บทที่ 112: ใครกันแน่ที่เป็นคนเผา
เจียงเซี่ยที่ยืนพิงวงกบประตูหอบหายใจอยู่เงียบๆ เหลือบมองพานไต้ตี้ที่เพิ่งเดินออกมาจากตัวบ้านด้วยหางตา
แม่โจวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นพานไต้ตี้ปรากฏตัวขึ้น เธอยื่นกระสอบใบหนึ่งให้เจียงเซี่ย และกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วโจวโจวก็ก้าวออกมายืนก้มหน้านิ่ง พร้อมกับยอมรับผิดด้วยเสียงสั่นเครือ “คุณย่าคะ...ขอโทษค่ะ หนูเป็นคนเผาห้องครัวเอง”
พี่ชายแค่มาช่วยเธอเท่านั้น แต่เธอเป็นคนจุดไฟและไม่ได้ดูแลให้ดีเอง
“คุณย่าครับ ไม่เกี่ยวกับโจวโจว!” โจวเหวินกวงรีบก้าวออกมาขวางน้องสาวไว้ “ผมเป็นคนต้มน้ำ ผมทำพลาดเองครับ!”
ความสนใจทั้งหมดของแม่โจวถูกดึงไปยังเด็กทั้งสองทันที “สรุปแล้วใครเป็นคนทำกันแน่”
“หนูเองค่ะ”
“ไม่ใช่โจวโจวครับ ผมทำเอง!”
“ก็หนูเป็นคนจุดไฟนี่นา” ดวงตาของโจวโจวแดงก่ำด้วยความร้อนใจ “พี่แค่ช่วยตักน้ำใส่หม้อเพราะหนูแรงไม่พอ”
“ในฐานะลูกผู้ชาย ทำผิดก็ต้องกล้ารับผิด ก็คือผมที่เผา!”
เจียงเซี่ยได้แต่มองภาพสองพี่น้องที่แย่งกันรับผิดแล้วก็คิดในใจ...เด็กๆ ตระกูลโจวนี่ถูกสั่งสอนมาดีจริงๆ
โจวเฉิงซินไม่คิดว่าเป็นความผิดของโจวโจว หลานสาวของเขาช่วยงานในครัวมาตั้งแต่เด็กและไม่เคยทำพลาดมาก่อน จะมาพลาดเรื่องง่ายๆ อย่างการต้มน้ำได้อย่างไร ผิดกับลูกชายของเขาที่ทำอะไรซุ่มซ่ามไม่เคยตั้งใจ แม้แต่ตอนทำการบ้านยังต้องวิ่งไปเข้าส้วมตั้งหลายรอบ
ที่สำคัญที่สุด ลูกชายของเขาเป็นพี่คนโต ความรับผิดชอบย่อมต้องมากกว่า!
เขาคว้าไม้กวาดที่วางอยู่มุมห้องขึ้นมา “ยอมรับก็ดีแล้ว! แกเกือบจะเผาบ้านทั้งหลังรู้ตัวไหม ความไม่ระวังของแกครั้งเดียวอาจจะทำให้คนอื่นต้องบ้านแตกสาแหรกขาดได้ แกพูดมาสิว่าสมควรโดนตีไหม”
“สมควรครับ” โจวเหวินกวงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี
เมื่อห้องครัวไฟไหม้ เขาก็ต้องรับผิดชอบในฐานะพี่ชายคนโต ทำผิดก็ต้องยอมรับ เมื่อจะถูกตีก็ต้องยืนให้นิ่ง
ในจังหวะที่ไม้กวาดกำลังจะฟาดลงบนแผ่นหลังของโจวเหวินกวง โจวเฉิงเหล่ยก็ก้าวเข้ามาคว้ามันไว้ได้ทัน “อย่าเพิ่งรีบร้อนครับ หาสาเหตุให้แน่ชัดก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
พ่อโจวก็รีบเข้ามาดึงแขนลูกชายคนโตไว้ “จะตีอะไรกันนักหนา ตอนพวกแกยังเด็กทำผิด พ่อเคยตีพวกแกบ้างไหม หา! ทำไมถึงได้เป็นคนไม่แยกแยะผิดถูกขาวดำแบบนี้!”
โจวเฉิงเหล่ยถึงกับนิ่งไป...พ่อพูดแบบนี้ไม่อายปากตัวเองบ้างรึไง เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ โดนพ่อไล่ตีข้ามหมู่บ้านไปตั้งเก้าหมู่บ้าน! โจวเฉิงซินเองก็พูดไม่ออก...เขาจำได้แม่นว่าในฐานะพี่ชายคนโต เขาโดนจับแขวนไว้บนต้นไม้แล้วตีอยู่บ่อยครั้ง และส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะดูแลน้องๆ ได้ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะยอมรับผิดหรือไม่ยอมรับผิดก็โดนตีอยู่ดี ในเมื่อเขาเป็นพี่คนโต ความผิดของน้องๆ ก็คือความผิดของเขาไปด้วย
แต่ทำไมพอมาถึงรุ่นลูกของเขา พ่อกลับมาพูดเรื่องการแยกแยะผิดถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“อย่าตีเด็กสุ่มสี่สุ่มห้าน่า” คุณย่าทวดรีบเข้ามาห้ามทัพ “เหวินกวงกับโจวโจวเขาก็แค่มีเจตนาดี อยากจะต้มน้ำร้อนไว้ให้พวกปู่ๆ ย่าๆ อาๆ ที่กลับมาจากทะเลได้อาบน้ำกัน ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตอนแรกยังจะทำกับข้าวให้ด้วยซ้ำ แต่ย่าห้ามไว้เอง บอกว่าที่บ้านย่าทำแล้ว เดี๋ยวไปกินที่บ้านย่า พวกเขาถึงได้มาต้มน้ำกันแค่นี้”
“เรื่องไฟไหม้นี่ย่าก็มีส่วนผิด” เธอกล่าวต่อ “ย่าลืมไปเองว่าพวกเขากำลังต้มน้ำอยู่ ดันไปใช้ให้เหวินกวงช่วยจับไก่ แล้วก็ให้โจวโจวกับอาเจี๋ยไปซื้อเกลือที่ร้านค้า ลืมเรื่องที่พวกเขาติดไฟไว้สนิทเลย”
คำพูดนั้นทำให้โจวเฉิงซินยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก วันนี้เขารู้ว่าแม่จะออกทะเลไปด้วยจึงได้กำชับเถียนไฉ่ฮวาไว้แล้วว่าให้ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินของโจวโจวและมาช่วยทำอาหารเย็นที่นี่ แต่เมื่อคุณย่าทวดพูดเช่นนี้ก็แสดงว่าภรรยาของเขาไม่ได้มาเลย และคงจะเป็นคนใช้ให้ลูกชายมาทำกับข้าวแทน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เมื่อมาแล้วก็ต้องทำให้ดี การทำพลาดจนห้องครัวไฟไหม้ถือเป็นความผิดมหันต์! หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมา ผลที่ตามมาคงจะคาดไม่ถึง!
“คุณย่าทวดอย่าเข้าข้างพวกเขาเลยครับ!” โจวเฉิงซินกล่าวเสียงเข้ม “เรื่องนี้จะโทษท่านได้อย่างไร เหวินกวงโตป่านนี้แล้ว ต้มน้ำจนบ้านไฟไหม้ได้ก็คือความผิดของเขา ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย! ไม่ตีไม่จำ!”
“ผู้ใหญ่ยังพลาดกันได้ นับประสาอะไรกับเด็ก” คุณย่าทวดเถียง “เรื่องนี้ย่าก็มีส่วนผิดครึ่งหนึ่ง! ถ้าจะลงโทษก็มาลงโทษย่านี่!”
เพื่อนบ้านที่มามุงดูก็ต่างช่วยกันพูดเกลี้ยกล่อมให้โจวเฉิงซินใจเย็นๆ
“เอาเถอะครับ” โจวเฉิงเหล่ยส่งสายตาให้พี่ชาย “เดี๋ยวผมจัดการเอง”
โจวเฉิงซินจึงยอมถอยออกมา เขารู้ดีว่าเด็กๆ ในบ้านทุกคนต่างก็เกรงกลัวน้องสี่คนนี้มากที่สุด หากลูกชายของเขาทำผิดจริง บทลงโทษจากน้องสี่คงจะหนักหนาสาหัสกว่าของเขาเป็นแน่
โจวเฉิงเหล่ยมองไปยังเด็กทั้งสอง “พูดมา บ้านไฟไหม้ได้อย่างไร ไม่ต้องแย่งกันรับผิด อาอยากฟังความจริง อยากรู้ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด”
เพียงแค่เขาทำหน้าขรึม ทุกคนในบ้านก็เงียบกริบ
เด็กทั้งสองพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าไฟไหม้ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะตอนนั้นไม่มีใครอยู่ในครัวเลย
“ตอนแรกหนูกับพี่ชายช่วยกันต้มน้ำค่ะ” โจวโจวเริ่มเล่าเสียงเบา “แต่หนูตัวเล็กแรงไม่พอ พี่ชายเลยบอกให้หนูเป็นคนคอยเติมฟืน ส่วนเขาจะเป็นคนตักน้ำใส่หม้อเองค่ะ”
“ตอนแรกก็เป็นแบบนั้นครับ” โจวเหวินกวงเล่าต่อ “แต่ตอนหลังโจวโจวต้องออกไปซื้อเกลือ ผมก็เลยเป็นคนดูไฟต่อ แล้วคุณย่าทวดก็เรียกให้ผมไปช่วยจับไก่ ผมเห็นว่าน้ำร้อนแล้ว คิดว่าถ่านไฟที่เหลือในเตาน่าจะยังให้ความร้อนต่อไปได้ ก็เลยออกไป แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมห้องครัวถึงได้ไฟไหม้ขึ้นมา”
“ถ้างั้นก็น่าจะเป็นถ่านไฟที่เหลือในเตาตกลงมาแล้วไปติดกับกองฟืนข้างๆ นั่นแหละ” คุณปู่ทวดสันนิษฐาน
โจวเฉิงเหล่ยจึงเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อสำรวจดู ทุกคนก็เดินตามเข้าไป
ขณะที่ทุกคนกำลังมุ่งความสนใจไปที่การหาสาเหตุของเพลิงไหม้ พานไต้ตี้ก็พยายามจะแอบย่องหนีออกไปอย่างเงียบๆ
เจียงเซี่ยที่ยืนพิงวงกบประตูอยู่เงียบๆ วางกระสอบที่แม่สามีเพิ่งยื่นให้ลงกับพื้น แล้วค่อยๆ ยืดขาออกไปข้างหนึ่งด้วยท่าทางที่สง่างามแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามราวกับแม่ทัพผู้เฝ้าด่าน สกัดทางไว้ไม่ให้ใครผ่านไปได้
พานไต้ตี้ชะงักไป เธอปั้นยิ้มแห้งๆ “สะใภ้อาเหล่ย หลบหน่อยสิจ๊ะ ป้าต้องกลับไปทำกับข้าวแล้ว ไฟก็ดับแล้วนี่นะ”
เจียงเซี่ยดึงขากลับมาอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินเข้าไปหาเธอพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณคุณป้ามากเลยนะคะที่อุตส่าห์มาช่วยดูบ้านให้ แต่เมื่อครู่นี้ไฟลุกโชนขนาดนั้น ไม่ได้ไหม้โดนคุณป้าตรงไหนใช่ไหมคะ เดี๋ยวหนูดูให้!”
พูดจบเจียงเซี่ยก็ไม่รอช้า พุ่งเข้าไปรวบตัวเธอไว้ แล้วใช้มือลูบคลำไปทั่วร่างกายของเธออย่างรวดเร็ว!
“อ๊ะ เสื้อผ้าของคุณป้าตรงนี้เหมือนจะไหม้เป็นรูเลยนะคะ!”
เจียงเซี่ยพูดพลางคว้าแขนของเธอไว้แล้วสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเธอทันที ก่อนจะดึงผ้าอนามัยออกมาหลายชิ้น!
“กรี๊ด! แกทำบ้าอะไรของแก ปล่อยนะ!” พานไต้ตี้ร้องโวยวาย พยายามปัดป้องอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่เร็วเท่ามือของเจียงเซี่ย!
ความวุ่นวายนั้นดึงดูดความสนใจของทุกคนให้หันมามอง โจวเฉิงเหล่ยเองก็เดินออกมาดูเช่นกัน
มือของเจียงเซี่ยล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอีกข้างของเธอ แล้วก็ดึงผ้าอนามัยออกมาอีกปึกหนึ่ง ตามด้วยกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างก็เช่นเดียวกัน
“อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ!” พานไต้ตี้แผดเสียง “ปล้นกันกลางวันแสกๆ แล้ว! ช่วยด้วย! บ้านนี้เมืองนี้ยังมีขื่อมีแปอีกไหม! ฉันอุตส่าห์มาช่วยดับไฟ แต่กลับต้องมาโดนค้นตัวแบบนี้! พวกแกทุกคนก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะนะ เดี๋ยวพอของบ้านนี้หายขึ้นมาอีก พวกแกนั่นแหละที่จะโดนสงสัย!”
เจียงเซี่ยพลิกเจอผ้าอนามัยทั้งหมดสิบชิ้น! นี่คงจะเห็นว่าตู้ในห้องของเธอถูกล็อกไว้เลยไม่มีอะไรให้ขโมย เลยคิดจะเอาแม้กระทั่งผ้าอนามัยอย่างนั้นสินะ เธอถือผ้าอนามัยทั้งสิบชิ้นไว้ในมือ แล้วแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ไม่ทราบว่าข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถานตอนกลางคืนนี่ต้องเข้าไปนอนในคุกกี่ปีเหรอคะ”
(จบบท)