แต่แผนของลู่เจี๋ยลวี่ดำเนินไปได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็ต้องเปลี่ยน ถึงแม้ว่าย่านวิลล่าแห่งนี้จะอยู่ใกล้โรงเรียน แต่พอถึงช่วงเวลาไปกลับโรงเรียนจริง ๆ กลับมีปัญหาไม่น้อย
เพราะอยู่ติดเขตตัวเมือง การขับรถจึงไม่สะดวกเลย เวลาที่เสียไปกับการจราจรรวม ๆ กันแล้ว ก็ไม่ได้ต่างจากการออกเดินทางมาจากคฤหาสน์สไตล์ปราสาทเท่าไร
บังเอิญว่าจั่วเจิงหย่วนก็กำลังบ่นเรื่องการเข้าออกที่ไม่สะดวก เพราะต้องลงทะเบียนทุกวัน ทั้งสองจึงตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว แล้วซื้อห้องชุดขนาดใหญ่ใกล้โรงเรียนไว้หนึ่งห้อง
หนึ่งชั้นมีเพียงสองห้อง พักกันแค่สองคนพร้อมแม่บ้านที่ย้ายมาด้วยก็เหลือเฟือ แถมยังปลอดภัยอีกต่างหาก
แน่นอนว่าภายนอกดูเหมือนมีคนอยู่น้อย แต่ทั้งชั้นบนและชั้นล่างต่างก็มีบอดี้การ์ดที่แด๊ดดี้จ้างไว้พักอยู่ ไม่อย่างนั้นลู่เจี๋ยลวี่ก็คงไม่มีอิสระขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยปัญหาเรื่องการเดินทางไปกลับโรงเรียนก็ได้รับการแก้ไขแล้ว
คนที่มีความสุขที่สุดเห็นจะเป็นจั่วเจิงหย่วน เพราะได้เจอเธอทุกวันทั้งตอนมาและกลับจากโรงเรียน จนคุณปู่จั่วอดหยอกเขาไม่ได้
“ในที่สุดก็สมใจเจ้าหนูแล้วสินะ แบบนี้เรียกว่าอยู่ใกล้น้ำย่อมได้ชมจันทร์หรือเปล่า”
“คุณปู่ครับ ผมเพิ่งสิบเจ็ดเอง รุ่นพี่ก็สิบหก พูดเรื่องพวกนี้เร็วเกินไปแล้ว”
“เร็วอะไรกัน ตอนปู่อายุเท่าเธอ ปู่ก็หมั้นกับย่าเธอแล้ว คนที่แต่งงานเร็วกว่านั้น ลูกก็เกิดกันหมดแล้ว”
“ยุคสมัยมันต่างกันแล้วครับ ยังไงก็ถือว่าเร็วอยู่ดี”
“ก็ได้ ถ้าเธอว่าเร็วก็เร็ว แต่ปู่จะเตือนไว้อย่างหนึ่ง ถ้าอยากสมหวังเร็ว ๆ ก็เลิกเรียกอีกฝ่ายว่ารุ่นพี่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะมองเธอเป็นน้องชายอยู่ตลอด”
“หา? จริง...จริงเหรอครับ แล้วผมควรเรียกว่ายังไง”
“เรียกว่าเพื่อนร่วมชั้นยังดีกว่าเรียกรุ่นพี่ แต่เรียกเพื่อนร่วมชั้นก็ห่างเหินเกินไป เรียกชื่อเลยดีกว่า”
“งั้นผมเรียกเธอว่าอาลวี่?”
คุณปู่จั่วหัวเราะทั้งโมโห “ถามปู่ทุกเรื่อง จะให้ปู่ช่วยจีบเมียแทนหรือไง ถ้ามีความสามารถจะเรียกเมียเลยก็ยังได้”
“ดูสิครับ พอรีบหน่อยก็หลุดสำเนียงตงเป่ยออกมา เหมือนยีนโจรปล้นสะดมถูกปลดผนึกเลย”
“แล้วโจรปล้นสะดมเป็นยังไง เมื่อก่อนตอนออกรบ ของดี ๆ ก็ต้องแย่งมาทั้งนั้น ถ้าไม่ดุพอ ป่านนี้คงโดนปืนใหญ่ยิงตายไปนานแล้ว ส่วนเธอน่ะ ตอนนี้ได้เข้ากองทัพต่างหากที่เรียกว่าสบาย”
จั่วเจิงหย่วนพยักหน้าอย่างจนปัญญา เพราะนั่นคือความจริงที่เถียงไม่ได้
ใครใช้ให้คุณปู่พอเถียงไม่ชนะก็ยกเรื่องอดีตขึ้นมาพูดล่ะ ถึงกลยุทธ์จะเก่า แต่ใช้ได้ผลก็พอแล้ว
ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นระหว่างเดินทางไปโรงเรียน ลู่เจี๋ยลวี่ก็ได้ยินคนที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้าร้องเรียกเธอขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“อาลวี่” ใช่แล้ว ตอนนี้กลายเป็นเธอที่อาศัยรถของอีกฝ่ายแทน เพราะทุกคนไม่วางใจให้เธอปั่นจักรยานเอง จึงทำได้เพียงนั่งซ้อนท้าย แต่ยังดีที่จักรยานถูกดัดแปลงมาแล้ว แม้แต่เบาะหลังก็ยังบุเบาะหนา ๆ ไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมนั่งแน่
“ทำไมจู่ ๆ ถึงเรียกฉันแบบนี้ ไม่เรียกรุ่นพี่แล้ว คิดจะก่อกบฏหรือไง”
จั่วเจิงหย่วนรีบส่ายหน้ารัว “ไม่ใช่ครับ ผมแค่สังเกตว่าที่นี่ไม่ค่อยมีใครเรียกรุ่นพี่ แล้วก็ไม่ค่อยเรียกชื่อภาษาอังกฤษกัน ผมก็แค่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม”
“ก็ถือว่าเธอมีเหตุผล แต่ต่อไปเธอต้องเรียกฉันว่าอาลวี่เจี่ย”
“ไม่เอาหรอกครับ จริง ๆ แล้วพี่ก็อายุน้อยกว่าผมอยู่แล้ว อีกอย่างอาลวี่เจี่ยฟังดูแปลก ๆ ด้วย”
ลู่เจี๋ยลวี่พึมพำเบา ๆ “ชื่อของฉันมันแปลกมากเลยเหรอ”
จั่วเจิงหย่วนรีบโยนความรับผิดชอบทันที “ผมเรียกจนชินแล้วเลยไม่รู้สึกแปลก แต่สำหรับคนอื่น อาจรู้สึกว่าเรียกยากนิดหน่อย”
“งั้นก็เรียกแบบนี้ต่อไปก็แล้วกัน”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่ลู่เจี๋ยลวี่ก็รู้สึกว่าคนอื่นพวกนั้นช่างไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย จะเป็นแซ่ลู่หรือแซ่เว่ยก็ล้วนสืบทอดมาจากพ่อ ไม่มีอะไรน่าพูดถึง
แต่คำว่าเจี๋ยลวี่ในโลกเดิมของเธอเป็นชื่อของกระบี่เลื่องชื่อเล่มหนึ่ง มีความหมายว่าเธอจะต้องเหมือนกระบี่ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หวาดหวั่นต่อพายุและอุปสรรค ความหมายดีขนาดนี้แท้ ๆ แซ่นั้นเปลี่ยนไม่ได้เพราะเป็นของครอบครัว แต่ชื่อนี้เธอใช้คะแนนแลกไว้เพื่อเก็บรักษามันเอาไว้โดยเฉพาะ
“อาลวี่ เธอโกรธเหรอ จริง ๆ ชื่อของเธอเพราะมากนะ อย่างน้อยก็ไม่เหมือนชื่อของผม ที่แค่ได้ยินก็รู้สึกว่าฆ่าฟันเต็มไปหมด”
จะพูดเรื่องอื่นก็ช่างเถอะ แต่เรื่องนี้เธอไม่เห็นด้วย เพราะถ้าจะว่าไป ชื่อของเธอก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร
“ชื่อที่ฟังดูดุดันไม่ดีตรงไหน หรือว่าต้องฟังดูอ่อนโยนจนคนอื่นอยากรังแกถึงจะดี”
พูดอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง จั่วเจิงหย่วนจึงเลือกปิดปาก แล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างชำนาญ
“อาลวี่ สุดสัปดาห์นี้เธอจะกลับไปงานสังสรรค์หรือเปล่า”
“ฉันไม่ไปดีกว่า ปกติฉันก็ไม่ค่อยร่วมอยู่แล้ว เธอก็หาเหตุผลสักอย่าง บอกว่าช่วงนี้ฉันกำลังฝึกเปียโนก็พอ”
“ได้ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน โรงเรียนก็มาถึง ลู่เจี๋ยลวี่ลงจากเบาะหลังตั้งแต่ยังอยู่ห่างประตูโรงเรียนพอสมควร เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วถูกฝ่ายวินัยจับได้ คะแนนความประพฤติของห้องก็จะถูกหัก
แถมยังมีโอกาสถูกครูหรือหัวหน้าระดับเรียกไปพูดคุย ถ้าหนักหน่อยก็อาจถึงขั้นเรียกผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่างน่าปวดหัวจริง ๆ
ในยุคนี้ โดยเฉพาะหลังย้ายมาโรงเรียนแห่งนี้ เธอได้สัมผัสประสบการณ์ครั้งแรกหลายอย่างจริง ๆ
เธอสะพายกระเป๋านักเรียนใบใหญ่เดินเข้าห้องเรียน ก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋าลงบนโต๊ะจนเกิดเสียง “ปัง” โต๊ะไม่เป็นอะไร แต่เกือบทำเอาเธอตกใจเสียเอง
“โอ๊ย ตกใจหมดเลย ฉันยังปรับแรงตัวเองไม่ค่อยได้”
แรงของเธอเยอะมาก ตอนสะพายจึงไม่รู้สึกอะไร แต่พอวางกระเป๋าทีไรก็มักเกิดปัญหาทุกครั้ง
ช่วงเปิดเรียนใหม่ ๆ ยังดี แต่พักหลังหนังสือกับข้อสอบในกระเป๋าเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้แรงที่กะไว้ต้องเปลี่ยนตามตลอด
เยี่ยอิ๋งกระซิบแนะนำเบา ๆ “บางที...ครั้งหน้าลองวางเบา ๆ ดูไหม”
“มันเป็นความเคยชินน่ะ ฉันก็จนปัญญาเหมือนกัน ได้แต่พยายามแก้ครั้งหน้า”
เมื่อออกห่างจากกลุ่มคนเดิม ลู่เจี๋ยลวี่ก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนเดิมของเธอ ปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่
ถึงวันหนึ่งจะกลับไปเจอคนรู้จักเก่าอีกก็ไม่เป็นไร คนเรานิสัยเปลี่ยนไม่ได้หรือไง โดยเฉพาะวัยอย่างพวกเธอที่นิสัยเปลี่ยนไปแทบทุกวัน
“อาลวี่ การบ้านเมื่อวานเธอทำเสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้วสิ ช่วงนี้ฉันทำการบ้านจนดึกทุกวันเลย”
ลู่เจี๋ยลวี่เพิ่งเข้าใจในที่สุดว่าทำไมนักเรียนถึงเฝ้ารอวันหยุดกันนัก ต่อให้เป็นพลังจิตของผู้มีพลังพิเศษอย่างเธอ ก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาเขียนการบ้านจนเกือบสามทุ่มทุกวัน นึกภาพไม่ออกเลยว่าคนอื่นจะต้องอดหลับอดนอนกันขนาดไหน
“เร็ว ๆ ฉันยังมีข้อสอบภาษาอังกฤษอีกชุดที่ยังทำไม่เสร็จ ขอฉันลอกหน่อยสิ”
ลู่เจี๋ยลวี่หยิบข้อสอบออกมา “เธออาศัยดูของฉันทุกวันแบบนี้ไม่ไหวนะ”
“ส่วนที่เธอขีดเป็นจุดสำคัญ ฉันทำเองหมดแล้ว แต่การบ้านมันเยอะเกินไป แถมฉันเขียนช้า เลยทำไม่ทันทุกวัน ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ขอบเขตดี”
ที่เธอไม่ได้พูดออกมาก็คือ วิชาอื่นยังพอขอร้องครูได้บ้างถ้าทำไม่เสร็จ แต่ใครใช้ให้ครูประจำชั้นของพวกเธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษกันล่ะ วิชาของครูประจำชั้นจะเสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด
ที่จริงก็เพราะคุณครูเป็นคนจริงจังและพูดยาก เธอเลยต้องทำให้ครบและมีคุณภาพ ไม่กล้าหัวชนฝาไปท้าทายอำนาจของครู ไม่อย่างนั้นมีหวังโดนผู้ปกครองอบรมแน่นอน