บทที่ 165: เรือพร้อมแล้ว
ข่าวลือเรื่องธุรกิจปลาแห้งของเจียงเซี่ยกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในหมู่บ้าน ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าปลาแห้งราคาถูกที่พวกตนขายให้ เมื่อผ่านมือของเจียงเซี่ยไปแล้ว จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินได้มากน้อยเพียงใด
แต่ไม่ว่าใครจะพยายามถามอย่างไร โจวเจี๋ยและโจวโจวก็ให้คำตอบไม่ได้จริงๆ เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ราคาขายที่แน่นอนเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าถามไปก็ไม่ได้ความอะไร เหล่าผู้ใหญ่จึงค่อยๆ เลิกราไป แต่ในใจของหลายคน ประกายความคิดบางอย่างก็ได้ถูกจุดขึ้นในเมื่อทำได้ไม่ยาก ทำไมไม่ลองทำขายเองดูบ้าง?
ในจังหวะนั้นเอง ร่างของเวินหว่านก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูบ้านของโจวกั๋วหัว นับแต่เมื่อคืนนี้เธอได้ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และกลายเป็นคนของเขาโดยสมบูรณ์
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน ตอนที่เธอกลับมาจากโรงเรียน ก็พบว่าโลกทั้งใบของเธอพังทลายลง ที่นอนซึ่งเคยเป็นของเธอในบ้านหลังนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว!
แม่เลี้ยงใจร้ายของเธอรื้อเตียงทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ยกห้องทั้งห้องให้น้องสาวต่างมารดาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว และผลักไสเธอให้มาอยู่บ้านโจวกั๋วหัว ข้าวของทุกชิ้นของเธอถูกจัดเก็บใส่กระเป๋าและส่งมาที่นี่ ราวกับเธอเป็นเพียงสิ่งของที่หมดประโยชน์
เธอถูกบีบจนไร้หนทาง ทั้งโกรธ ทั้งอัปยศ ทั้งน้อยใจ แต่จะให้ไปนอนข้างถนนก็คงทำไม่ได้
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า คำหวานของบุรุษนั้นเชื่อถือไม่ได้ คืนแรกที่นี่ เธอวางกำแพงป้องกันตัวเองอย่างแน่นหนา อนุญาตให้โจวกั๋วหัวทำได้เพียงกอดเธอนอนเท่านั้น ทว่ากลางดึก ในห้วงฝันอันเลือนราง เธอกลับฝันถึงใบหน้าของโจวเฉิงเหล่ย...ความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจทำให้เธอพลั้งเผลอ ในความสับสนมึนงง เธอดึงโจวกั๋วหัวเข้ามากอดโดยเข้าใจผิดว่าเขาคือชายอีกคน
โจวกั๋วหัวที่ถูกปลุกเร้า เข้าใจว่านั่นคือสัญญาณไฟเขียว และแล้วเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดก็เกิดขึ้น
น้ำตาแห่งความอัปยศและความเสียใจไหลริน แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอกับโจวกั๋วหัวก็เหมือนถูกพันธนาการเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือการยอมรับความจริงและพลิกชะตาของโจวกั๋วหัวให้กลับไปรุ่งโรจน์อีกครั้ง อย่าให้ใคร โดยเฉพาะโจวเฉิงเหล่ยก้าวข้ามไปได้
เวินหว่านเดินออกมาจากบ้านด้วยใจที่สับสน แม่ของโจวกั๋วหัวใช้ให้เธอมาตามเขากลับไปทานข้าว แต่เหตุผลที่แท้จริงคือเมื่อคืนเธอไม่ได้ป้องกัน เธอจึงใช้ให้เขาไปซื้อยาคุมที่ในเมือง แต่เขากลับหายไปนานจนน่าใจหาย
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน เสียงเจื้อยแจ้วของโจวเจี๋ยก็ดังขึ้นมา “ปลาตัวเล็กนี่นะ ท่านอาสะใภ้ของผมกับแม่ผมทำเองเลยนะ! ข้างนอกหาซื้อไม่ได้หรอก จะบอกให้! ถ้าพวกนายอยากกินก็ไปบอกแม่ให้มาซื้อที่บ้านฉันสิ บ้านฉันมีขาย หรือจะไปบ้านพี่โจวโจวก็ได้ บ้านเขาก็มีขาย! แต่ชั่งละเท่าไหร่ฉันไม่รู้นะ ต้องรีบๆ หน่อยล่ะ ทำไว้ไม่เยอะ เดี๋ยวก็หมดก่อน!”
โจวโจวที่ขี้อายกว่าได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เสริมเสียงเบา “ใช่...อาสะใภ้เล็กกับคุณย่าทวดเป็นคนทำ”
คำพูดนั้นทำให้เวินหว่านชะงักงัน สายตาของเธอจับจ้องไปยังห่อปลาในมือของโจวเจี๋ย และในบัดดลนั้นเอง ความจริงทั้งหมดก็กระจ่างชัด
ที่แท้นี่คือเหตุผลที่เจียงเซี่ยกว้านซื้อปลาเล็กปลาน้อยตากแห้งพวกนั้น! เธอไม่ได้ขายแค่ปลาแห้งธรรมดา แต่กำลังสร้างอาณาจักรขนมขบเคี้ยวด้วยปลาทอดปรุงรสเผ็ดนี่เอง!
เมื่อวานโจวกั๋วหัวเพิ่งจะบ่นว่าขาดทุนและจะเลิกรับซื้อปลาช ไม่ได้! จะเลิกไม่ได้เด็ดขาด!
ขนมปลาแบบนี้เธอรู้จักมันดี! ในชาติก่อน เธอเองก็เคยหลงใหลในรสชาติของมัน จนถึงกับไปค้นหาสูตรจากอินเทอร์เน็ตมาลองทำด้วยตัวเอง และรสชาติก็ออกมาไม่เลวเลยทีเดียว! ประกายตาของเวินหว่านวาวโรจน์ขึ้นมา...เธอจะสอนแม่ของโจวกั๋วหัวทำ!
ราวกับสวรรค์เป็นใจ โจวกั๋วหัวก็กลับมาจากในเมืองในตอนนั้นพอดี ในมือของเขาหิ้วถุงยาและอุปกรณ์คุมกำเนิดมาตามที่เธอบอก เพราะเธอตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงยังไม่อยากตั้งครรภ์ในตอนนี้ นอกจากนั้นเขายังแวะซื้อขนมจากสหกรณ์การค้ามาฝากเธอด้วย
เวินหว่านเห็นเขาก็รีบปรี่เข้าไปพูด “ทำไมไปนานขนาดนี้? คุณเข้ามากับฉันเดี๋ยวนี้เลย ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย!”
…
และนั่นคือจุดเริ่มต้น...เย็นวันนั้น กลิ่นหอมอบอวลของปลาทอดก็ลอยคละคลุ้งออกมาจากหลายครัวเรือนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากบ้านของโจวกั๋วหัว
เจียงเซี่ยที่กำลังเดินไปยังท่าเรือก็ได้กลิ่นนั้นเช่นกัน เธอเดาได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ เพราะวันนี้จำนวนชาวบ้านที่นำปลาแห้งมาขายให้เธอลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้มาขโมยสูตรลับของเธอไปซึ่งๆหน้า เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปควบคุมใคร แค่ทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว!
ดวงอาทิตย์ยามเช้าเหนือผืนทะเลนั้นงดงามฉันใด ยามเย็นของหมู่บ้านชาวประมงก็งดงามฉันนั้น แสงสุดท้ายของวันในฤดูร้อนโปรดปรานการแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลายเป็นผืนผ้าใบขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยสีสันอันเจิดจ้า ตระการตา และเปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำในแต่ละวัน
เรือประมงของโจวเฉิงเหล่ยค่อยๆ แล่นฝ่าม่านแสงสีชาดกลับเข้าฝั่ง ราวกับภาพวาดอันงดงาม เจียงเซี่ยเดินไปรอรับเขาที่ริมท่าเรือด้วยรอยยิ้ม
โจวเฉิงเหล่ยกระโดดลงจากเรืออย่างคล่องแคล่ว สายตาของเขามองตรงมายังเธอเพียงผู้เดียว ราวกับว่าในโลกนี้มีเพียงแค่เธอกับเขา และสิ่งแรกที่เขาทำคือการยื่นเงินรายได้ของวันนี้ให้ภรรยาสุดที่รัก
เจียงเซี่ยรับมาด้วยรอยยิ้มกว้าง “วันนี้ได้เท่าไหร่คะ?”
“หนึ่งพันหกร้อยแปดสิบแปดหยวน กับอีกแปดเหมา”
ดวงตาของเจียงเซี่ยเป็นประกาย “โห! เป็นเลขมงคลสุดๆ ไปเลยค่ะ! หนึ่ง หก แปด แปดรวยตลอดทาง เฮงๆ ปังๆ ไปเลยนะคะ”
โจวเฉิงเหล่ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันไปหาบตะกร้าปลาลงจากเรือ
พ่อโจวที่เดินตามลงมาส่ายหน้ายิ้มๆ “เรื่องพูดยังไงก็ต้องยกให้เสี่ยวเซี่ยสินะ...พูดจาได้น่าฟังที่สุดแล้ว!” เขายกตะกร้าปลาที่เหลือลงมาสมทบ ก่อนที่ทั้งครอบครัวจะพากันเดินกลับบ้านด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมสุข
วันต่อมา โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ออกทะเล มีเพียงพ่อและพี่ชายของเขาที่ออกไปเช่นเคย เพราะพรุ่งนี้คือวันสำคัญ เป็นวันเริ่มการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ และวันปล่อยเรือประมงลำใหม่ออกสู่ท้องทะเล เขาจึงมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ
เรื่องคนงานก่อสร้างนั้น พ่อของเขาจัดการหาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว โดยให้คุณปู่ทวดเป็นหัวหน้าทีม นำชาวบ้านในละแวกมาช่วยกันสร้าง
แต่ลูกเรือสำหรับเรือใหญ่ลำใหม่นั้นยังว่างเปล่า พ่อและพี่ชายของเขามีเรือลำเล็กที่ต้องดูแล คงไม่สามารถไปออกเรือไกลกับเขาได้ เขาต้องการลูกเรืออย่างน้อยห้าคน เมื่อรวมกับตัวเขาเองเป็นหกคน ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น
ในใจของเขามีรายชื่ออยู่แล้วโจวหย่งกั๋วคือคนแรก ส่วนอีกสี่ตำแหน่งที่เหลือ เขาตั้งใจจะไปชวนเหล่าสหายร่วมรบสมัยกองทัพมาลงเรือลำเดียวกัน
ดังนั้นตลอดทั้งวันของวันนี้ เขาจึงขี่จักรยานไปทั่วเพื่อพบปะสหายเก่า กว่าจะกลับมาก็มืดค่ำ พร้อมกับกลิ่นสุราที่ติดตัวมาด้วย
พ่อโจวและแม่โจวเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งของวันพรุ่งนี้เพื่อเตรียมเครื่องเซ่นไหว้สำหรับพิธีสำคัญทั้งสองพิธี
โจวเฉิงเหล่ยอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อย กลิ่นเหล้าจางลงไปมากแต่ก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่ เจียงเซี่ยยื่นชามซุปสร่างเมาที่เธอต้มและนำไปแช่น้ำไว้จนเย็นส่งให้เขา “ดื่มไปเยอะมากเลยเหรอคะ?”
“ก็พอตัว ไม่ได้เยอะขนาดนั้น” โจวเฉิงเหล่ยรับมาดื่มรวดเดียวจนหมดชาม เขาวางชามลง แล้วรวบร่างบางของภรรยาเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ในความเงียบงันนั้นมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความรู้สึกหวั่นไหวอันลึกซึ้งแผ่ซ่านเชื่อมโยงใจของคนทั้งสอง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด โจวเฉิงเหล่ยค่อยๆ ก้มศีรษะลง ริมฝีปากของเขาทาบทับลงบนริมฝีปากของเด็กสาวของเขาอย่างนุ่มนวล เด็กสาวผู้เข้ามาเติมเต็มหัวใจอันว่างเปล่าของเขาให้เปี่ยมล้น...
...คนรักของเขา...
ค่ำคืนนี้ช่างเย็นสบายและแจ่มใส กลิ่นอายจางๆ ของสุราที่ติดอยู่บนตัวเขากลับกลายเป็นสิ่งที่ชวนให้มึนเมาและลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น
รุ่งสางของวันใหม่ พ่อโจวและแม่โจวตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งเพื่อเริ่มเตรียมงาน ทั้งฆ่าไก่และเตรียมเครื่องเซ่นไหว้อย่างขะมักเขม้น
โจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยตื่นตอนตีสี่ครึ่ง เมื่อออกมาก็พบว่าไก่สองตัวและหมูสามชั้นสองชิ้นถูกนึ่งจนสุกหอมกรุ่นพร้อมแล้ว
ของไหว้อื่นๆ เช่นผลไม้ เจียงเซี่ยได้จัดเตรียมไว้สองชุดตั้งแต่เมื่อคืนตามที่แม่โจวสั่ง ชุดหนึ่งสำหรับพิธีลงเสาเอกบ้านใหม่ และอีกชุดสำหรับพิธีรับเรือลำใหม่
เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ ทุกคนก็พากันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ดูดีที่สุด
วันนี้พวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน แม่โจวจะอยู่ดูแลพิธีที่บ้านแต่เพียงผู้เดียว เพราะก่อนจะเริ่มการก่อสร้าง จะต้องมีการทำพิธีไหว้เจ้าที่เจ้าทางทั้งสี่มุมของที่ดินก่อน
ส่วนโจวเฉิงเหล่ย เจียงเซี่ย และพ่อโจวจะเดินทางไปเข้าร่วมพิธีปล่อยเรือที่อู่ต่อเรือ
หลังอาหารเช้า โจวเฉิงเหล่ยก็หาบคานที่ใส่เครื่องเซ่นไหว้ไว้เต็ม เจียงเซี่ยถือเงินสดเก้าพันหยวน เดินทางไปยังท่าเรือพร้อมกับพ่อโจวและโจวเฉิงซิน
เงินหนึ่งพันหยวนที่เธอพกมาเกินนั้นมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน และเธอยังทิ้งเงินสำรองไว้อีกหนึ่งพันหยวนให้แม่โจวที่บ้านด้วย
โจวเฉิงเหล่ยขับเรือลำเล็กมุ่งตรงไปยังตัวเมือง วันนี้ไม่มีใครมีกะจิตะกะใจจะลากอวนหรือตกปลา หัวใจของทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวังจนไม่อยากจะทำสิ่งอื่นใดอีก นอกจากการเหม่อมองท้องทะเลเบื้องหน้าและดื่มด่ำกับความสุขอันเปี่ยมล้นนี้อย่างเงียบๆ!
เจ็ดโมงครึ่ง เรือเทียบท่าที่อู่ต่อเรือ โจวเฉิงเหล่ยจอดเรือในจุดที่ไม่กีดขวางการปล่อยเรือลำใหม่
ทั้งสี่คนก้าวลงจากเรือ มุ่งตรงไปยังลานปล่อยเรือหมายเลขหนึ่ง ที่ซึ่งเรือลำใหม่ของพวกเขากำลังจอดรออย่างสง่างาม
เรือลำใหม่จอดสงบนิ่งอยู่บนลานปล่อยเรือ ขนาดของมันใหญ่โตและสง่างาม สีที่ทาใหม่ยังคงสดใสสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้า มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวังและอนาคตของพวกเขา
ท่านผู้อำนวยการโจวกำลังนำทีมช่างทำกากรตรวจสอบขั้นสุดท้ายอย่างละเอียดอยู่บนเรือ
ก่อนที่เรือจะถูกปล่อยลงสู่ผืนน้ำ จะต้องมีการตรวจสอบระบบและรอยรั่วซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
โจวเฉิงเหล่ยและพ่อโจวก้าวขึ้นไปบนเรือเพื่อร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบด้วยตนเอง
เจียงเซี่ยและโจวเฉิงซินยืนรออยู่ด้านล่าง
โจวเฉิงซินเงยหน้ามองเรือลำใหญ่มหึมาด้วยแววตาที่เปล่งประกายอย่างปิดไม่มิด “ไม่เคยนึกฝันเลยว่าวันหนึ่งบ้านเราจะมีเรือประมงไกลฝั่งเป็นของตัวเอง นี่มันคือความฝันของผมมาตลอดเลยนะ”
แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรือของเขา แต่โจวเฉิงซินก็รู้สึกยินดีจากหัวใจ ดีใจแทนน้องชายของเขา!
เจียงเซี่ยกำลังยกกล้องขึ้นบันทึกภาพแห่งความทรงจำ เมื่อได้ยินดังนั้นเธอก็หันมายิ้มกว้าง “ไม่ใช่แค่ลำเดียวหรอกค่ะพี่ใหญ่ ในอนาคตเราจะมีเรือแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แน่นอน”
โจวเฉิงซินหัวเราะร่า “ใช่เลย!”
เจ็ดโมงห้าสิบนาที การตรวจสอบทุกขั้นตอนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทุกอย่างปกติ ไม่มีปัญหาใดๆ
โจวเฉิงเหล่ยลงจากเรือ แล้วจูงมือเจียงเซี่ยขึ้นไปบนเรือลำใหม่ด้วยกัน
โจวเฉิงซินก็ตามขึ้นไปสมทบ
ทุกคนบนเรือเข้าประจำที่...เตรียมพร้อม
ทั้งหมดรอเพียงเวลาแปดนาฬิกาตรง เมื่อเข็มนาฬิกาเดินถึงฤกษ์ยามอันเป็นมงคลที่สุดแล้ว เรือลำใหม่ของพวกเขาก็จะถูกปล่อยออกสู่ท้องทะเลกว้าง!
(จบบท)