บทที่ 111: บ้านไฟไหม้
ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนขึ้นมาบนเรือเพื่อช่วยขนของ ดวงตาของแม่โจวก็สอดส่ายไปทั่วทุกทิศทางราวกับเหยี่ยว หูของเธอคอยเงี่ยฟังเสียงรอบข้างอย่างระแวดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนแอบฉกอ่างเงินไป
เมื่อเห็นเถียนไฉ่ฮวาทำท่าจะเดินไปยังถุงใส่หอยนางรม เธอก็รีบเอ่ยขึ้น “อาฮวา มาช่วยกันคัดปลาขายเร็วเข้า จะค่ำแล้วนะ!”
เถียนไฉ่ฮวาไม่สนใจคำพูดของแม่สามี เธอเดินตรงไปยังถุงหอยนางรมสองใบแล้วพลิกดู “วันนี้แกะหอยนางรมมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อวานที่ฉันแกะก็ตัวอ้วนนะวันนี้อ้วนเหมือนกันรึเปล่า”
แม่โจวกลัวว่าลูกสะใภ้ใหญ่จะไปเจออ่างเงินเข้า เธอจึงรีบเดินเข้าไปขวาง แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบปากกระสอบใบที่ซ่อนสมบัติเอาไว้ “ของอ้วนๆ น่ะเมื่อวานเราแกะไปเกือบหมดแล้ว ของวันนี้ไม่อ้วนเท่าไหร่หรอก เธอจะเอาไปกินที่บ้านบ้างไหมล่ะ”
สายตาของเถียนไฉ่ฮวาจับจ้องไปยังกระสอบที่อยู่ใต้เท้าของแม่สามีอย่างพินิจพิเคราะห์
ท่าทีร้อนรนผิดปกติของแม่สามีเช่นนี้...ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไปเจอหอยมุกเข้าอีกแล้วเป็นแน่
เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าถึงแม้พวกเขาจะยอมบอกสามีของเธอว่าเจอหอยมุก แต่ไม่มีทางที่จะบอกตำแหน่งที่เจอจริงๆ หรอก! มันทำให้การออกเรือของพวกเขาเมื่อวานต้องเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ได้ปลามาเพียงสองอวนกับหอยนางรมอีกไม่กี่ถุง ทำเงินได้แค่ยี่สิบกว่าหยวนเท่านั้น ซึ่งเทียบไม่ได้เลยแม้แต่กับเศษเงินที่เจียงเซี่ยหามาได้
เถียนไฉ่ฮวาหน้าตึงขึ้นมาทันที “ไม่ต้องแล้วค่ะ เมื่อวานหนูกับเฉิงซินขุดหอยนางรมมาทั้งวัน ตอนนี้ที่บ้านมีแต่หอยนางรมเต็มไปหมดจะเอามาอีกทำไมกัน วันนี้ยังยุ่งๆ ไม่ได้ทำกับข้าวเลย ในเมื่อปลานี่ก็คัดแยกเสร็จเกือบหมดแล้วหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
พูดจบเธอก็เดินจากไปอย่างหัวเสียจนไม่มีอารมณ์จะช่วยคัดปลาต่อ
แม่โจวมองตามแผ่นหลังของลูกสะใภ้ใหญ่ไปแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะไม่พอใจที่เห็นพวกเขาจับปลาได้เต็มลำเรืออีกแล้ว และคงจะคิดว่าเธอกับสามีลำเอียงอีกตามเคย
จริงๆ แล้วทั้งพ่อโจวและแม่โจวต่างก็รักลูกหลานทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในตอนนี้พวกเขาเอนเอียงไปทางโจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยมากกว่าเล็กน้อย
นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาสงสารลูกชายคนเล็กที่ต้องสู้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก เขาเคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ทั้งยังคอยดูแลพี่ชายทั้งสองคน และในอนาคตก็ยังต้องเลี้ยงดูพวกเขาในยามแก่เฒ่า แต่สุดท้ายแล้วเขากลับไม่เหลืออะไรเป็นของตัวเองเลย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เรือ หรือแม้กระทั่งภรรยาที่เกือบจะเสียไป
ในฐานะพ่อแม่ พวกเขาก็เพียงแค่อยากจะเห็นลูกทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้ทุ่มเทความช่วยเหลือไปให้คนที่ลำบากที่สุดมากกว่าหน่อย และลูกชายคนเล็กของพวกเขาก็กตัญญูและมีความรับผิดชอบมาตั้งแต่เด็ก คุณธรรมในใจของเขาทำให้เขาไม่เคยทอดทิ้งใคร การที่เขาตัดสินใจไปเป็นทหารในตอนนั้นก็เท่ากับว่าเขาได้ฝากชีวิตของพ่อแม่ไว้ในความดูแลของพี่ชายทั้งสองคน เขาจึงรู้สึกติดค้างและพยายามดูแลช่วยเหลือพี่ชายมาโดยตลอด
ตอนที่เขาเป็นทหาร เงินเดือนส่วนใหญ่ก็ส่งกลับมาให้พ่อกับแม่ ต่อมาก็ยังช่วยจัดหางานให้พี่รอง และสร้างบ้านใหม่ให้พี่ใหญ่ เขาดูแลทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดี มีเพียงเจียงเซี่ยเท่านั้นที่เขาอาจจะบกพร่องไปบ้าง
เพราะตอนที่เขายกตำแหน่งงานให้พี่ชายนั้น ถึงแม้จะผ่านการปรึกษาและได้รับความยินยอมจากพ่อตาแม่ยายแล้ว แต่เขาก็ทำได้เพียงโทรศัพท์จากในค่ายเพื่อขอความเห็นจากเจียงเซี่ย ซึ่งในตอนนั้นเธอกำลังเรียนอยู่และไม่ได้อยู่ที่บ้าน ใครจะไปรู้ว่าเธอไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งจนถึงขั้นอาละวาดจะขอหย่า
โชคดีที่เรื่องราวร้ายๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และตอนนี้คนทั้งสองก็รักกันดี
สองผู้เฒ่าจึงพยายามช่วยให้พวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ถึงแม้จะดูลำเอียงไปบ้าง แต่เธอก็ยังคงแวะเวียนไปช่วยงานบ้านของลูกชายคนโตอยู่เสมอ เพียงแต่การที่มาอาศัยอยู่กับลูกชายคนเล็กก็ยากที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกันได้จริงๆ
สามพ่อลูกพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคนช่วยกันขนปลาลงจากเรือกว่ายี่สิบนาที และใช้เวลาชั่งน้ำหนักอีกเกือบครึ่งชั่วโมง
ราชาปลาสำลีน้ำลึกสามตัวหนักรวมสามร้อยหกชั่ง ขายได้เงินสามร้อยเก้าสิบเจ็ดหยวนแปดเหมา ปลากระเบนราหูสองตัวที่ถูกตัดเหงือกออกไปขายได้เพียงยี่สิบเก้าหยวน ส่วนปลาอื่นๆ ที่เหลือขายได้อีกสองร้อยแปดสิบสองหยวนแปดเหมา สำหรับปลาทูแขกกว่าสองร้อยชั่งนั้น โจวเฉิงเหล่ยตัดสินใจเก็บไว้ทำปลาแห้งขายเองเพราะจะได้ราคาดีกว่า
รวมแล้วครั้งนี้พวกเขาทำเงินไปได้เจ็ดร้อยเก้าหยวนแปดเหมา ยังไม่นับรวมปลาอีกจำนวนมากที่เก็บไว้ทานเอง
โจวเฉิงเหล่ยยื่นเงินปึกหนาที่เพิ่งได้มาให้เจียงเซี่ย ก่อนจะยกถุงหอยนางรมสองใบไปวางไว้บนรถเข็น พ่อโจวเองก็ถืออ่างเงินใบนั้นไว้ในมือแน่นเพื่อความสบายใจ
หลังจากขนของที่เหลือขึ้นรถเข็นแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็แบ่งปลาสำลีน้ำลึกสองตัวกับหอยอีกหนึ่งถังให้โจวเฉิงซินนำกลับไปให้หลานๆ ได้ทานกัน
ทั้งครอบครัวต่างพากันเดินทางกลับบ้านด้วยความสุข
แต่เมื่อใกล้จะถึงบ้าน เจียงเซี่ยก็เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นกลุ่มควันดำทะมึนที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทิศทางของบ้าน หัวใจของเธอพลันร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“โจวเฉิงเหล่ย คุณดูนั่นสิคะ ควันนั่นมันออกมาจากบ้านเราใช่ไหม”
ทุกคนหันไปมองแล้วก็หน้าซีดเผือด! โจวเฉิงเหล่ยทิ้งรถเข็นทันทีแล้วออกวิ่งสุดฝีเท้า “แม่ครับ แม่เข็นรถไปนะผมไปดูก่อน!”
โจวเฉิงซิน พ่อโจว และเจียงเซี่ยต่างก็วิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต! แม่โจวหน้าซีดเผือด น้ำตาไหลพรากขณะที่พยายามลากรถเข็นวิ่งตามไป! เจียงเซี่ยเองก็ทุ่มสุดแรงเพื่อวิ่งไปข้างหน้า หากบ้านถูกไฟไหม้ พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหนกัน
ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เห็นกลุ่มควันก็รีบคว้าถังน้ำแล้ววิ่งออกมาช่วย
“เกิดอะไรขึ้น บ้านแกไฟไหม้เหรอ” มีคนถามพ่อโจว
“ไม่รู้เหมือนกัน! เพิ่งกลับมาจากทะเล! สงสัยพวกเด็กๆ จะเล่นไฟกันที่บ้าน” พ่อโจวตอบอย่างร้อนใจ
โจวเฉิงเหล่ยวิ่งมาถึงบ้านเป็นคนแรก เขาพุ่งเข้าไปในประตูแล้วก็เห็นว่าควันดำหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากห้องครัว
ครอบครัวของคุณย่าทวดกำลังถือถังน้ำวิ่งเข้าวิ่งออกกันอย่างชุลมุน!
โจวเหวินกวงและโจวโจวยืนตัวสั่นหน้าซีดอยู่กลางลานบ้าน
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร ดับได้แล้ว อย่าตกใจไป!” คุณย่าทวดรีบปลอบใจโจวเฉิงเหล่ย
เขารีบคว้าอ่างน้ำที่คุณย่าทวดเพิ่งตักมาเต็มแล้ววิ่งเข้าไปในครัว
โจวหย่งกั๋วที่เนื้อตัวมอมแมมวิ่งสวนออกมา “แค่กๆ...ไม่เป็นไร ไฟดับแล้ว แค่กองฟืนในครัวมันติดไฟน่ะ ของอย่างอื่นไม่เป็นไร...แค่กๆ”
คุณปู่ทวดก็วิ่งตามออกมา “ดับแล้วล่ะ แค่ควันมันเยอะไปหน่อย”
“ขอบคุณครับ!” โจวเฉิงเหล่ยกล่าวขอบคุณจากใจจริง ก่อนจะวิ่งเข้าไปสาดน้ำลงบนกองฟืนที่ยังคงมีควันกรุ่นอยู่
พ่อโจว โจวเฉิงซิน และชาวบ้านคนอื่นๆ ก็วิ่งมาถึงพอดี
“ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ต้องห่วง ไฟใกล้จะดับแล้ว ไม่ได้ลามไปไหน!” คุณย่าทวดตะโกนบอกขณะที่กำลังตักน้ำ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงเซี่ยที่เพิ่งจะวิ่งมาถึงก็แทบจะหมดแรงทรุดลงกับพื้น เธอหอบหายใจอย่างหนัก พิงวงกบประตูไว้ ไม่กล้าเข้าไปเกะกะ
จากนั้นผู้ชายหลายคนก็ช่วยกันสาดน้ำเข้าไปอีกสองสามถังจนควันจางหายไปจนหมด
แม่โจวลากรถเข็นมาถึงเป็นคนสุดท้าย เมื่อเห็นว่าไฟดับแล้วเธอก็วางใจลงจนขาอ่อน “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไฟไหม้ได้ล่ะ”
ทันใดนั้น พานไต้ตี้ก็เดินออกมาจากในบ้าน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “นั่นสิคะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน ทำเอาตกใจหมดเลย ฉันเลยเข้าไปดูในบ้านว่ามีที่อื่นไฟไหม้รึเปล่า!”
(จบบท)