“ขอบคุณนะอามิ่ง ฉันจะเดินบนเส้นทางนี้ต่อไปเรื่อย ๆ”
“ฉันจะอยู่เคียงข้างท่านตลอดนะคะ โฮสต์!”
“อามิ่ง ความสามารถในการหาโอกาสแทรกตัวของเธอนี่ เก่งขึ้นทุกวันจริง ๆ”
“แหะ ๆ ก็ฉันเชื่อมั่นในตัวท่านนี่คะ ไม่อย่างนั้นจะผูกติดกับท่านไว้ทำไมล่ะ” ระบบพูดความในใจออกมาตรง ๆ
ตรงไปตรงมาจนแม้แต่ลู่เจี๋ยลวี่ยังรู้สึกว่า หากไม่ตอบรับก็คงเป็นความผิดของนางเอง
นางส่ายหน้า พยายามดึงสติกลับมา “แค่ก...เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากัน เธอไปเล่นเถอะ แล้วก็ย้ายหุ่นเชิดที่เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองหลวงไปเมืองฝู่ด้วย”
“ได้ค่ะ งั้นฉันไปเที่ยวเมืองหลวงก่อนนะคะ แล้วจะแวะส่งข่าวให้ท่านด้วย”
ระบบแวะมาทำให้ผู้คนรู้ว่าตัวเองยังอยู่ ก่อนจะจากไปอีกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นเช่นนี้มาตลอด ลู่จือเวยชินเสียแล้ว
...............................................................................
หลังจากอยู่ที่บ้านเกิดอีกสองปี หญิงสาวผู้ทะลุมิติก็มาถึงตามกำหนดเหมือนชาติที่แล้ว
ชาติที่แล้ว นางทะลุมิติมาได้ก็เพราะเจ้าของร่างเดิมขาดสารอาหาร ระหว่างไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำก็พลัดตกน้ำ ประกอบกับหลินซื่อนำเงินเก็บทั้งหมดกลับไปให้บ้านเดิม ทำให้ไม่มีเงินรักษาอาการป่วย เจ้าของร่างเดิมจึงเสียชีวิต เปิดทางให้หญิงสาวผู้ทะลุมิติเข้ามาแทนที่
แต่ครั้งนี้ เพราะลู่จือเวยทำให้ครอบครัวรองมีฐานะดีขึ้นมาก ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องซักผ้าเองแล้ว ทว่านางกลับยังตกน้ำระหว่างออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำอยู่ดี เห็นได้ชัดว่าพลังของเส้นเรื่องนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน หากมองจากมุมของหญิงสาวผู้ทะลุมิติ นางถือว่ารอดตายมาได้ แต่หากมองจากมุมของลู่ฉยง นางก็คงเป็นเพียงคนอาภัพผู้หนึ่ง ใช้ชีวิตมาได้ดี ๆ จนอายุเจ็ดขวบ สุดท้ายก็หนีชะตาความตายไม่พ้น เพียงเพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาแทนที่
อย่างไรก็ตาม ลู่จือเวยก็คร้านจะเข้าไปยุ่ง เพราะผู้ว่าจ้างของนางไม่ใช่ลู่ฉยง เมื่อหญิงสาวผู้ทะลุมิติมาถึง ละครฉากใหญ่ก็เริ่มเปิดม่าน แม้ชาตินี้สถานการณ์จะแตกต่างจากเดิม แต่ดูเหมือนนางจะรู้สึกว่า คนทั้งบ้านต่างมีบ่าวไพร่คอยรับใช้ มีเพียงบิดามารดาของเจ้าของร่างเดิมที่ยังต้องลงนาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง จึงเห็นว่าทั้งสองได้รับความไม่เป็นธรรม และเริ่มลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมภายในบ้าน
นางชี้หน้าจางซื่อแล้วด่าว่าลำเอียง จนจางซื่อเดือดดาล ด่ากลับแล้วไล่ออกจากบ้านทันที “เงินของข้า ข้าจะใช้กับผู้ใดก็เรื่องของข้า ในเมื่อเจ้าคิดว่าพ่อข้าของเจ้าถูกเอาเปรียบ เช่นนั้นก็ย้ายไปอยู่กับพวกเขาเสีย แล้วคอยปรนนิบัติให้เต็มที่”
“อีกอย่าง เสื้อผ้าที่เจ้าสวม เครื่องประดับที่เจ้าสวมอยู่บนศีรษะ ล้วนซื้อด้วยเงินของข้า ในเมื่อเจ้ามีศักดิ์ศรีนัก ก็คงไม่อยากใช้ของของข้า เช่นนั้นก็ถอดทิ้งไว้ให้หมด”
“หึ ไปก็ไปสิ ข้ายังไม่ถึงกับอดตาย พ่อแม่ของข้า ข้าจะกตัญญูดูแลเอง”
“ไม่เหมือนบางคน ใจแข็งเสียเหลือเกิน มองดูพ่อแม่แท้ ๆ ที่เลี้ยงดูตนเองลำบากยากแค้น แต่ตัวเองกลับกินดีอยู่ดี ช่างน่าละอาย”
ลู่ซานถูกนางพูดจนหน้าแดงเล็กน้อย แต่ก็ยังกล่าวว่า “น้องสาม เรื่องนี้ท่านพ่อท่านแม่กับท่านปู่ท่านย่าปรึกษากันแล้ว ทั้งยังเป็นความคิดของท่านพ่อท่านแม่เอง อีกทั้งทางบ้านก็ไม่ได้ติดค้างพวกท่าน ทรัพย์สินที่แบ่งให้ก็ยังอยู่ครบ...”
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน “ต่อให้เป็นความต้องการของท่านพ่อท่านแม่เอง ก็ไม่รู้ว่าต้องอดทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจมามากเพียงใดจึงยอมตกลง”
“ในฐานะลูก ย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านพ่อท่านแม่ จะเอาแต่เสพสุขอยู่คนเดียวได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ลู่จือเวยก็อดปรบมือไม่ได้ “ช่างเป็นลูกกตัญญูเสียจริง ถึงกับเหยียบย่ำชื่อเสียงของพี่น้องร่วมสายเลือด เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง”
“แต่พูดด้วยปากเปล่าจะมีประโยชน์อะไร เช่นนี้เป็นอย่างไร พวกเราทำหนังสือสัญญากัน เจ้าสละสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกอย่างของตระกูลลู่ รวมถึงสินเดิมที่จะได้รับในอนาคตด้วย เป็นอย่างไร?”
“ทำก็ทำ ผู้ใดจะกลัว!”
เห็นนางตอบอย่างหนักแน่น จางซื่อก็คร้านจะสนใจคนโง่ผู้นี้อีก ตั้งแต่ตกน้ำมา อีกฝ่ายก็สร้างความวุ่นวายในบ้านทุกวัน ความสงสารที่เคยมีอยู่เพียงน้อยนิดก็ค่อย ๆ หมดสิ้นไปกับการก่อเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ช่างเถิด หลานสาวของนางก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว คนที่แยกแยะผิดชอบไม่เป็น ภายหน้าก็ลดการข้องเกี่ยวเสียก็พอ
เมื่อจางซื่อไม่ห้าม คนจากอีกสองครอบครัวก็ยิ่งไม่มีความคิดจะห้าม ส่วนพี่สาวทั้งสอง เพิ่งถูกชี้หน้าด่ามาหมาด ๆ จึงไม่กล้าเอ่ยปาก ส่วนคนที่ควรเป็นกังวลที่สุดอย่างบิดามารดาแท้ ๆ ของลู่ฉยง เวลานี้ยังตรากตรำทำงานอยู่ในนา ทั้งไม่รู้เรื่องและกลับมาไม่ทัน
ดังนั้นการเขียนหนังสือสัญญาของลู่จือเวยจึงราบรื่นมาก มีเพียงตอนลงลายมือชื่อที่เกิดปัญหาเล็กน้อย
“เจ้าขีดเขียนอะไรของเจ้า? ตั้งใจใช่ไหม? เขียนให้ข้าอ่านไม่ออก จะได้หลอกข้าในภายหลัง”
คราวนี้แม้แต่หวังซื่อก็ยังทนดูไม่ได้ “ข้าว่านะนังหนูสาม เจ้าไม่ได้ตั้งใจหาเรื่องใช่ไหม?”
“ตัวอักษรนี่เป็นอะไร? อาหญิงของเจ้าเขียนอักษรได้งดงามยิ่งนัก หนังสือที่คัดลอกนำไปขายให้ร้านหนังสือ ทุกครั้งก็ได้ราคาสูง”
ลู่หลินก็กล่าวขึ้นเช่นกัน “น้องสาม เจ้าบอกว่าอ่านตัวอักษรด้านบนไม่ออกหรือ? แต่ที่ผ่านมาอาหญิงเป็นคนสอนหนังสือให้เจ้ามาตลอด สองปีมานี้ยังสอนให้พวกเราเขียนอักษรจนงดงามอีกด้วย”
“ตัวอักษรของอาหญิง เจ้ากลับจำไม่ได้แล้วหรือ? หรือว่าจะเป็นอย่างที่ท่านป้าสะใภ้ใหญ่พูด เจ้าตั้งใจพูดเช่นนี้จริง ๆ?”
ลู่จือเวยกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ ภาพนี้นางเฝ้ารอมาหลายปีแล้ว ไม่เสียแรงที่ตลอดสองปีมานี้บังคับให้เด็กผู้หญิงทุกคนในบ้านฝึกคัดอักษรกับนางทุกวัน การขุดหลุมดักฝ่ายตรงข้ามนี่ช่างสะใจจริง ๆ แม้หลุมนี้จะต้องใช้เวลาถึงสองปีกว่าจะเห็นผล นางก็ยังรู้สึกคุ้มค่า ฮ่า ๆ ๆ
“ข้า...” ลู่ฉยงจนคำพูด นางจะอธิบายอย่างไรดีว่าตัวอักษรเหล่านี้ นางอ่านไม่ออกจริง ๆ
เมื่อนึกถึงเรื่องตกน้ำที่ได้ยินคนพูดถึงเมื่อไม่นานมานี้ นางก็รีบคิดหาข้ออ้างได้ทันที
“ก่อนหน้านี้ข้าตกน้ำ ความทรงจำจึงไม่สมบูรณ์ วันนี้พอเห็นหนังสือสัญญา ข้าถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองลืมเรื่องการอ่านหนังสือไปจนหมด”
“หา? เช่นนั้น...จะทำอย่างไรดี ท่านย่า คำพูดของน้องสามวันนี้ คงไม่ใช่ความตั้งใจของนาง หรืออาจเป็นเพราะความทรงจำไม่สมบูรณ์ก็ได้?”
ลู่ซานยังคิดจะช่วยพูดให้ แต่กลับถูกน้องสาวแท้ ๆ ของตนเองฉุดขาเสียก่อน อีกฝ่ายกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ไม่จำเป็น ต่อให้ข้าจำทุกอย่างได้ สิ่งที่ควรพูดก็ยังต้องพูด ไม่เช่นนั้นจะไม่กลายเป็นคนอกตัญญูหรือ?”
“ได้ยินแล้วใช่ไหม? ในเมื่อนางเต็มใจ เพื่อไม่ให้นางคิดว่าข้าฉวยโอกาสหลอกลวง หนังสือสัญญาฉบับนี้ เจ้าจะถือไปถามผู้ใดก็ได้ จะได้ไม่ต้องกลับมากล่าวหาว่าญาติพี่น้องใจดำอีก”
ลู่ฉยงรับหนังสือสัญญาไว้ “ถามก็ถามสิ”
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินออกไป แต่กลับถูกคนขวางไว้ ผู้ที่ขวางนางก็คือหวังซื่อ
“เฮ้อ เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอับอายของตระกูลเรา จะนำออกไปให้คนนอกล่วงรู้ได้อย่างไร? ก็แค่อ่านหนังสือสัญญาให้เจ้าฟัง ข้าอ่านก็ได้เหมือนกัน”
“ท่านหรือ?” ลู่ฉยงมองนางอย่างไม่ค่อยเชื่อ ตระกูลลู่นี้ทุกคนอ่านออกเขียนได้หมดหรืออย่างไร นี่มันเป็นครอบครัวแบบไหนกันแน่
“ข้าทำไมหรือ? อย่าดูถูกคน ตอนพวกเจ้าเรียนหนังสือ ข้าก็นั่งฟังอยู่ด้วย ตัวอักษรที่ใช้กันบ่อย ๆ พวกนี้ ถึงจะเขียนไม่ได้ แต่จะอ่านไม่ออกได้อย่างไร?”
กล่าวจบ นางก็อ่านทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ พออ่านจบยังกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “เป็นอย่างไรล่ะ? ข้าอ่านออกหมด ไม่มีตัวไหนที่ข้าไม่รู้จัก”
“จริงหรือ?” ลู่ฉยงยังไม่ค่อยเชื่อ สายตาเหลือบไปเห็นเสี่ยวจูที่ตัวเปื้อนโคลน กำลังอุ้มถังไม้ใบเล็กเดินกลับบ้าน นางจึงถือหนังสือสัญญาเดินเข้าไปหา
“เสี่ยวจู มานี่ พี่จะทดสอบเจ้าหน่อย”
“หา? เรียนหนังสืออีกแล้วหรือ น่าเบื่อจัง รีบถามมาเถอะ ถามเสร็จข้าจะได้ไปเล่น”
เสี่ยวจางซื่อที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สูดหายใจเข้าลึก ๆ กำหมัดแน่น พลางปลอบตัวเองว่าไม่โกรธ ๆ โกรธไปก็ไม่มีผู้ใดช่วย แต่คำปลอบใจเหล่านั้นก็ใช้ไม่ได้ผล เมื่อเห็นลู่ฉยงสลับลำดับตัวอักษรแล้วแยกถามทีละตัว นางก็อดระเบิดอารมณ์ออกมาไม่ได้