บทที่ 125: ลูกชายฉันช่างเอาใจคนเก่งเสียจริง!
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงเซี่ยเดินออกจากห้างสรรพสินค้าโดยมีเงินสดจำนวน หนึ่งหมื่นสามพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าหยวนห้าเหมาห้าเฟิน อยู่กับตัว
พ่อโจวและโจวเฉิงซินต้องคอยพยุงกันและกันเพื่อก้าวเดินตามหลังคู่หนุ่มสาวไปติดๆ ภาพของธนบัตรใบละสิบหยวนที่มัดรวมกันเป็นปึกหนาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตยังคงติดตา
ทั้งสองคนขาสั่นจนแทบจะก้าวไม่ออก แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโจวเฉิงเหล่ยกับเจียงเซี่ยถึงได้ดูใจเย็นและไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่าเงินในกระเป๋านั้นมีค่าเพียงเศษเงินเท่านั้น
เจียงเซี่ยรู้สึกว่าการเก็บเงินจำนวนมากขนาดนี้ไว้ที่บ้านนั้นไม่ปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย ตลอดสองวันที่ผ่านมาแม่โจวถึงกับต้องลุกไปตรวจดูประตูบ้านถึงสามครั้งก่อนนอน และในตอนกลางวันก็ไม่กล้าออกไปไหนไกล
“หรือว่าเราจะไปเปิดบัญชีที่ธนาคารกันดีไหมคะ เอาเงินไปฝากไว้พอจะใช้ค่อยถอนออกมา”
“แบบนั้นก็ปลอดภัยกว่านะ” พ่อโจวเห็นด้วย
“แต่ทุกครั้งที่ต้องใช้เงินก็ต้องเข้ามาถอนถึงในเมือง มันจะลำบากเกินไปหน่อย”
“กลับไปเปิดบัญชีที่สหกรณ์สินเชื่อในตัวอำเภอก็ได้ครับ ที่นั่นใกล้กว่า” โจวเฉิงเหล่ยเสนอ ซึ่งเขาก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ครอบครัวจึงได้ออกเดินทางด้วยจักรยานมุ่งหน้ากลับไปยังตัวอำเภอทันที
แต่การเดินทางก็ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิด เพราะเจียงเซี่ยเผลอหลับไปอีกแล้ว อากาศยามบ่ายที่อบอ้าวประกอบกับจังหวะการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอของจักรยานกลายเป็นยานอนหลับชั้นดี ไม่นานเปลือกตาของเธอก็หนักอึ้งและปิดลงในที่สุด ศีรษะของเธอเอนซบลงบนแผ่นหลังที่กว้างและอบอุ่นของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อโจวเฉิงเหล่ยรู้สึกได้ว่าคนข้างหลังหลับไปแล้ว เขาก็ชะลอความเร็วลงทันที แล้วส่งสัญญาณให้พ่อกับพี่ชายขี่ล่วงหน้าไปก่อน แต่มีหรือที่คนทั้งสองจะยอม ในเมื่อเจียงเซี่ยกำลังแบกเงินก้อนใหญ่อยู่กับตัว! หากเกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร พวกเขาจึงตัดสินใจขี่จักรยานตามหลังไปอย่างช้าๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นองครักษ์จำเป็น
โจวเฉิงซินอดที่จะทึ่งในตัวน้องชายไม่ได้ เขายอมขี่จักรยานช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ เพียงเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของภรรยา แม้แต่พ่อของเขาก็ยังยิ้มอย่างมีความสุขราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
ระหว่างทาง พวกเขาก็พบกับเวินหว่าน เธอกำลังจอดพักอยู่ข้างทางด้วยสภาพที่อิดโรยราวกับจะเป็นลมแดด น้ำในกระติกของเธอดื่มหมดแล้ว ทั้งร้อนและกระหายน้ำอย่างรุนแรง แต่ความปรารถนาที่จะเอาชนะเจียงเซี่ยในทุกๆ ด้านก็ยังคงรุนแรงกว่า เธอไม่อยากให้ผิวของตนเองคล้ำลงแม้แต่เฉดเดียวจึงได้แต่ทนห่อหุ้มร่างกายไว้ภายใต้เสื้อผ้าที่หนาทึบ
แต่แล้วความกระหายน้ำอย่างรุนแรงก็บีบคั้นจนเธอแทบทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อเห็นพวกเขาขี่จักรยานใกล้เข้ามา เธอจึงตัดสินใจกล้ำกลืนความหยิ่งทะนงของตนเองแล้วขอความช่วยเหลือ
“พี่โจว! คุณลุงหย่งฝู! พี่ใหญ่โจว!” เธอโบกมือและตะโกนเรียกสุดเสียง
และเสียงนั้นก็ปลุกให้เจียงเซี่ยตื่นขึ้นมาอีกจนได้!
โจวเฉิงเหล่ยขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เขาจอดจักรยานอย่างมั่นคงแล้วบีบข้อมือของเธอเบาๆ “ตื่นแล้วเหรอครับ จะดื่มน้ำหน่อยไหม”
เธอพยักหน้ารับแล้วค่อยๆ ยืดตัวตรงอย่างงัวเงีย
เวินหว่านเหลือบมองโจวเฉิงเหล่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปหาพ่อโจวด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสาร “คุณลุงหย่งฝูคะ หนูหิวน้ำมากเลยค่ะ รู้สึกเหมือนจะเป็นลมแดดแล้ว พวกคุณลุงพอจะมีน้ำเหลือบ้างไหมคะ”
พ่อโจวรู้จักกับพ่อของเวินหว่านเป็นอย่างดี ประกอบกับความเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาจึงไม่สามารถทำเป็นเพิกเฉยได้ แต่เมื่อสำรวจดูแล้วน้ำของเขากับของโจวเฉิงซินก็หมดเกลี้ยงแล้วเช่นกัน
“อาเหล่ย ที่แกยังมีเหลือไม่ใช่เหรอ”
โจวเฉิงเหล่ยเปิดฝากระติกออกแล้วยื่นให้เจียงเซี่ย “ของผมก็เหลือไม่มากแล้วครับ เจียงเซี่ยนอนมาตลอดทางยังไม่ได้ดื่มน้ำเลย เธอต้องดื่มด้วย” เขากล่าวพลางเหลือบมองเวินหว่าน “แต่ข้างหน้าไม่ไกลก็มีลำธารภูเขาอยู่ จะไปตักตรงนั้นก็ได้ครับ ใกล้แค่นี้เอง”
เขาไม่ต้องการให้เจียงเซี่ยต้องเสี่ยงดื่มน้ำที่ไม่สะอาดแล้วเกิดปวดท้องขึ้นมากลางทาง
“ใช่ๆ ข้างหน้ามีลำธารภูเขาอยู่จริงด้วย!” พ่อโจวนึกขึ้นได้
“เราไปที่นั่นกันเถอะ จะได้ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นด้วย!”
เวินหว่านที่มองเจียงเซี่ยกำลังดื่มน้ำอย่างสบายใจก็ได้แต่กลืนน้ำลายที่แห้งผากของตนเองลงคอ “คุณลุงคะ หนูไม่มีแรงแม้แต่จะขี่จักรยานแล้วค่ะ”
พ่อโจวขมวดคิ้วด้วยความรำคาญเล็กน้อย แต่ด้วยความเชื่อเรื่องการทำดีได้ดีและไม่อาจทนเห็นลูกสาวของเพื่อนเก่าเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตาได้ เขาจึงหันไปสั่งลูกชายคนโต
“อาซิน แกก็พาเสี่ยวหว่านซ้อนท้ายไปสิ”
หลังจากสลับสับเปลี่ยนจักรยานกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินทางต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรจนกระทั่งถึงลำธารภูใสที่ไหลรินอยู่ข้างทาง
โจวเฉิงเหล่ยให้ทุกคนลงไปก่อน ส่วนเขากับเจียงเซี่ยอาสาอยู่เฝ้ารถจักรยานและสมบัติล้ำค่าไว้บนถนน เมื่อคนทั้งสามล้างหน้าล้างตาและเติมน้ำจนพอใจแล้ว เขาก็จูงมือเจียงเซี่ยลงไปที่ลำธารบ้าง
น้ำในลำธารเย็นเฉียบช่วยให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว สายตาของโจวเฉิงเหล่ยก็พลันไปสะดุดเข้ากับต้นไม้พุ่มหนึ่งที่กำลังออกดอกสีแดงสดอยู่ริมลำธาร เขาเดินเข้าไปเด็ดดอกที่ยังตูมอยู่ดอกหนึ่ง บรรจงแกะกลีบเลี้ยงสีเขียวที่หุ้มอยู่ออก แล้วยื่นดอกไม้นั้นไปจ่อที่ริมฝีปากของเจียงเซี่ย “ลองดูดสิครับ”
เธอทำตามอย่างว่าง่าย แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างเป็นประกายด้วยความประหลาดใจ “หวานจัง! นี่มันน้ำหวานจากดอกไม้เหรอคะ”
เขายิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นท่าทีเหมือนเด็กๆ ของเธอ “ครับ ยังจะเอาอีกไหม”
“เอาค่ะ!”
เขาจึงหันกลับไปเด็ดดอกไม้ที่ยังตูมอยู่ทั้งต้นมาให้เธอ
ภาพของหนุ่มสาวที่กำลังหยอกล้อกันอย่างน่ารักอยู่ริมลำธารนั้นอยู่ในสายตาของคนอีกสามคนที่ยืนอยู่บนถนน
เวินหว่านที่เพิ่งจะรอดพ้นจากความตายได้แต่ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน...โจวเฉิงเหล่ยช่างเป็นผู้ชายที่ดีพร้อมจริงๆ ทั้งมีความสามารถ หาเงินเก่ง ใส่ใจ และยังรู้จักสร้างความโรแมนติกเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย เขาคือสามีในอุดมคติอย่างแท้จริง หากเธอได้เกิดใหม่เร็วกว่านี้สักหน่อยก็คงจะดี!
ส่วนพ่อโจวนั้นมองภาพตรงหน้าแล้วก็ยิ้มอย่างมีความสุข ลูกชายช่างรู้จักวิธีเอาอกเอาใจภรรยาเสียจริง! วันนี้ปลดล็อกท่าแสดงความรักแบบใหม่ได้อีกแล้ว พรุ่งนี้เงินทองต้องไหลมาเทมาไม่ขาดสายแน่นอน!
หลังจากเด็ดดอกไม้จนพอใจแล้ว โจวเฉิงเหล่ยยังแกล้งนำดอกไม้ดอกหนึ่งไปทัดไว้ที่หูของเจียงเซี่ย เธอจึงส่งสายตาค้อนให้เขาหนึ่งวงแล้วรีบหยิบมันออกอย่างเขินอาย
เขายิ้มขำก่อนจะนำดอกไม้นั้นไปเสียบไว้ที่หมวกฟางของเธอแทน แล้วจึงจูงมือเธอกลับขึ้นไปบนถนน “ไปกันเถอะครับ!”
(จบบท)