บทที่ 121: ค่ำคืนแห่งคำสัญญา
มือของเจียงเซี่ยวางลงบนหน้าท้องแบนราบของตนโดยไม่รู้ตัว...ในหัวเริ่มคำนวณความเป็นไปได้ต่างๆ นานา หากมีชีวิตน้อยๆ เกิดขึ้นมาจริงๆ เธอก็พร้อมที่จะให้เขาลืมตาดูโลก
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนสิงหาคม หากตั้งครรภ์ตอนนี้ เด็กก็น่าจะเกิดราวเดือนพฤษภาคมปีหน้า ซึ่งก็ยังทันเวลาให้เธอได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย แต่เธอก็พร้อมที่จะสู้
โจวเฉิงเหล่ยเห็นเธอนิ่งเงียบไป หัวใจของเขาก็บีบรัดด้วยความกังวล เขากลัวว่าเธอจะปฏิเสธ กลัวว่าความฝันที่จะสร้างครอบครัวกับเธอจะพังทลายลง เขาโอบกอดเธอแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไป
“ถ้าไม่ต้องการเขา...มันจะไม่ดีต่อร่างกายของคุณนะ ผมได้ยินมาว่ามันอันตรายมาก”
อ้อมกอดที่รัดแน่นจนเกินไปทำให้เธอรู้สึกเจ็บจนได้สติกลับคืนมา
“มีเขาแล้วทำไมถึงจะไม่ต้องการล่ะคะ” เธอพูดพลางคลายอ้อมแขนของเขาออก
“นั่นลูกของเราทั้งคนนะ คุณต่างหากล่ะที่ไม่อยากได้เขารึเปล่า”
“ไม่ใช่นะ! ผมจะไม่อยากได้ได้ยังไงกัน”
เขารีบปฏิเสธเสียงหลง นั่นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขากับเธอ มีหรือที่เขาจะไม่อยากได้! ที่ผ่านมาเขาเพียงแค่ไม่อยากให้เธอต้องมาลำบากอุ้มท้องตั้งแต่อายุยังน้อย เธอยังมีอนาคต มีมหาวิทยาลัยที่อยากจะเข้าเรียน เขาจึงไม่เคยคาดหวังว่าเธอจะอยากมีลูกเร็วขนาดนี้
“ถ้ามีก็ต้องมีสิคะ” เธอยิ้มบางเบา
“ฉันคำนวณดูแล้ว ถึงตอนนั้นก็ยังทันได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอยู่ แต่ว่าเรื่องลูกก็คงจะต้องรบกวนคุณ...”
“ผมจะดูแลเขาเอง!” เขารีบรับคำอย่างหนักแน่น
“คุณวางใจได้เลย ผมจะดูแลลูกของเราให้ดีที่สุด” แววตาและหางคิ้วของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุขจนปิดไม่มิด
“ค่ะ” เธอเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ
เจียงเซี่ยอดที่จะขำไม่ได้กับท่าทีตื่นเต้นของเขา ทั้งๆที่มันเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
เมื่อเขาเห็นรอยยิ้มของเธอ เห็นแววตาที่ยอมรับและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเช่นเดียวกับเขา หัวใจของเขาก็ถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยนและอบอุ่นจนไม่เหลือช่องว่างใดๆ อีกต่อไป...ดีเหลือเกิน เธอช่างดีเหลือเกิน ดีจนเขารู้สึกว่าไม่ว่าจะรักเธอมากแค่ไหนก็ยังไม่เพียงพอ
เขาประทับจูบลงบนเรียวปากของเธออย่างนุ่มนวลและลึกซึ้ง
ค่ำคืนนี้ยาวนานเป็นพิเศษ ขณะที่เสียงพูดคุยจากลานบ้านค่อยๆ เงียบหายไป เสื้อผ้าบนโต๊ะหนังสือกลับเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนกองเป็นภูเขาย่อมๆ โจวเฉิงเหล่ยอุ้มร่างที่อ่อนระทวยของเธอไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อหา "เครื่องมือ" แต่กลับถูกฝ่ามือบางของเธอแตะไว้ที่บานประตู
เขามองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกดั่งห้วงมหรรณพ
ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ “เดือนนี้...ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินะคะ ถ้าเขาจะมาก็ให้เขามา แต่ถ้าไม่...เดือนหน้าเราค่อยป้องกันกันใหม่”
ความรักคือการเดินทางเข้าหากันของคนสองคน เขาที่อายุเกือบสามสิบยอมที่จะรอเธอได้หลายปี ตอนนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยขึ้น เธอก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อเขาดูสักเดือน การมีลูกไม่ว่าจะเร็วหรือช้าต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าลูกของพวกเขาจะมาด้วยความตั้งใจหรือความบังเอิญ เธอก็พร้อมที่จะต้อนรับเขาเสมอ
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงช้าๆ เขารวบร่างของเธอเข้ามากอดไว้แน่น...เพื่อทำตามความปรารถนาของเธอ และของตัวเขาเอง
เขาเป็นคนรักษาสัญญาเสมอมา...และครั้งนี้ เขาก็ได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้เมื่อตอนกลางวัน...ว่าจะกอดเธอไว้ตลอดไป
เมื่อไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น หัวใจสองดวงที่ซื่อตรงต่อกันก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความรักที่อัดอั้นไว้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างท่วมท้น จนต่างฝ่ายต่างพ่ายแพ้ยับเยินในอ้อมแขนของกันและกัน
โจวเฉิงเหล่ยรู้ดีว่าเขาพ่ายแพ้ให้กับเธออย่างราบคาบแล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้น แต่เขาก็ไม่สนใจมันอีกต่อไป ขณะที่เจียงเซี่ยกลับตกใจจนแทบสิ้นสติ! เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเธอก็ถูกเขากดแนบชิดกับผนังห้องอย่างหมดแรงขัดขืน
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
คนทั้งสองตื่นขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ราวกับมีด้ายแห่งโชคชะตาผูกพันพวกเขาไว้ด้วยกัน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เจียงเซี่ยกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลหวานใสราวกับเสียงของนกขมิ้นที่ขับขานในยามเช้ากลางหุบเขา
การได้ตื่นขึ้นมาแล้วพบกับรอยยิ้มของเธอและได้ยินเสียงทักทายที่ข้างหู มันช่างเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เช้าทั้งวันอบอุ่นได้อย่างน่าประหลาด โจวเฉิงเหล่ยยิ้มตอบกลับ แววตาที่เคยเคร่งขรึมพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาดึงร่างของเธอเข้ามากอดแล้วประทับจูบลงบนหว่างคิ้ว “อรุณสวัสดิ์ครับ”
เจียงเซี่ยสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังตื่นตัว...หัวใจของเธอสั่นสะท้าน เมื่อคืนเขาก็...ครั้งแล้วครั้งเล่า แถมแต่ละครั้งก็ยังเนิ่นนานขนาดนั้น วันนี้พวกเขาจะไม่ต้องออกไปไหนกันแล้วหรืออย่างไร เธอรีบผลักเขาออก
“รีบลุกขึ้นเลยค่ะ! ต้องไปซื้อเรือที่ในเมืองนะ เร็วเข้า!”
เมื่อใช้มือผลักไม่สำเร็จ เธอก็เลยใช้เท้าถีบเขาแทน
“อย่าขยับครับ!” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่าลงไปหลายส่วน
รู้ดีว่าเมื่อวานเธอคงจะเหนื่อยมามากแล้ว โจวเฉิงเหล่ยจึงได้แต่กอดเธอไว้แน่นๆ แล้วถอนหายใจ “คุณต้องออกกำลังกายบ้างแล้วนะ ร่างกายบอบบางเกินไปจริงๆ”
บ้าบอที่สุด! ทำไมเขาไม่บอกว่าตัวเองพลังงานล้นเหลือเกินไปกันล่ะ!
“คุณนั่นแหละที่ต้องรีบลุกไปวิ่งเลย วิ่งให้นานกว่าเดิมด้วย ต่อไปนี้ต้องวิ่งทั้งเช้าทั้งเย็น วันละยี่สิบกิโลเมตรไปเลย!” ต้องให้เขาไปใช้พลังงานกับเรื่องอื่นบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะเอาแต่มาลงที่เธอ!
เขาหัวเราะเบาๆ “งั้นคุณก็ต้องวิ่งเป็นเพื่อนผมนะ”
“ไม่เอาค่ะ!” เธอปฏิเสธทันควัน สมัยเรียน การวิ่ง 800 เมตรคือฝันร้ายของเธอ!
“ตอนที่คุณวิ่งไม่ไหว ผมจะแบกคุณวิ่งเอง”
คำพูดนั้นทำให้เธอใจเต้น...ถ้าเขาแบกเธอวิ่ง ตอนกลางคืนเขาก็คงจะไม่มีแรงเหลือแล้วสินะ “ถ้างั้นว่างๆ ค่อยลองดูกันค่ะ แต่ตอนนี้ลุกได้แล้ว วันนี้มีเรื่องต้องทำอีกเยอะนะคะ”
“ครับ” เขารับคำแล้วลุกขึ้นไปหาเสื้อผ้าให้เธอ วันนี้มีธุระสำคัญหลายอย่างจริงๆ
อาหารเช้าวันนี้คือโจ๊กข้าวฟ่างปลิงทะเล ซึ่งปลิงทะเลทั้งหมดอยู่ในชามของเจียงเซี่ยแต่เพียงผู้เดียว ไม่เพียงแค่นั้น โจวเฉิงเหล่ยยังบรรจงปอกไข่ต้มและคีบเนื้อกุ้งในชามของตนไปใส่ให้เธออีก “ทานเยอะๆ นะครับ” นี่คือสัญญาณที่เขาส่งให้พ่อกับแม่ได้รับรู้โดยนัยว่าพวกเขาจะต้องดูแลลูกสะใภ้คนนี้ให้ดีที่สุด
“ฉันทานไม่ไหวหรอกค่ะ” เธอรีบห้าม “คุณแม่คะ ครั้งหน้าใส่ปลิงทะเลเยอะๆ ให้ทุกคนได้ทานด้วยกันนะคะ”
“อาเหล่ยบอกว่าลูกร่างกายอ่อนแอ เป็นไข้บ่อย กินปลิงทะเลแล้วจะแข็งแรงขึ้น” แม่โจวยิ้มอย่างเอ็นดู “ของแบบนี้มันหายาก พวกเราแข็งแรงกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกินหรอกลูก ลูกนั่นแหละที่ต้องทานเยอะๆ”
“ใช่แล้วลูก” พ่อโจวพยักหน้าเสริม “เสี่ยวเซี่ยทานเยอะๆ เลยนะ สุขภาพที่ดีคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด พวกพ่อแก่แล้ว ไม่ได้อยากกินของพวกนี้แล้วล่ะ”
เมื่อผู้ใหญ่เอ่ยเช่นนี้ เธอก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ได้แต่ตั้งใจว่าคราวหน้าจะลงมือทำอาหารให้ทุกคนทานด้วยตัวเอง
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาสี่คนก็ออกเดินทางไปยังอู่ต่อเรือของเมือง โดยครั้งนี้โจวเฉิงซินเป็นคนขี่จักรยานซ้อนท้ายพ่อโจว ส่วนโจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยก็ขี่กันไปคนละคัน
ยามเฝ้าประตูจำพวกเขาได้จึงพาไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการโจวโดยตรง
“เตรียมเงินมาพร้อมแล้วเหรอ” ผู้อำนวยการโจวที่กำลังปวดหัวอยู่กับการศึกษาแบบแปลนของ "วงแหวนเคนท์" เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
เจียงเซี่ยยื่นซองเอกสารให้เขา “นี่คือเงินมัดจำส่วนที่เหลือค่ะ ท่านผู้อำนวยการลองนับดูนะคะ”
เขาเทเงินเจ็ดปึกออกมาแล้วเริ่มนับอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็เสร็จสิ้น “ถูกต้องครับ เดี๋ยวผมเขียนใบเสร็จให้”
เขาล็อกเงินไว้ในลิ้นชักแล้วเริ่มเขียนใบเสร็จ
“ต้องขอบคุณพวกคุณนะที่ทำให้เราได้ออเดอร์ใหญ่ๆ มา เรือของพวกคุณน่าจะเสร็จเร็วขึ้น อาจจะก่อนกำหนดสักเดือนหนึ่งเลย”
“ขอบคุณมากเลยค่ะ!” เจียงเซี่ยยิ้มอย่างยินดี “แต่ถึงพวกเราจะอยากได้เรือเร็วแค่ไหน ออเดอร์ของเพื่อนชาวต่างชาติก็สำคัญกว่านะคะ พวกเราไม่อยากรบกวนจริงๆ รอตามกำหนดก็ได้ค่ะ”
คำพูดที่ถ่อมตนและมีเหตุผลของเธอทำให้ผู้อำนวยการโจวรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง “ไม่ต้องห่วงหรอก การเร่งทำเรือที่ใกล้จะเสร็จอยู่แล้วให้เรียบร้อย ก็เพื่อให้เรามีกำลังคนไปทุ่มเทให้กับออเดอร์ใหญ่สองล็อตนั้นได้เต็มที่น่ะ”
“แล้วเรื่องวงแหวนเคนท์ล่ะคะ มีความคืบหน้าบ้างรึยัง”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น คิ้วของผู้อำนวยการโจวก็ขมวดเข้าหากันทันที “ยังเลย กำลังพยายามกันอยู่”
วงแหวนเคนท์มีโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องการความแม่นยำในระดับที่คลาดเคลื่อนได้ไม่เกินหนึ่งส่วนพันของเส้นผม การผลิตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถึงจะยากเพียงใด พวกเขาก็ต้องทำให้สำเร็จ เพราะหากต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาต่อชิ้นนั้นสูงถึงหนึ่งพันกว่าดอลลาร์สหรัฐ เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่หนึ่งลำต้องใช้วงแหวนนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นแสนๆ หยวน
เป็นจังหวะเดียวกับที่พนักงานเทคนิคคนหนึ่งถือม้วนพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่เข้ามา เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นจึงรีบขอตัวลาอย่างรู้กาลเทศะ
ขณะที่พวกเขากำลังจะเดินจากไปนั้นเอง โจวเฉิงเหล่ยที่เดินตามหลังอยู่เหลือบไปเห็นเนื้อหาบนพิมพ์เข้านั้นโดยบังเอิญ...และแล้วสองเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงักราวกับถูกแช่แข็ง
(จบบท)