บทที่ 164: หยั่งเชิง
เจียงเซี่ยไม่ได้เอ่ยตอบคำถามของเถียนไฉ่ฮวาแม้แต่ครึ่งคำ เธอเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ให้ตามมารยาทพร้อมกับเอ่ยเรียก “พี่สะใภ้ใหญ่” ด้วยเสียงราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากรั้วบ้านไปอย่างไม่ไยดี มุ่งตรงไปยังบ้านข้างเคียง
ที่ลานบ้านข้างๆ คุณย่าทวดและเหอซิ่งหวนกำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกปลาแห้งกองโต วันนี้เป็นวันหยุดเรียน โจวโจวผู้เป็นพี่จึงมาช่วยโจวเจี๋ยผู้เป็นน้องทำงานแต่เช้าตรู่ ปลาแห้งทั้งหมดนี้คือของที่เพิ่งรับซื้อมาเมื่อวาน ซึ่งตอนนี้พวกเขาสามารถรับซื้อปลาได้มากถึงวันละยี่สิบถึงสามสิบชั่งเลยทีเดียว
เจียงเซี่ยยื่นธนบัตรใบละสิบหยวนปึกหนาให้กับเหอซิ่งหวน
เหอซิ่งหวนมองเงินปึกนั้นตาค้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจียงเซี่ยด้วยความตกตะลึง “นี่...นี่มันเยอะเกินไปแล้ว!”
คุณย่าทวดที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ยิ้มจนตาหยี “นี่คือเงินกำไรทั้งหมดเลยรึเสี่ยวเซี่ย?”
เจียงเซี่ยส่ายหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม “ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกค่ะคุณย่าทวด กำไรรวมคือห้าร้อยสามสิบเก้าหยวน แบ่งกันแล้วจะได้คนละสองร้อยหกสิบเก้าเหมากับอีกห้าเฟินค่ะ ลองนับดูนะคะว่าครบถ้วนถูกต้องไหม”
มือที่รับเงินมาของเหอซิ่งหวนถึงกับสั่นระริก เธอจ้องมองธนบัตรในมืออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “นี่มัน...เยอะมากจริงๆ! เราทำกำไรได้มากขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดีค่ะ” เจียงเซี่ยตอบอย่างถ่อมตน
“ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มจะยังไม่มีลูกค้าประจำ เลยต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางไปก่อน รอให้เราเปิดตลาดได้เมื่อไหร่ทุกอย่างจะดีขึ้นกว่านี้อีกค่ะ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ปลาจะเริ่มหายากและราคาแพงขึ้น ถึงตอนนั้นเราค่อยปรับราคาขึ้นอีกระลอกจะทำกำไรได้มากกว่านี้หลายเท่าตัวเลยค่ะ”
เพียงได้ฟัง เหอซิ่งหวนก็เข้าใจแผนการตลาดทะลุปรุโปร่งในทันที
“ได้เลย! งั้นช่วงนี้ฉันจะรีบกว้านซื้อปลาแห้งเก็บไว้ให้มากที่สุด” เพราะเธอรู้ดีว่าตอนนี้ปลาแห้งยังมีราคาถูก แต่เมื่อลมหนาวมาเยือน เรือประมงออกทะเลได้น้อยลง ราคาปลาแห้งก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน
เจียงเซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเล่าเรื่องที่พนักงานรถไฟพากันสั่งซื้อปลาทอดอีกเกือบห้าสิบชั่งให้ฟัง
ดวงตาของเหอซิ่งหวนเป็นประกาย “เยี่ยมไปเลย! พอดีเมื่อวานฉันเพิ่งไปแลกตั๋วน้ำมันมาได้ยี่สิบชั่ง ส่วนงาคั่ว เกลือ น้ำตาลก็ซื้อเตรียมไว้หมดแล้ว งั้นวันนี้เราลงมือทำกันเลยดีกว่าไหม”
คุณย่าทวดยิ้มอย่างใจดี “ไปเถอะๆ พวกเธอสองคนไปทำกันเลย งานคัดปลาตรงนี้ย่าจัดการเอง”
หญิงชรามองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโต ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำที่ทำธุรกิจนี้ แต่กลับทำเงินได้แล้วกว่าสองร้อยหยวน เฉลี่ยวันละยี่สิบกว่าหยวน นี่มันรายได้ระดับเดียวกับครอบครัวที่มีเรือประมงเป็นของตัวเองเลยนะ! ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ท่านไม่เคยคิดฝันเลยว่าครอบครัวของตนจะมีวัน ‘ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ’ เช่นนี้กับเขาด้วย
โจวเจี๋ยที่นั่งฟังอยู่ ทำท่าเป็นผู้ใหญ่แล้วพูดว่า “พวกท่านไปทำกันให้หมดเลยครับ! เรื่องปลาแห้งตรงนี้ ยกให้เป็นหน้าที่ของผมกับพี่โจวโจวเอง!”
คำพูดที่โตเกินตัวนั้นทำให้ทุกคนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เจียงเซี่ยเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเด็กชายหญิงทั้งสองอย่างเอ็นดู “ได้เลย ถ้าพวกหนูสองคนคัดปลาแห้งได้ดีเยี่ยม จะให้รางวัลเป็นปลาทอดคลุกซอสสูตรพิเศษเลย!”
เพียงได้ยินคำว่ารางวัล เด็กทั้งสองก็กลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างแข็งขันยิ่งกว่าเดิม
เจียงเซี่ยและเหอซิ่งหวนจึงพากันเข้าครัวเพื่อเริ่มภารกิจในทันที
การทำปลาแห้งรสชาติต่างๆ ต้องใช้เวลาเกือบตลอดทั้งเช้า เพราะทุกขั้นตอนต้องทอดในน้ำมันร้อนฉ่า ควันจึงโขมงไปทั่วทั้งครัว ความร้อนจากเตาผสานกับไอน้ำมันทำให้ร่างกายเหนียวเหนอะหนะ ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย ทั้งเมื่อย ทั้งล้า...เป็นเงินที่ได้มาจากความเหนื่อยยากอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่ทำเสร็จ เจียงเซี่ยถึงกับทานอะไรไม่ลงเพราะสูดดมควันเข้าไปมากเกินไปจนหมดความอยากอาหาร
ในขณะเดียวกันที่บ้านข้างๆ เถียนไฉ่ฮวาก็อดทนไม่ไหว ต้องเดินกลับมาถามแม่โจวอีกครั้ง “แม่คะ...เมื่อกี้เขาแบ่งเงินอะไรกันกับบ้านคุณย่าทวดเหรอคะ?”
“อ๋อ เงินค่าขายปลาแห้งน่ะสิ” แม่โจวตอบขณะที่มือยังคงทำงาน
“ช่วงนี้เสี่ยวเซี่ยเขาร่วมหุ้นกับบ้านนั้นรับซื้อปลาแห้งมาทำขนมขบเคี้ยวขายน่ะ เมื่อวานขายของล็อตแรกได้ ก็เลยเอาเงินกำไรมาแบ่งกัน”
สีหน้าของเถียนไฉ่ฮวาเปลี่ยนไปทันที คำว่า “ร่วมหุ้น” ทิ่มแทงใจดำของเธอ “ร่วมหุ้นเหรอคะ? หนูคิดว่าเป็นแค่การจ้างวานให้ทำงานเสียอีก”
“ไม่ใช่จ้างวาน เป็นหุ้นส่วนกันเลยล่ะ”
ความไม่พอใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของเถียนไฉ่ฮวา ในเมื่อเป็นหุ้นส่วน...ทำไมถึงไปหาคนนอก ทำไมไม่ชวนเธอผู้เป็นพี่สะใภ้แท้ๆ? “แล้ว...รับซื้อปลาแห้งมาขายต่อนี่มันได้กำไรเยอะนักเหรอคะ? ชั่งนึงได้กำไรสักเท่าไหร่กัน?” หูของเธอแว่วยินคำว่า ‘สองร้อยกว่า’ ชัดเจน ทำธุรกิจไม่กี่วันก็ได้เงินมาสองร้อยกว่าหยวนแล้วงั้นหรือ?
แม่โจวเหลือบมองสีหน้าของลูกสะใภ้คนโตก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง “เรื่องนั้นแม่ก็ไม่ได้ถามให้ละเอียดหรอกนะ แต่ที่รู้ๆ คือเสี่ยวเซี่ยลงทุนไปเยอะมาก แค่เงินที่เบิกจากแม่ไปก็พันกว่าหยวนแล้ว ฝั่งบ้านคุณย่าทวดเขาก็คงลงเงินไปไม่น้อยเหมือนกัน”
แม่โจวรู้ดีว่าลูกสะใภ้คนนี้เป็นคนใจคอคับแคบและขี้อิจฉา จึงไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้
“อีกอย่าง การรับซื้อปลาแห้งมันเป็นงานจุกจิกนะ” แม่โจวกล่าวเสริมเพื่อตัดบท
“ต้องคัดแยก ต้องควักไส้ ต้องตากแดด ไหนจะปลาเล็กปลาน้อยที่ได้มาสดๆ อีก แกเองก็ต้องออกทะเล ต้องคอยดูแลอาไห่กับลูกๆ จะเอาเวลาที่ไหนมาทำกัน? บ้านคุณย่าทวดเขาไม่มีเรือ เวลาว่างเลยเยอะกว่า แล้วที่สำคัญตอนที่ครัวเราไฟไหม้ พวกเขาก็เสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยเราดับไฟนะ บุญคุณครั้งนั้น...ครอบครัวเราต้องจดจำไว้ให้ดี!”
พอถูกสะกิดเรื่องไฟไหม้ครัว เถียนไฉ่ฮวาก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาวาบหนึ่ง จึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ แต่กระนั้นในใจก็ยังขุ่นมัวไม่หาย...ไปร่วมหุ้นกับคนนอก แต่กลับมองข้ามพี่สะใภ้อย่างเธอไปได้อย่างไร! ไม่รู้จักหรือไงว่าใครใกล้ชิดใครห่างเหิน!
เธอวางผักสดที่เพิ่งเก็บลงในตะกร้าอย่างกระแทกกระทั้น แล้วเดินกลับบ้านตัวเองไป
เนื่องจากแม่โจวมักจะช่วยเหลืองานบ้านและรดน้ำแปลงผักให้ยามที่เธอออกทะเล ดังนั้นเมื่อเธอว่างเธอก็ต้องช่วยงานเป็นการตอบแทน เพื่อไม่ให้โจวเฉิงซินสามีของเธอตำหนิว่าไม่รู้จักกตัญญู
เถียนไฉ่ฮวากลับมาถึงบ้านด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง เธอเห็นโจวเฉิงซินกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับงานในมือ เขาสวมหน้ากากเชื่อมเหล็ก ถือลวดเชื่อมจี้ไปที่โครงเหล็กขนาดใหญ่ ประกายไฟสีส้มสาดกระเซ็นเป็นระยะๆ เสียงดังเปรี๊ยะๆ เธอมองภาพนั้นแล้วก็อดที่จะเอ่ยปากแขวะไม่ได้ “คุณนี่ก็ขยันช่วยงานน้องชายดีจริงนะคะ! คุณน่ะเห็นเขาเป็นน้อง แต่เขาเคยเห็นคุณเป็นพี่บ้างรึเปล่าก็ไม่รู้! พอมีช่องทางทำเงินก็ไม่เคยชวนมาร่วมหุ้นด้วย รู้จักแต่จะใช้งานคุณเหมือนเป็นแรงงานฟรี!”
โครงเหล็กที่เขากำลังทำอยู่นี้ คือโครงสำหรับสร้างกระชังปลาขนาดใหญ่ของโจวเฉิงเหล่ย แต่ก็ไม่ใช่ว่าโจวเฉิงเหล่ยมาสั่งให้เขาทำ เมื่อวานนี้โจวเฉิงซินเห็นพ่อของตนทำค้างไว้ วันนี้เขาว่างจากการออกทะเลพอดี จึงอาสาลงมือทำต่อให้เอง
โจวเฉิงซินเงยหน้าขึ้นจากงาน ได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของภรรยาก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน “ผมก็พอใจที่จะช่วยน้องชายผม คุณอยากจะช่วยน้องชายคุณก็ช่วยไปสิ ผมไปยุ่งอะไรกับคุณล่ะ? ผมก็ไม่เคยห้ามไม่ให้คุณช่วยน้องชายคุณเหมือนกัน!”
เถียนไฉ่ฮวาถึงกับพูดไม่ออก “……”
ประชดประชันเก่งจริงๆ! เถียนไฉ่ฮวาพลันนึกถึงท่าทีเย็นชาไม่สนใจใครของโจวเฉิงซินเมื่อช่วงก่อนหน้า ทำให้เธอไม่กล้าต่อปากต่อคำอะไรอีก
ช่างมันเถอะ...เดี๋ยวเขาจะอารมณ์บูดจนไม่ยอมออกทะเลไปอีก ช่วงนี้โชคกำลังเข้าข้าง ออกเรือทีไรก็ได้เงินกลับมาร้อยกว่าหยวนทุกครั้ง สู้รีบกอบโกยตอนที่โชคยังดีอยู่จะดีกว่า
ตอนนี้เจียงเซี่ยกลายเป็นเศรษฐีนีมีเงินเก็บเป็นหมื่นหยวนแล้ว แต่ครอบครัวของเธอตั้งแต่แยกบ้านออกมา รายได้เพิ่งจะมาดีขึ้นแค่ช่วงสองสามครั้งหลังนี้เอง ก่อนหน้านั้นยังเก็บเงินไม่ได้ถึงพันหยวนด้วยซ้ำ! ในขณะที่คนอื่นเขากำลังจะเริ่มสร้างบ้านสองชั้นครึ่งกันแล้ว...
~
ช่วงกลางวัน เจียงเซี่ยและเหอซิ่งหวนก็ช่วยกันทำปลาทอดสามรสชาติเสร็จสิ้นไปกว่าร้อยชั่ง
ด้วยความที่โจวโจวและโจวเจี๋ยเป็นเด็กดีมาก นั่งนิ่งๆ ช่วยกันคัดปลาแห้งตลอดทั้งเช้า เมื่อเจียงเซี่ยเห็นใบบัวที่ล้างสะอาดวางอยู่ในครัวของคุณย่าทวด เธอจึงตักปลาเล็กปลาน้อยคลุกซอสสูตรพิเศษใส่ห่อใบบัวให้เด็กทั้งสองเป็นรางวัล
เด็กน้อยทั้งสองดีใจเป็นที่สุด รับห่อใบบัวแล้ววิ่งออกไปหาเพื่อนๆ ในหมู่บ้านทันที
ในยุคที่ข้าวของยังขาดแคลนเช่นนี้ ขนมขบเคี้ยวหรือเครื่องดื่มหลากหลายชนิดเหมือนในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน สำหรับเด็กๆ ในยุคนี้ แค่มีเงินสักหนึ่งหรือสองเฟินไปซื้อเมล็ดทานตะวันถ้วยเล็กๆ ก็มีความสุขล้นเหลือแล้ว และจะกลายเป็นดาวเด่นที่เพื่อนๆ ทุกคนต่างพากันอิจฉาและรุมล้อมทันที
โจวเจี๋ยผู้มีไหวพริบเฉียบแหลม ช่วงนี้เขาได้ยินท่านอาสะใภ้พูดเรื่องการนำของไปแจกเพื่อ ‘เปิดตลาด’ อยู่บ่อยครั้ง พอได้ปลาทอดมาอยู่ในมือ เขาก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา เขาฉุดแขนโจวโจววิ่งตรงไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่กลางหมู่บ้าน ที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของเด็กๆ...เขาจะช่วยท่านอาสะใภ้ ‘เปิดตลาด’ ด้วยตัวเอง!
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของปลาทอดคลุกซอสนั้นมีพลังดึงดูดเด็กๆ อย่างมหาศาล เพียงครู่เดียว โจวเจี๋ยและโจวโจวก็ถูกเพื่อนๆ ทั้งละแวกกรูเข้ามาล้อมรอบทันที
มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า กลิ่นหอมๆ ทำให้เธอรู้สึกว่าปลาแห้งในห่อใบบัวนั้นต้องอร่อยมากแน่ๆ จึงเอ่ยขอโจวเจี๋ยลองชิมดูหนึ่งชิ้น และเมื่อได้ลิ้มรส เธอก็พบว่ามันทั้งหอม ทั้งกรอบ ทั้งมีรสชาติเข้มข้นเคี้ยวเพลินจนอยากจะกินอีกเรื่อยๆ
เธอจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “โจวเจี๋ยเอ๊ย ปลาแห้งนี่บ้านเธอทำเองเหรอ? อร่อยจริงๆ! ที่บ้านเธอรับซื้อปลาแห้งก็เอามาทำของอร่อยแบบนี้ขายนี่เอง แล้วขายชั่งละเท่าไหร่ล่ะ?”
โจวเจี๋ยแม้จะฉลาด แต่ก็ยังไร้เดียงสาตามประสาเด็ก เขาคิดว่าเธอสนใจจะซื้อจริงๆ จึงรีบตอบ “ใช่ครับ! คุณป้าสามจะซื้อเหรอครับ? งั้นคุณป้ารีบไปหาแม่ผม หรือไปหาท่านอาสะใภ้ของผมก็ได้ คนที่เป็นอาสะใภ้เล็กของพี่โจวโจวน่ะครับ! ต้องรีบหน่อยนะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวท่านอาสะใภ้เอาไปขายในเมืองหมดก่อน!”
คำพูดนั้นจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นทันที ทุกคนต่างพากันกรูเข้ามาล้อมวง สายตาอยากรู้อยากเห็นจับจ้องมาที่พวกเขา บทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น กลายเป็นวงซุบซิบสอบถามกันอย่างคึกคัก
(จบบท)