สิ่งที่เหมาะสมกับฐานะของพวกนางที่สุดย่อมเป็นขี้เถ้าพืช อย่างไรก็ไม่ถือว่าหลอกลวง อีกทั้งประสิทธิภาพในการยึดสีก็แทบไม่ต่างกัน เพียงแต่เมื่อเทียบกับสารส้มแล้ว วิธีนี้ถูกผู้อื่นแกะรอยได้ง่ายกว่าเท่านั้น
แต่สำหรับคนในครอบครัวลู่ ทั้งสองอย่างนี้แทบไม่ต่างกัน อย่างหนึ่งได้มาจากเตาไฟ อีกอย่างเก็บได้จากบนภูเขา กระทั่งบนพื้นที่ภูเขาของครอบครัวพวกเขาเองก็ยังมี
ล้วนเป็นของที่ไม่ต้องเสียเงินทั้งนั้น เพียงแต่ “ของแบบนี้ยึดสีได้จริงหรือ? เหตุใดข้าถึงไม่ค่อยเชื่อนัก”
ลู่ซานหม่าพูดแทนใจทุกคนได้พอดี เพราะสิ่งนี้เมื่ออยู่ในไร่ในนา ทุกคนต่างรังเกียจยิ่งนัก เนื่องจากเมื่อพบมัน ก็หมายความว่าพื้นดินบริเวณนั้นปลูกพืชไม่ค่อยขึ้น
แต่ตอนนี้กลับบอกว่าเป็นของล้ำค่า ต่อให้เป็นคำพูดของน้องสาวที่หาเงินเก่งที่สุด พวกนางก็ยังไม่ค่อยกล้าเชื่อนัก
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกนางกลับยอมเชื่อขี้เถ้าพืชมากกว่า อย่างน้อยของสิ่งนี้ก็มีประโยชน์จริง เช่น ใช้ห้ามเลือดได้
“ข้าเคยพูดเรื่องใดไม่น่าเชื่อถือด้วยหรือ? ตอนนี้งานในไร่ก็เหลือไม่มากแล้ว ให้ท่านแม่พาพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้สามลองทำดู ไม่ก็รู้แล้วหรือว่าจะใช้ได้หรือไม่
“ไม่จำเป็นต้องย้อมมากนัก แค่ย้อมผ้าพอสำหรับตัดเสื้อสักชุดก็พอ
“หากสำเร็จก็ยิ่งดี ดอกมะลิมีช่วงออกดอกเพียงไม่กี่เดือน เวลาที่เหลือก็ใช้การย้อมผ้ามาเติมเต็มช่วงว่างนี้ได้พอดี”
“ฟังเช่นนี้แล้ว ต้นทุนก็ไม่สูงนัก ต่อให้ย้อมเสียก็ยังเอาไปทำรองเท้าได้ เช่นนั้นข้าเห็นด้วย ท่านล่ะ ท่านพ่อ?”
“ลองดูก่อนเถิด ปีนี้ลองเพิ่มช่องทางหาเงินอีกสักสองทาง ปีหน้าก็จะทำเงินก้อนใหญ่ได้ ครอบครัวเราก็จะลืมตาอ้าปากเสียที”
“ท่านแม่ หากพวกท่านทดลองสำเร็จแล้ว ก็ทำเพิ่มอีกหน่อย ก่อนถึงปีใหม่ พวกเราจะได้เข้าเมืองเอกอีกสักรอบ ไปเจรจาการค้าสักรายการ”
“คิดจะขายสูตรนี้ออกไปด้วยหรือ?”
“ครอบครัวเราจะรักษาสูตรนี้ไว้ได้หรือ? ยิ่งเผยแพร่ออกไปมากเท่าไร ครอบครัวเราก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น นี่ก็เป็นเหตุผลที่พี่สี่ต้องสอบเคอจวี่เพื่อเข้ารับราชการ หากครอบครัวเรามีอำนาจมีฐานะ ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดผวาเช่นนี้
“ไม่อย่างนั้น กว่าจะได้สูตรลับสืบทอดประจำตระกูลมาสักอย่างหนึ่ง ก็ยังต้องยอมมอบมันออกไปเพื่อรักษาชีวิตของคนทั้งครอบครัว”
“พี่สะใภ้ใหญ่ หากพี่ไม่อยากเสียสูตรลับ เช่นนั้นก็สละชีวิตแทนเถิด” ลู่จือหม่ายิ้มอย่างอ่อนโยน แต่คำพูดที่ออกจากปากกลับคมราวกับใบมีด
“ฮ่า ๆ ไม่ต้องหรอก ข้าเลือกเอาเงินดีกว่า” หากชีวิตไม่มีแล้ว ต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี
เมื่อมอบสูตรให้แล้ว สิ่งที่ลู่จือเวยต้องทำก็มีเพียงออกความเห็นในเวลาที่พวกนางไม่แน่ใจ แม้ว่าความเห็นของนางจะเต็มไปด้วยคำว่า “อาจจะ” “น่าจะ” และ “ประมาณนี้” ก็ตาม
เฮ้อ จะโทษนางก็ไม่ได้ เพราะนางไม่เคยลงมือทำด้วยตนเอง ต่อให้วิดีโอสอนละเอียดเพียงใด ก็ไม่มีทางบอกได้ว่าน้ำอุ่นต้องอุ่นแค่ไหน หรือควรใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำดิบ
หากเรื่องใดตัดสินใจไม่ได้ นางก็ใช้สามัญสำนึกตีความเอา เช่น น้ำอุ่นย่อมหมายถึงน้ำที่ต้มสุกแล้วปล่อยให้เย็นลงจนมีอุณหภูมิราวสามสิบหกจุดเจ็ดองศา เพราะน้ำดิบมีจุลินทรีย์อื่นปะปนอยู่ ใครจะรู้ว่าจะส่งผลต่อสูตรหรือไม่
หากผิดก็ทดลองใหม่ภายหลังก็สิ้นเรื่อง
หลังจากถามอยู่สองครั้ง หวังซื่อก็เพิ่งค้นพบว่า น้องสามีของนางดูเหมือนจะอธิบายได้เป็นฉากเป็นตอน แต่พอลงมือทำจริงกลับพึ่งพาไม่ได้เลย
เมื่อเข้าใจแล้ว นางก็เลิกถาม เรื่องใดที่ตนไม่แน่ใจ ก็ขบคิดเองอีกสักสองรอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจได้เอง แม้จะถูกแม่สามีดุอยู่บ่อย ๆ อย่างน้อยก็ประหยัดเวลาไม่ต้องคอยถามผู้อื่น
เพราะถึงถามไป คนที่ต้องตัดสินใจในท้ายที่สุดก็ยังเป็นตัวนางเองอยู่ดี!
ความทุกข์ใจของหวังซื่อ กลับเป็นความสบายใจของลู่จือเวย ฮ่า ๆ นางตั้งใจทำเช่นนี้อยู่แล้ว หากไม่ฝึกให้พวกนางมีคนคอยตัดสินใจเอง ต่อไปทุกเรื่องก็คงต้องมาถามนางทั้งหมด
เช่นนั้นนางจะพาทั้งครอบครัวหาเงินไปเพื่ออะไร หาเงินคนเดียวไม่ดีกว่าหรือ? เพียงออกคำสั่งให้หุ่นเชิด พวกมันก็ทำได้ทุกอย่าง
เหมือนเช่นตอนนี้ ต่อให้นางไม่ก้าวออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว เงินที่หุ่นเชิดหาได้ก็ยังมากพอให้นางนอนใช้ทั้งชีวิตก็ไม่หมด
เฮ้อ ครั้งนี้นางได้รับบทเรียนจริง ๆ บอกว่าทำการค้า ก็เป็นการค้าจริง ๆ เพียงแต่เดินบนเส้นทางของพ่อค้าหน้าเลือดเท่านั้น
เมื่อเครื่องประดับ อัญมณี หยก ผ้า ทองคำ และเงินอีกชุดหนึ่งถูกเก็บเข้าคลัง ก็ทำให้ระบบโผล่ออกมาทันที
“โฮสต์ ฉันขอเตือนท่านเป็นครั้งสุดท้าย กรุณาอย่าเอาของมาฝากไว้กับฉันอีกเลยค่ะ ท่านเอาแต่เก็บเข้าไม่เคยเอาออก รวมกับเสบียงสำรองที่แบ่งเก็บไว้ก่อนหน้านี้ พื้นที่ก็ไม่มีเหลือแล้วค่ะ”
“พื้นที่ของเธอเล็กเกินไปหรือเปล่า แค่ฉันกักตุนของก็ยังไม่สะใจเลย มีวิธีขยายพื้นที่หรือไม่?”
“หึ ไม่มีค่ะ! ท่านคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนท่านหรือคะ มีของมากเสียจนเอาอุปกรณ์เก็บของมายัดระบบพื้นที่ของฉันจนเต็ม”
“น่าเบื่อจริง เช่นนั้นฉันจะเรียกหุ่นเชิดกลับมาบางส่วน เหลือไว้ข้างนอกสักไม่กี่ตัว ต่อให้วันหน้าหมดหนทาง อย่างน้อยก็ยังมีที่ให้ไปพึ่ง”
อีกทั้งความสัมพันธ์นี้ หากนางไม่พูดเอง ก็ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าพวกเขาเป็นคนของนาง และยังเป็นกำลังที่เตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ตามใจท่านเถอะค่ะ ขอเพียงอย่าเอาของมายัดไว้ในพื้นที่ของฉันก็พอ โฮสต์ ท่านต้องรู้ไว้ว่าฉันยังต้องเหลือพื้นที่ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
“หากวันหนึ่งติดต่อกันไม่ได้จริง ๆ พื้นที่ของฉันจะเป็นสถานที่ให้ท่านพักฟื้น”
พูดจบ ระบบก็เสริมขึ้นอย่างไม่เต็มใจว่า “อย่างน้อย ก่อนที่ท่านจะฝึกกายเนื้อขึ้นมาใหม่ได้ ที่นี่ก็ยังเป็นสถานที่ช่วยชีวิตของท่านค่ะ”
“ฉันรับรองว่าจะไม่กักตุนของอีกแล้ว ฉันจะใช้เหตุผลเอาชนะความอยากให้ได้”
ลู่จือเวยเองก็รู้สึกน้อยใจ ของที่อยู่ในพื้นที่ของระบบ นางเตรียมไว้เพื่อตัวเองเสียที่ไหน ก็เพราะคิดว่าโลกที่จะไปคือยุคสาธารณรัฐจีนนี่นา
ในยุคสมัยที่ผู้คนทั้งประเทศต้องทุกข์ยากเช่นนั้น นางเพียงแค่อยากช่วยเหลือเท่าที่ตนทำได้เท่านั้น
เดิมทีนางคิดว่า เพียงไปโลกยุคสาธารณรัฐจีนครั้งเดียว ก็จะระบายของในพื้นที่ออกไปได้กว่าครึ่ง อุปกรณ์เก็บของที่ว่างลงก็จะนำไปเก็บทรัพยากรจากโลกอื่นต่อได้ แต่ผลกลับ...
เป็นจริงดังว่า แผนการย่อมตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง
“โฮสต์ ฉันมีคำถามหนึ่งค่ะ ท่านชอบกักตุนของ ฉันเข้าใจ แต่ท่านกักตุนแล้วก็ไม่ใช้ แถมยังกักตุนไม่หยุด ความหมายของการทำเช่นนี้คืออะไรคะ?”
“ใครบอกว่าฉันไม่ใช้ แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น ไม่เห็นหรือว่าโลกยุคสาธารณรัฐจีน ฉันก็เตรียมจะระบายของเก่าออก
“อีกอย่าง นอกจากโลกหนึ่งที่ฉันปล้นกำไลเก็บของมาได้ โลกอื่น ๆ ของทุกอย่างฉันหามาด้วยตัวเองทั้งนั้น”
“รวมถึงโลกก่อนหน้าด้วยหรือคะ?”
“แล้วจะทำไม? หุ่นเชิดก็เป็นฉันที่สร้างขึ้นเองไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นเงินที่พวกมันหามา ก็ไม่ต่างจากฉันหาเอง”
ระบบหัวเราะเยาะ “โฮสต์ ฉันแนะนำว่าท่านควรยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง ระวังจะถูกระงับสิทธิ์เสียก่อนนะคะ”
“ถุย ๆ ๆ ปากอีกา!”
“แม้คำพูดจะไม่น่าฟัง แต่ก็เป็นความจริง หากท่านยังจำได้ว่า โลกแรกนั้น ท่านถูกกฎสวรรค์เตะออกมาเพราะเหตุใด”
คำพูดของระบบทำให้ลู่จือเวยหดหู่ขึ้นมาทันที โลกแรก...นั่นคือบาดแผลที่ไม่มีวันลืมของนาง หากรู้เช่นนั้น ตอนนั้นนางคงเลื่อนการเผชิญมหาเคราะห์แปลงเทพออกไปอีกหน่อย
เฮ้อ เรื่องในอดีตก็ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว
เมื่อมีบทเรียนจากอดีตอยู่ตรงหน้า ลู่จือเวยก็ไม่กล้ารู้อยู่แก่ใจว่าภูเขามีเสือ แต่ยังดันทุรังเดินเข้าหาอีก เพียงแค่ยับยั้งชั่งใจใช่หรือไม่ ได้ เช่นนั้นนางค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน
เดิมทีนางตั้งใจจะเรียกหุ่นเชิดกลับมามากกว่าครึ่ง แต่สุดท้ายกลับเหลือไว้ภายนอกเพียงสามตัว ตัวหนึ่งหาเงินเก่งที่สุด ตัวหนึ่งมีพลังต่อสู้สูงที่สุด และอีกตัวหนึ่งหน้าตาดีที่สุด แถมยังเป็นผู้มีการศึกษาอีกด้วย