเช้าเขากำลังจะตาย ม่านซิ่วเหลียนกัดฟันยืนยันว่าไม่มีอะไรกิน แล้วตอนนี้ข้าวสารกับไข่ไก่โผล่มาจากไหน?
ลำเอียงขนาดนี้ ไม่คู่ควรจะเป็นผู้ใหญ่เลยสักนิด
"พวกเธออยากกินของดีๆ ไหม?" กู้เซี่ยงหยางหันไปถามน้องๆ
"อยาก!" สองคนเล็กตอบทันที
กู้เซี่ยงหงรีบส่ายหัว: "อย่าออกไปเลยพี่ ย่าไม่ให้หรอก ออกไปก็มีแต่จะโดนด่าฟรี"
"ดูพี่นะ" กู้เซี่ยงหยางสูดลมหายใจ ลุกพรวดขึ้นจากเตียงโดยตรง
"เดี๋ยวพี่บอกให้กิน ก็รีบกินเข้าไปซะ กินลงท้องไปก็เป็นของเรา"
________________________________________
หม้อของบ้านกู้ถูกเก็บไปหมดแล้ว แต่ในบ้านยังมีโถดินเผาใบใหญ่ ปกติเอาไว้ต้มน้ำแกงกินกันเอง
โว่วโถวจากโรงอาหารมันสากคอมาก ถ้าเอามาบิแล้วต้มจนเปื่อยจะกลืนง่ายขึ้น
ม่านซิ่วเหลียนรักหลานสาวคนเล็กมาก ถึงได้ยอมเสียแรงเสียเวลาและฟืนเพื่อทำแบบนี้ทุกวัน
อาศัยช่วงที่คนบ้านใหญ่และบ้านรองไม่อยู่ ม่านซิ่วเหลียนแอบกลับเข้าห้อง ไขกุญแจที่ตู้แล้วค่อยๆ หยิบข้าวสารออกมาเกือบครึ่งชาม
ก่อนจะยกออกจากเตา ม่านซิ่วเหลียนยังจงใจตอกไข่ไก่ลงไปหนึ่งฟอง ตีให้ทั่วแล้วถึงค่อยเรียกกินข้าว
"เจินเจิน มามะ มาหาย่า"
ม่านซิ่วเหลียนเรียกพลางตักอาหาร โดยแบ่งไข่ส่วนมากให้ปู่กู้และอาสามก่อน จากนั้นก็เป็นตัวเองกับกู้เจินเจิน ส่วนกู้อ้ายกั๋วกับกู้เว่ยหัว (ลูกชายอาสาม) ได้เห็นแค่เศษไข่ประปราย
ส่วนหลิวซูเฟิน (อาสะใภ้) เธอได้แค่ดมกลิ่น แต่เธอก็ไม่ใส่ใจ ขอแค่สามีและลูกได้กินก็พอ
กู้เจินเจินมีดวงตากลมโต ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้เธอกลับมีแก้มอิ่มดูน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ
เธออิงแอบอยู่ข้างกายม่านซิ่วเหลียน: "ย่าคะ ย่าก็กินด้วยสิ ถ้าคุณย่าไม่กิน เจินเจินก็ไม่กินค่ะ"
ม่านซิ่วเหลียนโดนประจบจนหัวเราะร่า: "เจินเจินของย่ากตัญญูจริงๆ ไม่เหมือนบางคน ฉันให้ข้าวน้ำให้เสื้อผ้าใส่ แต่ดันเลี้ยงออกมาเป็นพวกหมาป่าตาขาว (คนเนรคุณ)"
ขณะที่กำลังด่ากระทบกระเทียบ กู้เซี่ยงหยางก็เดินออกมาจากห้อง
ม่านซิ่วเหลียนขมวดคิ้วมองค้อนทันที: "เดินได้แล้วนี่ เมื่อเช้าทั้งร้องไห้ทั้งคุกเข่า คนที่ไม่รู้คงนึกว่าฉันเป็นย่าใจยักษ์ แค่ให้ไปจับปลาตัวเดียว นอกจากจะไม่ได้ปลาแล้ว ยังได้โอกาสอู้งานไม่ลงนาอีกนะ"
กู้เซี่ยงหยางนำน้องทั้งสามเดินมาที่โต๊ะ ก้มลงมอง... เฮอะ ไข่ไก่จริงๆ ด้วย
"ย่าครับ เมื่อเช้าย่ายังบอกอยู่เลยว่าในบ้านไม่มีอะไรกินแล้ว?"
ม่านซิ่วเหลียนตบโต๊ะปัง!: "เรื่องของฉันต้องให้แกมาสอนเหรอ บ่ายนี้ไสหัวออกไปทำงานซะ!"
ปู่กู้ (กู้เหล่าเปี่ย) หรี่ตามอง: "พอได้แล้ว อย่ามัวแต่ด่ากันเลย เซี่ยงหยาง แกก็โตแล้วนะ จะมาแกล้งป่วยอู้งานได้ยังไง ฉันกับย่าแกเป็นห่วงแทบตาย"
อาสามกู้ต้าเหอก็สมทบ: "ใช่แล้ว หลานนี่ไม่รู้ความเลย ที่บ้านก็ลำบากขนาดนี้ ยังจะมาอู้งานอีก"
"ฉันบอกแล้วไงว่าเซี่ยงหยางนี่มันเจ้าเล่ห์เหมือนแม่มันไม่มีผิด พวกคุณไม่เชื่อกันเอง คราวนี้เห็นหรือยังล่ะ" หลิวซูเฟินสอดขึ้นมาอีกคน
กู้เจินเจินรีบกอดแขนม่านซิ่วเหลียน: "ย่าคะ เจินเจินไม่ขี้เกียจค่ะ เจินเจินจะช่วยย่าทำงาน ต่อไปเจินเจินจะเลี้ยงดูย่าเอง"
"โอ๊ย... หลานรักของย่า หลานไม่เหมือนพวกหมาป่าพวกนั้นหรอก" ม่านซิ่วเหลียนกอดแก้วตาดวงใจของเธอไว้
บ้านนี้คนละประโยคสองประโยค กะจะรุมทึ้งกู้เซี่ยงหยางให้จมดินด้วยความผิด
ปู่กู้เหลือบมองหลานชายแล้วไม่สนใจอีก: "รีบกินซะ กินเสร็จต้องลงนาต่อ"
กู้เซี่ยงหยางแสยะยิ้ม "เหอะ" ก่อนจะยื่นเท้าออกไปถีบที่ขาโต๊ะอย่างแรง!
โต๊ะที่ทรุดโทรมขาดการซ่อมแซมมานานล้มตึงลงทันที ทุกคนที่นั่งล้อมวงอยู่ต่างกระโดดหนีด้วยความตกใจ กู้เซี่ยงหยางอาศัยจังหวะนั้น "พลิกโต๊ะ" ซ้ำอีกรอบ!
ชามไม้หลายใบกระเด็นลอยฟ้า กู้เซี่ยงหยางคว้าชามไม้ใบที่มีไข่เยอะที่สุดไว้ได้ แล้วโยนไปข้างหลังให้กู้เซี่ยงหง: "รีบกินซะ!"
เขามีท่าทางราวกับมีสามหัวหกแขน การเคลื่อนไหวแม่นยำสุดขีด กู้เซี่ยงหงยื่นมือไปรับชามได้ทันควันโดยไม่มีน้ำแกงหกแม้แต่หยดเดียว
สมองของกู้เซี่ยงหงยังประมวลผลไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ร่างกายกลับทำตามคำสั่งพี่ชาย เธอรีบก้มหน้าซดน้ำแกงคำโตทันที
กู้เซี่ยงอันและกู้เซี่ยงหนิงเลียนแบบพี่สาว รับชามที่กู้เซี่ยงหยางโยนมาแล้วซดกินทันที
รสชาติของไข่ไก่และข้าวสารช่วยปลอบประโลมกระเพาะที่หิวโหย เด็กน้อยทั้งสามลืมความกลัวไปชั่วขณะ
กู้เซี่ยงหยางก็ไม่ยอมเสียเปรียบ เขาคว้าชามอีกใบมาซดอึกๆ จนหมด
อีกด้านหนึ่ง กู้ต้าเหอพยายามทรงตัวประคองโต๊ะไว้ได้ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นสภาพนั้นก็หน้าเขียวปั้ด
ม่านซิ่วเหลียนอุ้มหลานสาวหลบไปได้ทัน วินาทีนั้นเธอยอมเอาตัวกระแทกขอบโต๊ะเองเสียดีกว่าจะให้กู้เจินเจินบาดเจ็บ
พอหันกลับมาเห็นภาพตรงหน้า ม่านซิ่วเหลียนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าใส่กะจะลงมือ: "ไอ้เด็กเปรต แกทำอะไรของแก! ไอ้เด็กเนรคุณไม่มีหัวนอนปลายเท้า ฉันจะตีแกให้ตาย!!"
กู้เซี่ยงหงกับน้องๆ พึ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ตั้งแต่พ่อตายแม่แต่งงานใหม่ มีแต่พี่ใหญ่ที่ปกป้องพวกเขา เมื่อสิ้นปีที่แล้ว เพราะย่าลำเอียงไม่ยอมให้พวกเขากินเนื้อกินไข่ พี่ใหญ่เคยทะเลาะกับปู่ย่าครั้งหนึ่ง
ผลคือ นอกจากจะไม่ได้กินไข่แล้ว ยังโดนอาสามกดร่างไว้แล้วซ้อมจนน่วม
พี่ใหญ่ในตอนนั้นเป็นแค่เด็กหนุ่มครึ่งๆ กลางๆ จะไปสู้แรงอาสามได้ยังไง เขาโดนซ้อมจนน่วม ดีที่ตอนนั้นมีลุงใหญ่มาห้ามไว้
ภาพพี่ใหญ่ที่หน้าปูดบวมเมื่อปลายปีที่แล้ว กู้เซี่ยงหงยังจำได้แม่น เธอซาบซึ้งและหวาดกลัวว่าพี่ใหญ่จะโดนตีอีก
ไม่น่าตะกละเลย... กู้เซี่ยงหงอยากจะอ้วกของที่กินเข้าไปออกมาให้หมด เธอสั่นระริกอยากจะพุ่งเข้าไปช่วยพี่ใหญ่ ต่อให้โดนตีด้วยกัน ก็ไม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องโดนตีเพื่อพวกเขาอีกแล้ว
ม่านซิ่วเหลียนพุ่งเข้ามาด้วยความเดือดดาล แต่กู้เซี่ยงหยางไม่ใช่คนที่จะยอมโดนตีอยู่ฝ่ายเดียว วินาทีก่อนที่ฝ่ามือจะฟาดลงมา เขารีบเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
ม่านซิ่วเหลียนเบรกไม่ทัน พุ่งไปข้างหน้าแล้วล้มคะมำหน้าทิ่มพื้นดินเหมือนหมากินอึ
เธอนั่งตบขาตัวเองร้องโหยหวน: "สวรรค์เอ๊ย! หลานชายตีคนแก่แล้ว! ช่วยผ่าไอ้เด็กใจดำคนนี้ให้ตายที วันนี้มันกล้าตีคน วันหน้ามันคงกล้าฆ่าคนแล้วล่ะ!"
ปู่กู้ทำสีหน้ามืดมน: "กู้เซี่ยงหยาง แกกล้าลงมือกับผู้ใหญ่อย่างนั้นหรือ"
"ปู่ตาบอดเหรอครับ ผมลงมือตอนไหน ย่าพุ่งเข้ามาจะตีผมเองแล้วล้มฟาดพื้นไปเองต่างหาก" กู้เซี่ยงหยางแค่นยิ้มเย็น
สามพี่น้องกู้เซี่ยงหงกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวลีบอยู่ข้างกู้เซี่ยงหยาง
กู้ต้าเหอกระโดดขึ้นมาด่า: "ย่าตีแก แกก็ควรยืนอยู่เฉยๆ ให้เขามีที่ระบายอารมณ์สิ ไม่ยอมให้ตีก็คือลูกไม่กตัญญู!"
พูดไม่ทันขาดคำ กู้เซี่ยงหยางก็ขว้างชามไม้ใส่ทันที!
กู้ต้าเหอรีบหลบวูบ: "แกจะทำอะไร!"
"ผมปาใส่คุณ คุณก็ควรยืนอยู่เฉยๆ ให้ผมปาสิ ไม่งั้นคุณก็คืออาที่ทารุณหลานชาย!"
ปู่กู้โกรธจนหน้าเขียว: "แกจะขบถใช่ไหม ได้... ได้! วันนี้ถ้าฉันสั่งสอนแกไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าปู่!"
เขาทำหน้าขรึมแล้วส่งสายตาให้อาสามกู้ต้าเหอ ชายฉกรรจ์สองคนเริ่มเดินโอบล้อมกะจะจับเด็กหนุ่มมาแขวนคอตีให้หลาบจำ
ต้องซ้อมให้หนัก ดูซิว่ามันยังจะกล้าตะโกนใส่ผู้ใหญ่อีกไหม
กู้เซี่ยงหยางรีบวิ่งไปที่หน้าประตูบ้าน แล้วเปิดประตูออกจนสุดแรง
"ตีสิ! มีปัญญาลงมือก็ตีให้ตายไปเลยวันนี้!"
"ยังไงพ่อผมก็ตายแล้ว แม่ก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว พวกคุณทั้งบ้านใช้งานผมเหมือนทาส จ้องจะลอกคราบถลกหนังดื่มเลือดกินเนื้อผมอยู่แล้ว วันนี้ตีผมให้ตายเลยนะ จะได้เป็น 'เจ้าที่ดินใจโฉด' ในยุคสังคมเก่าให้คนเขาเห็นกัน!"
"ทุกคนมาดูเร็วเข้า! ยุคนี้คือยุคจีนใหม่แล้ว แต่บ้านสกุลกู้ยังจะอยากทำตัวเป็นเจ้าที่ดินยุคศักดินาอยู่เลย!"
________________________________________
จบตอน 2