บทที่ 12: งู!!!
โจวเฉิงเหล่ยที่กำลังใช้จอบถางหญ้าอยู่ เขาถางไปได้ผืนใหญ่แล้ว พอได้ยินเสียงกรีดร้องอันแหลมคมก็รีบโยนจอบทิ้งแล้วพุ่งเข้าไปในบ้านทันที
เขาเพิ่งจะวิ่งเข้ามาถึงในห้องโถง เจียงเซี่ยก็พุ่งเข้ามาหาราวกับลูกกระสุน กระโดดขึ้นไปบนตัวเขาใช้ทั้งแขนและขาเกาะรัดเขาไว้แน่นราวกับลูกลิง ร่างทั้งร่างห้อยต่องแต่งอยู่บนตัว ตัวสั่นเทาราวกับลูกนก
โจวเฉิงเหล่ยชะงักไปเล็กน้อย มือไม้ไม่รู้จะวางตรงไหนดี ทำได้แค่ปล่อยให้เธอเกาะอยู่บนตัวแล้วถาม “เป็นอะไรไป?”
“งู! มีงู! ตัวใหญ่มาก ตั้งสองตัว! พวกมันจ้องฉันอยู่!” เจียงเซี่ยตกใจจนตัวสั่น เสียงของเธอก็สั่นเทาตามไปด้วย
อันที่จริง เจียงเซี่ยเป็นคนใจกล้าไม่น้อย ชาติก่อนตอนทำงานพิเศษ เธอมักจะกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ เป็นประจำ ตอนออกจากสถานีรถไฟใต้ดินเคยเจอพวกโรคจิต เธอก็ยังกล้าที่จะซัดอีกฝ่ายไปหนึ่งชุด
เธอไม่กลัวคน ไม่กลัวผี ไม่กลัวหมาจรจัด หนู หรือแมลงสาบ แต่เธอกลัวงู!
สิ่งที่เธอกลัวที่สุดในชีวิตก็คืองู! ปกติแค่เห็นในทีวีผ่านหน้าจอก็ยังอดขนลุกไม่ได้
เมื่อกี้ยังมาเจอในสภาพที่ไม่ทันได้ตั้งตัวแบบนี้อีก เกือบจะทำเธอช็อกตายคาที่!
เธอกอดคอโจวเฉิงเหล่ยไว้แน่น สองขาก็รัดรอบเอวสอบของเขาไว้ “ออกไป! เราออกไปข้างนอกกัน! เร็วเข้าสิ! เร็ว! เร็ว! ”
โจวเฉิงเหล่ยถูกเธอรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
เขาทำได้แค่ประคองเธอเดินออกมาที่ลานบ้าน แล้วปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องกลัว แค่งูเอง เดี๋ยวผมเข้าไปจับมันออกมา คุณปล่อยผมก่อนนะ”
พอออกมาจากตัวบ้าน เจียงเซี่ยก็ไม่กลัวเท่าไหร่แล้ว เธอพยายามตั้งสติให้มั่นคง คลายขาสองข้างออก แต่พอเธอก้มลงเห็นพื้นหญ้าที่ขึ้นรก ก็หดขากลับเข้าไปอีกครั้ง สองขารัดท่อนขาของเขาไว้แน่น ไม่ยอมลงไปเหยียบพื้นเด็ดขาด “ในลานบ้านนี่จะไม่มีงูใช่ไหมคะ?”
โจวเฉิงเหล่ย: “...”
เรื่องนี้เขาก็ไม่กล้าจะรับประกันจริงๆ หน้าร้อนขนาดนี้ การมีงูถือเป็นเรื่องปกติมาก
อาจจะเป็นเพราะเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ของเจียงเซี่ยดังเกินไป จนไปรบกวนเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ทำให้เพื่อนบ้านสองครอบครัวพากันเดินออกมาดู แล้วก็เห็นภาพคนสองคนกอดกันกลมอยู่ในท่าที่ ช่างบาดตาเสียจริง!
สายตาที่พวกเขามองเจียงเซี่ยเปลี่ยนไปทันที ถึงจะเป็นสามีภรรยากัน แต่มาทำเรื่องแบบนี้กันในลานบ้าน แถมยังร้องเสียงดังขนาดนั้น ช่างไม่มียางอายเอาเสียเลย!
โจวจวิ้นเจี๋ยเอ่ยหยอกล้อขึ้น “เฉิงเหล่ย นี่มันกลางวันแสกๆ นะ จะรีบร้อนขนาดรอให้เข้าห้องก่อนไม่ไหวเลยเหรอ?”
ขณะที่พูด สายตาของเขาก็มองไปยังบั้นท้ายของเจียงเซี่ยอย่างไม่ปิดบัง
ต่อให้เจียงเซี่ยจะหน้าหนาแค่ไหนก็ยังต้องหน้าแดง เธอรีบปล่อยโจวเฉิงเหล่ยแล้วลงมายืนบนพื้น แต่ก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ สายตากวาดมองพื้นใต้เท้าไปรอบหนึ่งอย่างระแวดระวัง
โจวเฉิงเหล่ยทำหน้าบึ้งตึง เขาก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าเจียงเซี่ยเพื่อบังสายตาของโจวจวิ้นเจี๋ยไว้ “อย่าพูดจาเหลวไหล!”
มีหญิงวัยสี่สิบห้าสิบปีคนหนึ่งเห็นสีหน้าของเจียงเซี่ยไม่สู้ดี ก็รู้ว่าทุกคนคงเข้าใจผิดกันไปแล้ว จึงตั้งใจจะช่วยสองสามีภรรยาคู่นี้ “อาเหล่ย เมียหลานเป็นอะไรไป? ตกใจอะไรเหรอ?”
โจวเฉิงเหล่ยรีบรับคำของคุณย่าทวด แล้วอธิบายให้ทุกคนฟัง “เมื่อกี้ในบ้านมีงูครับ เจียงเซี่ยเลยตกใจ เจียงเซี่ย นี่คือคุณย่าทวดนะ”
เจียงเซี่ยมองไป ประหลาดใจที่อีกฝ่ายอายุเท่านี้แต่กลับมีศักดิ์เป็นถึงคุณย่าทวดแล้ว แต่ก็ขอบคุณที่อีกฝ่ายตั้งใจจะช่วยแก้ต่างให้เธอ เธอยิ้มแล้วเอ่ยเรียก “สวัสดีค่ะคุณย่าทวด”
คุณย่าทวดยิ้มอย่างใจดี “เด็กดี!”
โจวเฉิงเหล่ยพูดต่อ “คุณยืนคุยกับคุณย่าทวดอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวผมเข้าไปจับงูเอง”
คุณย่าทวดพอได้ยินคำว่า ‘จับงู’ ตาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที “จับงูเหรอ? อยู่ไหน? ย่าไปจับเอง! งูมีอะไรน่ากลัว!”
คุณย่าทวดพุ่งเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางตื่นเต้นเหมือนกับได้ยินว่าในบ้านมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่
เจียงเซี่ย: “...”
โจวเฉิงเหล่ยอธิบาย “คุณย่าทวดจับงูเก่งมากครับ ผมเองก็เรียนวิชาจับงูมาจากท่าน เดี๋ยวผมเข้าไปดูหน่อย”
เจียงเซี่ยมีเพียงสองคำในใจ: นับถือ!
คุณย่าทวดหันกลับมาถาม “งูอยู่ไหนล่ะ?”
เจียงเซี่ยชี้เข้าไปในบ้าน “หันหน้าเข้าประตู ห้องขวาสุดค่ะ อยู่บนขื่อ ช่างเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูเข้าไปด้วยดีกว่า”
คนเยอะๆ เจียงเซี่ยก็ไม่กลัวเท่าไหร่แล้ว และอีกเหตุผลก็คือชาวบ้านหลายคนกำลังมองเธออยู่ยังกับเธอเป็นตัวประหลาด
โจวเฉิงเหล่ยก็ตามใจเธอ เขารู้ว่าเธอคงอึดอัดที่จะต้องเผชิญหน้ากับสายตาของชาวบ้านตามลำพัง มีคุณย่าทวดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจับงูอยู่ด้วย คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอก
สามคนเดินเข้าไปในบ้าน เจียงเซี่ยชี้ไปยังห้องนั้นแต่ก็ยังไม่กล้าเข้าไปอยู่ดี ได้แต่ยืนรออยู่ที่ห้องโถง
ไม่คิดว่าชาวบ้านคนอื่นๆ ก็จะตามเข้ามาดูเรื่องสนุกด้วย โจวจวิ้นเจี๋ยเองก็ไม่กลัวงู เขาอยากจะดูว่างูตัวนั้นมีราคาหรือไม่ ก็เลยเดินตามเข้าไปในห้อง
ผู้หญิงสามคนไม่ได้เข้าไป พานไต้ตี้ย้ายมายืนอยู่ข้างๆ เจียงเซี่ย แล้วถามด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น “หลานสะใภ้ พวกเธอมาทำความสะอาดบ้านเก่าหลังนี้ทำไมกันเหรอ?”
เจียงเซี่ยมองเธอแวบหนึ่ง ไม่รู้จัก และไม่มีความทรงจำ เธอจึงตอบกลับไป “ย้ายมาอยู่ค่ะ”
ผู้หญิงสามคนนี้คือเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันพอดี เป็นย่าสะใภ้ แม่สะใภ้ และหลานสะใภ้สามรุ่น ลูกสะใภ้คนโตของพานไต้ตี้ได้ฟัง ก็ถามขึ้นมาเหมือนกัน “ย้ายมาอยู่เหรอ? พวกเธอแยกบ้านกันแล้วเหรอ? เธอกับโจวเฉิงเหล่ยย้ายมาอยู่ด้วยกันสองคนเหรอ?”
“ค่ะ” เจียงเซี่ยพยักหน้า ขานรับเสียงเบา เธอไม่ชินกับการพูดคุยยืดยาว
แยกบ้านแล้วจริงๆ เหรอ? ลูกสะใภ้คนโตของพานไต้ตี้รู้สึกอิจฉาขึ้นมาอยู่บ้าง
พานไต้ตี้พูดต่อ “บ้านหลังนี้ทั้งเก่าทั้งโทรม เธอจะยอมย้ายมาอยู่ได้ยังไง? บ้านใหม่หลังใหญ่ของพวกเธอยกให้เถียนไฉ่ฮวาทั้งหมดเลยเหรอ?”
เจียงเซี่ยตอบ “บ้านหลังนี้ก็ไม่แย่ ทำความสะอาดหน่อยก็น่าอยู่แล้วค่ะ”
อย่างน้อยชาติก่อน เธอก็ไม่เคยได้อยู่บ้านแบบนี้ด้วยซ้ำ
สะใภ้คนเล็กของพานไต้ตี้มองเจียงเซี่ยแวบหนึ่ง ในแววตาเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ ขนาดบ้านใหม่หลังนั้นเธอยังไม่อยากจะอยู่เลย อาละวาดจะหย่าท่าเดียว แล้วบ้านหลังนี้เธอจะรู้สึกว่าน่าอยู่ได้อย่างไร? คาดว่าคงจะรอให้ชู้รักของเธอมารับถึงได้ไม่ใส่ใจ ยังไงก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก ดูท่าทางผิวบางร่างน้อยของเธอสิ ดูก็รู้แล้วว่าเป็นพวกไม่เจียมตัว อยู่ในหมู่บ้านแบบนี้ได้ไม่นานนักหรอกยังไงไม่ช้าก็เร็วก็ต้องจากไป
“แล้วนี่ใครเป็นคนเสนอให้แยกบ้าน? เธอเสนอ หรือว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเสนอกันละ? แล้วพ่อแม่สามีของพวกเธอใครจะเป็นคนเลี้ยงดู?” พานไต้ตี้ถามต่อไม่หยุด
“คุณป้าคะ หนูขอเข้าไปดูข้างในก่อนนะคะ” เจียงเซี่ยไม่ชินกับการพูดคุยเรื่องส่วนตัวพวกนี้ เธอจึงเดินเลี่ยงเข้าไปในห้อง
แต่เธอไม่รู้ว่าการคบค้าสมาคมกับผู้หญิงประเภทนี้ในหมู่บ้านก็ต้องพูดคุยเรื่องพวกนี้ให้เยอะๆ เรื่องบ้านนั้นบ้านนี้ รวมถึงเรื่องซุบซิบของบ้านตัวเองก็ต้องเอาไปแลกเปลี่ยน อะไรก็ต้องพูดหมด แถมยังต้องมีความเห็นคล้อยตามพวกเธอด้วย ถ้าเธอไม่ยอมพูดคุยด้วย คนอื่นก็จะรู้สึกว่าเธอทำเป็นสูงส่งจอมปลอม ไม่ยอมเข้าพวก
พานไต้ตี้เห็นเธอทำท่าไม่สนใจตัวเอง ก็กลอกตามองบนใส่แผ่นหลังของเจียงเซี่ย ถุย! คนเมืองแล้วจะวิเศษวิโสมาจากไหน ถามแค่สองสามคำก็ไม่ยอมคุยด้วย ทำเป็นหยิ่งยโส!
เจียงเซี่ยยืนอยู่ข้างในขอบประตูห้อง ก็เห็นงูสองตัวยังคงขดอยู่บนขื่อบ้าน โจวเฉิงเหล่ยเก็บไม้กวาดยาวที่เจียงเซี่ยโยนทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาเพื่อจะเขี่ยงูลงมา
งูตัวหนึ่งพันรอบด้ามไม้ไผ่แล้วเลื้อยลงมาอย่างรวดเร็ว
งูอีกตัวหนึ่งตกใจ เลื้อยหนีไปตามขื่อ
คุณย่าทวดร้องขึ้น “อาเหล่ย ให้ย่าเอง ย่าเอง!”
โจวเฉิงเหล่ยจึงวางด้ามไม้ไผ่ลง
คุณย่าทวดเดินอ้อมไปทางด้านหลัง ฉวยโอกาสลงมืออย่างคล่องแคล่ว ใช้มือเดียวบีบเข้าไปที่จุดตายเจ็ดนิ้วของงูอย่างแม่นยำ หางงูนั้นก็รีบม้วนรัดแขนของเธอไว้ทันที
เจียงเซี่ยมองแล้วรู้สึกขนลุกขนพองไปทั้งตัว
บนขื่อยังมีอีกตัวหนึ่ง โจวเฉิงเหล่ยโยนไม้กวาดยาวทิ้ง เขาถอยหลังสองสามก้าวแล้วกระโดดขึ้นไปเบาๆ สองมือก็คว้าขื่อบ้านไว้ได้ เขาออกแรงแขนทั้งสองข้าง ร่างทั้งร่างก็ลอยขึ้นไป จากนั้นก็ใช้ขายาวๆ เกี่ยวพาดขึ้นไป ก็ปีนขึ้นไปบนขื่อได้สำเร็จ
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้งูอย่างระมัดระวัง
เจียงเซี่ยไม่กล้ามองงู แต่ก็กลัวว่ามันจะตกลงมาใส่หัว
แขนที่อยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ตที่ม้วนขึ้นของโจวเฉิงเหล่ยนั้น กล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงาม เส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อย ขาสองข้างที่ยาวเหยียดในกางเกงทหารสีเขียวก็ดูแข็งแรงและทรงพลังอย่างยิ่ง
“ไป ไป ไป ไปทางโน้น!” คุณย่าทวดมือหนึ่งบีบคองูไว้ อีกมือหนึ่งก็เก็บไม้กวาดยาวขึ้นมา เพื่อไล่ต้อนงูอีกตัวหนึ่ง
เจียงเซี่ยได้สติกลับมา เห็นงูตัวนั้นเลื้อยไปอีกทางหนึ่ง ใจเธอก็เต้นรัว ไม่กล้ามอง ได้แต่หันไปมองทางอื่นตามสัญชาตญาณ แล้วก็พบว่าผู้หญิงสามคนเมื่อกี้กำลังจ้องมองโจวเฉิงเหล่ยตาไม่กะพริบ สายตานั้นแทบจะน้ำลายไหลออกมาอยู่แล้ว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำขึ้นมา
ผู้ชายอย่างโจวเฉิงเหล่ยที่มีหน้าตางดงามร่างกายแข็งแรงกำยำ ทั้งตัวยังแผ่กลิ่นอายของเสน่ห์แบบชายชาตรีผู้ถือสันโดษ ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันก็ถือเป็นนักฆ่าใจสาวตั้งแต่รุ่นแปดขวบไปจนถึงแปดสิบได้อย่างสบายๆ
โจวจวิ้นเจี๋ยเดินมายืนอยู่ข้างๆ เจียงเซี่ยโดยไม่รู้ตัว “น้องสะใภ้กลัวงูเหรอ?”
เจียงเซี่ยมองเขาอย่างเย็นชา แล้วเดินหนีไปทันที
โจวจวิ้นเจี๋ยยิ้มมุมปาก
บนขื่อ โจวเฉิงเหล่ยหาจังหวะได้เร็วมาก เขาเอื้อมมือไปบีบที่จุดตายเจ็ดนิ้วของงูอย่างแม่นยำ จากนั้นก็กระโดดลงมาลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง
โจวเฉิงเหล่ยกับคุณย่าทวดบีบคองูเดินมาทางประตูห้อง เจียงเซี่ยที่ยืนอยู่ที่ประตูพอเห็นงูแลบลิ้นแผล็บๆ ออกมาก็ตกใจจนหันหลังวิ่งหนีไปเลย
คุณย่าทวดเห็นดังนั้นก็หัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ กลัวอะไรกัน? นี่มันแค่งูหญ้า ไม่มีพิษหรอก มีอยู่ทุกที่แหละ ต่อไปถ้าหลานเห็นบ่อยๆหลังจากนี้เดี๋ยวก็ชินไปเอง ไม่ต้องกลัวหรอก”
เจียงเซี่ย: “...”
(จบบท)