บทที่ 140 ผู้ชายไม่ได้เรื่อง!
ดวงตาของเวินหว่านเบิกกว้างด้วยความโลภ เธอทะยานไปข้างหน้าราวกับเหยี่ยวที่เห็นเหยื่อ!
แต่เจียงเซี่ยเร็วกว่า! เธอก้าวเท้าเหยียบทับสีแดงนั้นไว้แน่น ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วใช้สะโพกกระแทกออกไปด้านข้างอย่างแรง!
ตูม! ร่างของเวินหว่านถูกกระแทกจนลอยไปทั้งตัวก่อนจะร่วงลงไปนั่งจุกบนพื้นทราย เธอเงยหน้าขึ้นมองเจียงเซี่ยด้วยแววตาโกรธจัด “แกมาชนฉันทำไม!”
เจียงเซี่ยมองกลับด้วยสายตาเย็นเยียบ “ยังจะมาแกล้งโง่อีก! ไสหัวไปไกลๆ อย่าแม้แต่จะคิดมาแย่ง! ไม่งั้นฉันจะบิดแขนแกให้หักเป็นสองท่อน!”
“แย่งอะไรกัน? ก็แกเป็นคนพูดเองไม่ใช่รึไงว่าใครเจอก่อนก็เป็นของคนนั้น!” เวินหว่านตะเกียกตะกายลุกขึ้น พุ่งเข้าใส่เจียงเซี่ยหมายจะผลักให้ล้ม
ในเมื่อมีโจวกั๋วหัวอยู่ทั้งคน เธอจะกลัวอะไร!
แววตาของเจียงเซี่ยพลันคมกริบดุจใบมีด เธอไม่ปล่อยให้เวินหว่านได้ตั้งตัว คว้าข้อมือที่พุ่งเข้ามาไว้แน่น แล้วบิดกลับหลังอย่างรวดเร็วและแรง! “กร๊อบ!” เสียงข้อต่อหลุดดังก้องอยู่ในความเงียบ จากนั้นก็กระชากเรือนผมของเวินหว่านอย่างไม่ปรานี “แย่งสิ! ตอนนี้เลย! ถ้าแกแย่งไปได้ มันก็เป็นของแก!”
ความเจ็บปวดแหลมลึกแล่นจากข้อมือไปทั่วแขน ผมก็ถูกกระชากอย่างแรงจนหนังศีรษะแทบจะหลุดออกมา เวินหว่านกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มือข้างที่ดีอยู่รีบคว้าโคนผมตัวเองไว้ตามสัญชาตญาณ “โจวกั๋วหัว! แกมันตายไปแล้วรึไง? ยังไม่รีบมาช่วยฉันอีก! อ๊า...เจ็บเหลือเกิน!”
“เธอทำบ้าอะไรน่ะ? ปล่อยเสี่ยวหว่านเดี๋ยวนี้!” โจวกั๋วหัวพุ่งเข้ามาหมายจะคว้าแขนของเจียงเซี่ยเพื่อหยุดการกระทำอันโหดเหี้ยมนั้น
เจียงเซี่ยกระตุกยิ้มเย้ยหยัน เธอออกแรงกระชากผมของเวินหว่านอีกครั้งจนหน้าหงาย ก่อนจะผลักร่างนั้นไปทางโจวกั๋วหัว “ไสหัวไปซะ! ถ้ายังหน้าด้านคิดจะแย่งอีก ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน!”
โจวกั๋วหัวรับร่างของเวินหว่านไว้ได้ทันท่วงที เขาปล่อยเธอแล้วปรี่เข้ามาเผชิญหน้ากับเจียงเซี่ยด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
“เธอผลักคนแล้วยังทำร้ายคนอีก ยังมีหน้ามาเถียงข้างๆ คูๆ อีกเรอะ? อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าตบผู้หญิงนะ! ฉันให้โอกาสเธอครั้งสุดท้าย...ขอโทษเสี่ยวหว่านซะ! ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ!”
เจียงเซี่ยหัวเราะเสียงเย็น “ตาแกบอดรึไง? ไม่เห็นเหรอว่าใครกันแน่ที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาจะแย่งของที่ฉันเพิ่งขุดเจอ? จะให้ฉันไม่ผลัก แล้วให้อ้าแขนต้อนรับรึไง? โทษทีนะ ฉันไม่ใช่แก ที่จะปลาบปลื้มกับการที่มีคนมาเสนอตัวให้ถึงที่!”
“กั๋วหัว...ข้อมือฉันเจ็บไปหมดแล้ว! มันหักข้อมือฉัน!” เวินหว่านทั้งอับอายทั้งโกรธจนหน้าแดงก่ำ จะมามัวขอโทษอะไรกันอีกเล่า! ตบอีนางสารเลวนี่เลยสิ!
โจวกั๋วหัวหันไปมอง พอเห็นข้อมือของเวินหว่านห้อยตกลงมาอย่างผิดรูป เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันหลุดออกจากข้อต่อแล้ว ความคิดที่ว่าเจียงเซี่ยช่างเป็นผู้หญิงที่อำมหิตก็ผุดขึ้นในใจ!
เขาพุ่งเข้าหาเจียงเซี่ย หมายจะจับเธอให้มั่น แล้วทำให้เธอได้ลิ้มรสความเจ็บปวดแบบเดียวกันบ้าง
แต่เจียงเซี่ยกลับเอี้ยวตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว แล้วยกเท้าขึ้นฟาดเข้าไปที่หัวเข่าของเขาอย่างแรงและเร็ว!
ในจังหวะนั้นเอง เถียนไฉ่ฮวาก็ทะยานเข้ามาดุจแม่เสือที่ปกป้องลูก! เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้ร่างหนาๆ ของเธอกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของโจวกั๋วหัวอย่างเต็มแรง!
โจวกั๋วหัวที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นทรายทั้งสองข้าง!
เวินหว่านยืนอึ้ง “...”
เดิมทีโจวกั๋วหัวไม่ได้คิดจะสู้จริงจัง แค่ต้องการจะ ‘สั่งสอน’ เจียงเซี่ยเท่านั้น จึงไม่ได้ระวังตัวแม้แต่น้อย เขานึกไม่ถึงว่าผู้หญิงสองคนจะประสานงานกันได้รวดเร็วและรุนแรงถึงเพียงนี้ พอโดนลูกเตะเข้าเต็มๆ แล้วยังโดนกระแทกซ้ำอีก เข่าของเขาก็หมดแรงไปดื้อๆ!
เขารีบยันตัวลุกขึ้น “พวกเธอ...”
เถียนไฉ่ฮวาท้าวสะเอว แอ่นอกเข้าใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว “พวกเราทำไม? หา? แกอยากมีเรื่องใช่ไหม? ก็เอาเลยสิ! เรือบ้านฉันเพิ่งจะแล่นออกไปหยกๆ แกเป็นผู้ชายอกสามศอก ก็คิดจะฉวยโอกาสรุมรังแกผู้หญิงตัวเล็กๆ สองคนรึไง? มาเลย! ตบฉันสิ! ตบเลย!...”
เธอเชิดหน้ายืดอก เดินรุกคืบเข้าไปทีละก้าว “ตบสิ! ตบเลย! ถ้าแกกล้าแตะตัวฉันแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะไปที่กองผลิตแล้วป่าวประกาศให้ทั่วว่าแกมันพวกนักเลงหัวไม้ ชอบลวนลามผู้หญิง!”
โจวกั๋วหัวถูกเถียนไฉ่ฮวารุกไล่จนต้องถอยกรูด เขาเป็นแค่หนุ่มน้อยวัยยี่สิบต้นๆ ที่ยังไม่เคยต้องมือหญิง จะไปสู้รบปรบมือกับหญิงวัยกลางคนที่เจนจัดเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างเถียนไฉ่ฮวาได้อย่างไร
พอเห็นเธอแอ่น ‘อาวุธร้ายแรง’ เข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ได้แต่ถอยหลังไม่หยุดหย่อน กลัวว่าถ้าโดนตัวเธอเข้าแม้แต่นิดเดียว จะกลายเป็นเรื่องที่อธิบายยังไงก็ไม่มีใครเชื่อ
ถ้าเป็นเจียงเซี่ยก็ยังพอทน แต่เถียนไฉ่ฮวาสำหรับเขาแล้วมันคือระดับ ‘ป้า’ เขาไม่อาจยอมรับได้จริงๆ!
“ไร้เหตุผลที่สุด! สุภาพบุรุษย่อมไม่ต่อสู้กับสตรี!” เขาตะโกนออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ พยายามอดทนต่อความเจ็บแปลบที่หัวเข่า แล้วคว้าแขนเวินหว่านเดินหนีไป
เวินหว่านยังคงรอคอยให้เขาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาจัดการเรื่องนี้ให้เธอ แต่เขากลับหนีหางจุกตูดไปแบบนี้เนี่ยนะ?
นี่ยังเรียกว่าเป็นผู้ชายอยู่อีกหรือ?
เวินหว่านโกรธจนแทบจะอกแตกตาย!
ผู้ชายไม่ได้เรื่อง!
โจวกั๋วหัวลากเวินหว่านกลับมาที่เรือของตน “เสี่ยวหว่าน แขนเธอเจ็บหนักนะ เรารีบกลับกันก่อนดีกว่า! ยังไงปะการังนั่นก็โดนพวกมันเอาไปแล้ว”
แล้วมันเป็นความผิดของใครกันเล่าที่โดนพวกเขาเอาไป? เวินหว่านถลึงตาใส่เขาอย่างดุเดือด ในใจรู้สึกเพียงว่าเขาช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี! เทียบกับโจวเฉิงเหล่ยแล้ว...ช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว!
เธอสะบัดมือเขาออกอย่างแรง “ก็ไปสิ!”
แขนขวาของเธอเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับ คงต้องรีบกลับไปหาคนช่วยดึงมันกลับเข้าที่จริงๆ
ให้ตายสิ! ยัยเจียงเซี่ยนั่นเป็นหมอกระดูกหรือไงวะ? ทำไมถึงได้ชำนาญเรื่องการหักกระดูกคนอื่นนัก!
เถียนไฉ่ฮวาเองก็ตกตะลึงในฝีมือของเจียงเซี่ยไม่แพ้กัน เมื่อเห็นเรือของสองคนนั้นแล่นจากไปแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เมื่อกี้นี้...ท่าแอ่นสะโพกกับบิดมือนั่น...เธอเคยฝึกมาก่อนรึไง? ดูคล่องแคล่วชำนาญมากเลยนะ!”
เจียงเซี่ยยิ้มบางๆ “ก็คงงั้นมั้งคะ!”
การแอ่นสะโพกเมื่อครู่เป็นเพียงปฏิกิริยาที่มาจากส่วนลึกของจิตใต้สำนึก
ภาพในอดีตชาติซ้อนทับขึ้นมา...ภาพของเธอตอนสามขวบที่ต้องตามคุณย่าไปขายผัก...การต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ริมทางเท้าซึ่งเป็นทำเลทอง เพราะมันเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่าในตลาด
เมื่อโดนแย่งที่บ่อยครั้งเข้า สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็สอนให้เธอรู้วิธีที่จะแย่งชิงมันกลับคืนมา
มันคือศิลปะการต่อสู้อันเรียบง่าย...แค่พุ่งเข้าไป แอ่นสะโพกกระแทกคู่ต่อสู้ให้กระเด็นออกไป จากนั้นก็กางกระสอบป่านลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว...ตำแหน่งนั้นก็จะเป็นของเรา!
เมื่อครู่พอเวินหว่านพุ่งเข้ามา ร่างกายของเธอก็ขยับไปเองตามความทรงจำนั้น
เจียงเซี่ยเหลือบไปเห็นเรือของครอบครัวกำลังแล่นกลับเข้ามา เธอเดาว่าพวกเขาคงเห็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทเมื่อครู่ เลยเป็นห่วงจนต้องวกกลับมา
เธอเลื่อนเท้าที่เหยียบสมบัติไว้ออก “พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันเจอประการังอีกแล้วค่ะ รีบมาช่วยกันขุดเร็ว!”
เถียนไฉ่ฮวาเบิกตากว้าง “...”
เจออีกแล้วเหรอ? นี่มันโชคเทวดาประทานชัดๆ!
ทั้งสองรีบนั่งลงแล้วช่วยกันขุดอย่างไม่รอช้า
แต่ปะการังกิ่งนี้ดูเหมือนจะหักออกเป็นหลายท่อน
เจียงเซี่ยขุดขึ้นมาได้สองท่อน ส่วนเถียนไฉ่ฮวาได้ไปสามท่อน แต่ชิ้นของเจียงเซี่ยนั้นทั้งยาวและใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
เถียนไฉ่ฮวารู้สึกเสียดาย “มันหักแบบนี้ มูลค่าก็คงตกไปเยอะเลยสิ?”
เจียงเซี่ยตอบ “ก็ยังเอาไปขายให้ร้านจิวเวลรี่ได้ค่ะ เขาจะเอาไปเจียระไนทำเป็นลูกปัด แต่จะขายได้เท่าไหร่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าพี่อยากขาย เดี๋ยวตอนฉันไปขายจะช่วยขายให้”
ดวงตาของเถียนไฉ่ฮวาเป็นประกายด้วยความดีใจ “นี่...เธอจะให้ฉันเหรอ?”
เจียงเซี่ยพยักหน้า “ส่วนที่พี่ขุดได้ก็ต้องเป็นของพี่สิคะ”
ลึกๆ แล้วเธอรู้ดีว่า หากเมื่อครู่เถียนไฉ่ฮวาไม่พุ่งเข้ามาช่วยเธออย่างไม่คิดชีวิต ปะการังชิ้นนี้คงไม่มีส่วนของเธอแน่นอน แต่ในเมื่อเธอแสดงน้ำใจออกมาขนาดนี้ การแบ่งปันก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
เถียนไฉ่ฮวาพึงพอใจอย่างที่สุด “ถ้าเอาไปทำเป็นลูกปัด ต่อให้มันหักก็ไม่เป็นไรนี่นา! มันต้องยังขายได้ราคาดีแน่ๆ ใช่ไหม?”
“ไม่ทราบค่ะ”
“ต้องดีแน่ๆ!”
ขณะนั้นเอง เรือของตระกูลโจวก็เข้าเทียบท่าอย่างรวดเร็ว โจวเฉิงเหล่ยและโจวเฉิงซินไม่รอให้เรือจอดสนิทด้วยซ้ำ พวกเขากระโดดลงมาทันที
โจวเฉิงเหล่ยวิ่งตรงมาหาเจียงเซี่ย คว้าตัวเธอไว้แล้วหมุนสำรวจขึ้นลงอย่างร้อนรน
“ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่มีปากเสียงกันนิดหน่อย”
โจวเฉิงซินที่ตามมาสมทบ หันไปถามภรรยาที่กำลังยิ้มหน้าบาน “เมื่อกี้มันเรื่องอะไรกัน?”
เถียนไฉ่ฮวาไม่รอช้า เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างละเอียดราวกับเทถั่วออกจากกระป๋อง “ก็ยัยเวินหว่านหน้าด้านนั่นน่ะสิ จะมาแย่งปะการังที่เสี่ยวเซี่ยเจอ...”
พอโจวเฉิงเหล่ยได้ยินว่าโจวกั๋วหัวคิดจะลงไม้ลงมือกับเจียงเซี่ย ดวงตาของเขาก็ฉายแววเยียบเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก เขาบีบมือของเจียงเซี่ยไว้แน่นขึ้น
โจวเฉิงซินฟังจบก็ส่ายหัวอย่างระอา “เจ้าเด็กโจวกั๋วหัวนั่นมันอยากโดนอัดรึไง? กลับไปฉันจะไปสั่งสอนมันเอง พวกเธอรีบกลับขึ้นเรือไปได้แล้ว! อย่าอยู่ตรงนี้ให้เสี่ยงอีก”
“ค่ะ” เจียงเซี่ยรับคำ วันนี้เป็นวันทำงานของพี่ใหญ่ เธอไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้
เมื่อทั้งหมดกลับขึ้นไปบนเรือ พ่อโจวกับโจวเฉิงเซินก็ซักถามด้วยความเป็นห่วง เถียนไฉ่ฮวาจึงได้โอกาสเล่าเรื่องวีรกรรมของตัวเองอีกรอบอย่างภาคภูมิใจ
พ่อโจวโกรธจนหน้าเขียว “กลับถึงฝั่งเมื่อไหร่ พ่อจะไปถามโจวปิงเฉียงให้รู้เรื่อง ว่าเขาสอนลูกชายของตัวเองยังไงกัน!”
จากนั้นครอบครัวก็มุ่งหน้ากลับไปยังน่านน้ำเดิมเพื่อทำงานต่อ เหล่าชายฉกรรจ์สวมอุปกรณ์ดำน้ำแล้วผลัดกันลงไปเก็บหอยเป๋าฮื้อในถ้ำใต้ทะเล
หอยเป๋าฮื้อตัวใหญ่ๆ ถูกเก็บไปเกือบหมด เหลือเพียงตัวเล็กๆ ที่อยู่ในส่วนที่ลึกและมืดมิดเกินกว่าจะเสี่ยงเข้าไป พวกเขาจึงตัดสินใจปล่อยมันไว้ ให้มันเติบโตและคลานออกมาเองในอนาคต
เมื่อเก็บหอยเสร็จ เวลาก็เพิ่งจะบ่ายสามโมงครึ่ง พวกเขาจึงตัดสินใจลากอวนหาปลากลับไปเป็นของแถมอีกหนึ่งรอบ
เมื่อเรือของตระกูลโจวลับหายไปจากสายตา เรืออีกลำก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่อย่างเงียบเชียบ จอดลงในตำแหน่งเดียวกันพอดิบพอดี เงาคนผู้หนึ่งกระโดดลงจากเรือ หายลับไปใต้ผิวน้ำ ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นและความลับที่ยังคงรอการเปิดเผย
(จบบท)