บทที่ 163: เงินทอง...ช่างพร่องไวจริงๆ!
สิบนาทีต่อมา หลังจากเสร็จสิ้นการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ บรรยากาศจอแจของสถานีก็ค่อยๆ จางหายไปเบื้องหลัง โจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยเดินเคียงข้างกันออกมา โดยในมือของเจียงเซี่ยมีนามบัตรของชายชราผู้นั้นกำอยู่
เจียงเซี่ยยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ความเหนื่อยล้าจากการรับมือกับหัวขโมยเมื่อครู่มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง “ไม่นึกเลยนะคะ ว่าแค่จับขโมยคนเดียว จะได้ธุรกิจกลับมาด้วย”
เรื่องของเรื่องคือ พนักงานบนขบวนรถไฟได้ยินจากปากนายสถานีว่าปลาตัวเล็กรสเด็ดที่ได้ชิมกันนั้นมาจากฝีมือของเธอ จึงพากันกรูเข้ามาสั่งซื้อกันยกใหญ่ แต่ละคนสั่งกันคนละสองสามชั่ง คละรสชาติกันไป เพียงชั่วพริบตาเดียว ยอดสั่งซื้อก็พุ่งไปเกือบถึงห้าสิบชั่ง กลายเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยชมจากใจจริง ดวงตาของเขาทอประกายอบอุ่นเมื่อมองเธอ
“ก็เพราะปลาตัวเล็กที่คุณทำมันอร่อยจนน่าจดจำต่างหาก ใครได้ลองชิมก็ต้องติดใจอยากซื้อทั้งนั้น”
เจียงเซี่ยหัวเราะคิกคัก “นั่นก็ใช่ค่ะ”
เธอเหลือบมองชื่อบนนามบัตรในมือ พลันชื่อของมหาเศรษฐีจากเกาะฮ่องกงที่เคยผ่านตาในหนังสือก็ผุดขึ้นมาในความคิด คนคนนี้คือหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่และหุ้นส่วนคนสำคัญในอนาคตของโจวเฉิงเหล่ยตามเนื้อเรื่อง ทว่าในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ทางธุรกิจของพวกเขากลับจบลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
เหตุการณ์ในวันนี้ช่างคล้ายคลึงกับในหนังสือ โจวเฉิงเหล่ยได้ช่วยเหลืออีกฝ่ายที่สถานีรถไฟแห่งนี้จนเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ เจียงเซี่ยเก็บนามบัตรลงในตะกร้าหวายอย่างสบายๆ เพราะไม่ว่าเขาจะเป็นมหาเศรษฐีหรือไม่ก็ตาม หากเจอคนเดือดร้อน เธอกับโจวเฉิงเหล่ยก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยอยู่ดี ส่วนเรื่องราวในอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต
โจวเฉิงเหล่ยขับรถไถมาจอดที่หน้ากรมเจ้าท่า เขานำแฟ้มเอกสารเกี่ยวกับเรือลำใหม่ที่ท่านผู้อำนวยการโจวมอบให้ไว้ครั้งก่อน มายื่นเรื่องขอใบอนุญาตต่างๆ ที่จำเป็น โดยเฉพาะ “ใบรับรองกรรมสิทธิ์” เพื่อให้เรือลำนี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
เมื่อจัดการธุระที่กรมเจ้าท่าเรียบร้อย ทั้งสองก็มุ่งหน้าต่อไปยังกรมประมง เพื่อติดตามเรื่องใบอนุญาตเช่าพื้นที่ทะเลที่ยื่นขอไป พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสยื่นขอ “ใบอนุญาตทำการประมงไกลฝั่งและการขนส่งทางเรือ” สำหรับเรือลำใหญ่ไปในคราวเดียวกัน
หลายวันมานี้ โจวเฉิงเหล่ยสังเกตเห็นทีมงานจากหน่วยผลิตและเจ้าหน้าที่รัฐออกทะเลไปสำรวจและปักปันเขตแดนอยู่ทุกวัน เขารู้ว่าภารกิจของพวกเขาเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวานนี้ วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะแวะเข้ามาสอบถามความคืบหน้า
โชคดีที่พวกเขาได้พบกับเจ้าหน้าที่คนเดิมที่เคยช่วยเหลือครั้งก่อน
เจ้าหน้าที่คนนั้นจำทั้งสองคนได้แม่นยำ เขาทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร “โอ้โห มาได้จังหวะพอดีเป๊ะเลยครับ! ใบอนุญาตของพวกคุณเพิ่งจะอนุมัติเมื่อเช้านี้เอง จ่ายค่าธรรมเนียมเรียบร้อยก็รับเอกสารกลับไปได้เลย”
ค่าเช่าพื้นที่ทะเลสองแปลง แปลงแรกขนาดสามร้อยเฮกตาร์ และแปลงที่สองขนาดสองร้อยแปดสิบเฮกตาร์ รวมเป็นเงินที่ต้องจ่ายรายปีถึงห้าพันแปดร้อยหยวน
เงินสี่พันกว่าหยวนที่เพิ่งจะอุ่นอยู่ในกระเป๋าได้ไม่นานจากการขายปลาเมื่อเช้าก็ถูกจ่ายออกไปทั้งหมด แถมยังต้องควักเงินเก็บมาโปะเพิ่มอีกพันกว่าหยวนจึงจะครบจำนวน เจียงเซี่ยรู้สึกใจหายวาบ เงินนี่มันช่างหามายากเย็น แต่กลับใช้หมดไปในพริบตาจริงๆ!
หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย เจียงเซี่ยได้รับแฟ้มเอกสารหนาปึกกลับมา เธอไล่สายตาตรวจสอบเอกสารทุกฉบับอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาดหรือตกหล่น ขณะเดียวกัน โจวเฉิงเหล่ยก็ยื่นเอกสารอีกชุดหนึ่งให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขอใบอนุญาตทำการประมงไกลฝั่ง
เนื่องจากเจียงเซี่ยยังไม่มีทักษะในการขับเรือใหญ่ และไม่มี “ประกาศนียบัตรรับรองความเหมาะสมของคนประจำเรือ” ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญ การยื่นขอในครั้งนี้จึงใช้คุณสมบัติและเอกสารของโจวเฉิงเหล่ยเป็นหลัก
คุณสมบัติของโจวเฉิงเหล่ยนั้นน่าทึ่งมาก เขามีทั้ง “ประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือในเขตแม่น้ำ” และ “ประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือในทะเล” ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีใบอนุญาตอื่นๆ ที่มีระดับสูงกว่านั้นอีกหลายใบ
เมื่อเจ้าหน้าที่หนุ่มพลิกดูเอกสารของโจวเฉิงเหล่ย ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความทึ่งอีกครั้ง! ในใจของเขาคำรามลั่น ลูกสาวของท่านผู้นำใหญ่ย่อมไม่แต่งงานกับคนธรรมดาสามัญอยู่แล้ว! คนคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ! สุดยอด!
ด้วยเหตุนี้ การยื่นขอใบอนุญาตครั้งนี้จึงผ่านฉลุยอย่างน่าอัศจรรย์ เอกสารทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เกินกว่าที่คาดไว้มาก อีกทั้งขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเหมือนการขอเช่าพื้นที่ทะเลที่ไม่ต้องมีการออกสำรวจภาคสนาม เมื่อเอกสารพร้อม ทุกอย่างก็ได้รับการอนุมัติในทันที
กว่าจะเสร็จสิ้นทุกอย่าง ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มของยามเย็น เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาบ่ายห้าโมงยี่สิบห้านาที การวิ่งเต้นติดต่อราชการเพียงสองแห่ง กลับกินเวลาไปเกือบทั้งบ่าย
เจียงเซี่ยกอดแฟ้มเอกสารหนาปึกไว้แนบอกขณะนั่งอยู่บนรถไถ พลางเอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ขั้นตอนขอใบอนุญาตออกทะเลหาปลานี่มันซับซ้อนยุ่งยากจังเลยนะคะ ฉันเห็นเรือหลายลำในหมู่บ้านเรายังไม่มีใบอนุญาตเลยด้วยซ้ำ”
โจวเฉิงเหล่ยบังคับรถไถไปตามทางพลางตอบ “อืม...ตามกฎแล้ว เรือที่ยาวเกิน 6 เมตรขึ้นไปต้องทำใบอนุญาตทั้งหมด แต่บางคนก็คิดว่าไม่จำเป็น แต่ผมว่าทำไว้ดีที่สุด ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็ดีไป แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาขึ้นมา มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และยุ่งยากมาก”
เป็นความจริงที่เรือประมงในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยไม่มีใบอนุญาต บางลำเป็นเรือขนาดเล็กที่ไม่เข้าเกณฑ์ บางลำเจ้าของก็ละเลยที่จะไปจัดการ ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะหาปลาอยู่ใกล้ชายฝั่ง การบังคับใช้กฎหมายจึงไม่เข้มงวดนัก แทบไม่มีการตรวจสอบ ทุกคนจึงปล่อยปละละเลย
แต่การออกทะเลไกลฝั่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากถูกจับได้ขณะหาปลาในน่านน้ำสากลโดยไม่มีใบอนุญาต เรือทั้งลำจะถูกยึดทันที
อีกอย่าง นี่คือโจวเฉิงเหล่ย ชายผู้มีระเบียบวินัยแบบทหารฝังลึกอยู่ในสายเลือด เขาเชื่อมั่นในการทำงานตามกฎระเบียบและ "มีใบอนุญาตพร้อมปฏิบัติงาน" เสมอ ขนาดเรือลำเก่าที่บ้านยังมีเอกสารครบทุกอย่าง แล้วนับประสาอะไรกับเรือลำใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
หลังออกจากหน่วยงานราชการ ทั้งสองแวะที่ร้านถ่ายรูปเพื่อจัดการเรื่องรูปถ่าย ค่าล้างรูปใบละหนึ่งหยวนและเจ้าของร้านไม่ยอมลดราคาให้แม้แต่เฟินเดียว เจียงเซี่ยร้อนใจเพราะยังต้องนำเอกสารของเรือใหญ่ไปส่งที่อู่ต่อเรือ เธอจึงขอให้เจ้าของร้านช่วยสอนวิธีใส่และถอดม้วนฟิล์มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะซื้อม้วนใหม่เพิ่ม แล้วรีบเดินทางต่อทันที
กว่าจะกลับถึงบ้านก็ล่วงเลยไปทุ่มกว่าแล้ว หลังอาหารค่ำ เวลาก็ปาเข้าไปสองทุ่ม ที่บ้านของคุณย่าทวดคงดับไฟเข้านอนกันหมด เธอจึงตัดสินใจยังไม่นำเงินส่วนแบ่งจากการขายปลาไปให้เหอซิ่งหวนในคืนนี้
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพเจียงเซี่ยก็กลับมาที่ห้องนอน ภายใต้แสงไฟสีนวลนั้นเธอเปิดสมุดบัญชีคู่ใจขึ้นมา มีเสียงปลายปากกาขีดเขียนลงบนหน้ากระดาษดังแผ่วเบา เธอบรรจงจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด
เมื่อรวมรายได้จากงานแปลและเงินที่โจวเฉิงเหล่ยหามาได้จากการออกทะเลในช่วงที่ผ่านมา หากไม่นับเงินฝากในธนาคาร ตอนนี้พวกเขามีเงินสดในมืออยู่แปดพันหกร้อยสามสิบหกหยวนหกเหมาเจ็ดเฟิน
แต่เม็ดเงินก้อนนี้กำลังจะหายไป เพราะพวกเขาต้องจ่ายค่าเรือส่วนที่เหลืออีกแปดพันหยวน
นั่นหมายความว่าหลังจ่ายเงินก้อนสุดท้าย พวกเขาจะเหลือเงินสดติดตัวเพียงแค่หกร้อยสามสิบหกหยวนหกเหมาเจ็ดเฟิน...อ้อ ไม่สิ ต้องเป็นหกร้อยสามสิบเจ็ดหยวนหกเหมาเจ็ดเฟินถึงจะถูก ในตัวโจวเฉิงเหล่ยยังมีอยู่อีกหนึ่งหยวน (!? ค่าขนม?)
เจียงเซี่ยถอนหายใจ เงินทองนี่มันช่างพร่องไวจริงๆ!
หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้โจวเฉิงเหล่ยออกทะเลทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำวันละพันถึงสองพันหยวน ป่านนี้เงินสดคงไม่พอจ่ายค่าเรือด้วยซ้ำไป
นี่ยังไม่นับโครงการสร้างบ้านหลังใหม่ที่รออยู่ ถึงแม้จะสั่งอิฐ เหล็กเส้น และปูนซีเมนต์ไปแล้วบางส่วนเป็นเงินสองพันหยวน แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือที่ต้องชำระอีก
ในตอนนั้นเอง โจวเฉิงเหล่ยที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับไอน้ำจางๆ และกลิ่นสบู่สะอาดสดชื่น
เจียงเซี่ยหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของสามี “พรุ่งนี้ฉันจะออกทะเลหาปลาค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยเลิกคิ้ว แต่ดูเหมือนความคิดของเขาจะไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินเลยสักนิด “หมดแล้วเหรอ? งั้นคืนนี้ก็นอนเร็วหน่อยแล้วกัน”
เจียงเซี่ยถึงกับพูดไม่ออก “……”
นี่เขาจับประเด็นผิดไปไกลเลยไม่ใช่หรือไง!
ยังไม่ทันได้ทักท้วง ร่างของเธอก็ถูกอุ้มไปวางบนเตียงอย่างง่ายดาย เจียงเซี่ยมองศีรษะสีดำขลับที่กำลังก้มลงซุกไซ้อย่างขยันขันแข็ง สติอันน้อยนิดที่ยังพอมีเหลืออยู่ทำให้เธอใช้มือผลักศีรษะของเขาเบาๆ พร้อมกับย้ำเตือนถึงความจริงอันน่าหวาดหวั่น “พอจ่ายค่าเรือส่วนที่เหลือไป เราก็จะไม่มีเงินแล้วนะ เหลือเงินสดแค่หกร้อยกว่าหยวนเอง”
“อืม...เดี๋ยวผมไปหามาเอง” โจวเฉิงเหล่ยตอบรับเสียงอู้อี้ในลำคอ คำพูดของเขาขาดห้วงไปกับลมหายใจร้อนผ่าว
เขาอดทนอดกลั้นมาสามวันเต็ม คืนนี้คือเวลาชดเชยทั้งหมด
ทั้งบทเพลงอันอ่อนโยน
และบทรักอันเร่าร้อน
เขามอบให้เธอจนครบถ้วน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยไม่อาจฝืนสังขารให้ลุกจากเตียงเพื่อออกทะเลไปได้ไหว
โจวเฉิงเหล่ยออกจากห้องมาด้วยสีหน้าสดชื่นอิ่มเอมใจ เขาบรรจงปิดประตูห้องนอนอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของภรรยา
ส่วนพ่อโจวที่นั่งรออยู่แล้วก็ได้แต่มองประตูห้องที่ปิดสนิทด้วยใบหน้าสิ้นหวังไร้ชีวิตชีวา
วันนี้ เป็นอีกวันที่ลูกสะใภ้ตัวนำโชคของเขาไม่ได้ออกทะเล!
การต้องออกเรือไปกับลูกชายจอมขรึม มันช่างน่าเบื่อเสียจริง!
เจียงเซี่ยนอนหลับยาวจนถึงแปดโมงเช้าจึงตื่นขึ้นมา เธอมองเห็นท่านแม่สามีกำลังนั่งสานกระชังปลาขนาดใหญ่อยู่ที่ลานบ้าน
กระชังใบนี้ใหญ่โตมาก เมื่อนำไปหย่อนลงใต้ทะเล คงจะเลี้ยงปลาได้อีกมากมายมหาศาล
แม่โจวเห็นลูกสะใภ้ตื่นแล้วก็ส่งยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู “ในหม้อยังมีข้าวต้มร้อนๆ อยู่นะลูก ไปกินก่อนสิ”
แม่โจวรู้ดีว่าเจียงเซี่ยไม่ใช่คนเกียจคร้าน การที่เธอนอนตื่นสายในวันแบบนี้ ย่อมหมายความว่าเมื่อคืนทั้งสองคนกำลังขยัน ‘ปั๊มหลาน’ ให้เธออยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เจียงเซี่ยยิ้มรับอย่างอบอุ่น “ค่ะแม่” เธอเดินไปล้างหน้าล้างตาและจัดการอาหารเช้าจนเรียบร้อย ก่อนจะบอกกับท่านแม่สามี “แม่คะ เดี๋ยวหนูจะเอาเงินไปให้คุณย่าทวดที่บ้านใหญ่นะคะ”
“ไปเถอะลูก ว่าแต่…ปลาแห้งตัวเล็กพวกนั้นขายดีรึเปล่า?”
รอยยิ้มของเจียงเซี่ยกว้างขึ้น “ขายดีมากเลยค่ะ! ได้กำไรมาห้าร้อยสามสิบเก้าหยวน แบ่งกันแล้วได้คนละสองร้อยกว่าหยวนเลยนะคะ”
เธอบอกต่อว่านี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้น แถมยังแจกให้คนชิมฟรีไปเยอะ กำไรจึงยังไม่มากนัก แต่พอถึงช่วงเทศกาลปีใหม่จะปรับราคาขึ้นอีกหน่อย รับรองว่าจะทำกำไรได้มากกว่านี้แน่นอน ซึ่งปลาที่แจกไปทั้งหมดเธอก็นับรวมเป็นต้นทุนเรียบร้อยแล้ว
พอได้ยินว่าทำกำไรได้มากขนาดนั้น แม่โจวก็ยิ้มแก้มปริ “ดีจริง! ถ้างั้นแม่กับย่าทวดของลูกจะเร่งมือรับซื้อปลาแห้งมาตุนเพิ่มอีก!”
ตาเฒ่าเคยพูดไว้ไม่มีผิด ว่าเจียงเซี่ยคือตัวนำโชคของบ้าน! ช่างนำโชคจริงๆ! ไม่ว่าจะหยิบจับทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด!
“ค่ะแม่ งั้นหนูขอตัวเอาเงินไปแบ่งให้คุณย่าทวดก่อนนะคะ”
เป็นจังหวะเดียวกับที่เถียนไฉ่ฮวาเดินเข้ามาในบ้านพอดี และเอ่ยถามขึ้นตามสัญชาตญาณทันทีที่ได้ยิน “แบ่งเงินอะไรกันเหรอ?”
(จบบท)