บทที่ 21 ออกทะเล
วันนี้เป็นตาของโจวเฉิงเหล่ยที่ได้ใช้เรือก่อนเพราะเมื่อวานตอนทานข้าว พ่อลูกทั้งสามคนได้ตกลงกันไว้แล้วว่าวันนี้โจวเฉิงเหล่ยจะออกทะเล พรุ่งนี้เป็นโจวเฉิงซิน และวันสุดท้ายเป็นของพ่อโจว
โจวเฉิงซินคงจะรู้สึกผิดที่ตัวเองได้อยู่บ้านใหม่ แต่โจวเฉิงเหล่ยกับพ่อแม่ยังคงอยู่บ้านเก่าจึงยอมให้โจวเฉิงเหล่ยออกทะเลก่อน
โจวเฉิงเหล่ยค่อยๆ ยกแขนเล็กๆ และเรียวขาที่ยาวเหยียดที่พาดอยู่บนตัวเขาออกอย่างระมัดระวัง
แต่ทันทีที่เขาเพิ่งจะยกแขนเล็กๆ ของเจียงเซี่ยออกไป ขาของเธอยังไม่ทันได้ขยับ แขนของเธอก็พาดกลับขึ้นมาอีกครั้ง แถมยังกอดแน่นกว่าเดิม
โจวเฉิงเหล่ยพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็เอาออกไม่ได้จริงๆ พอเอาออก เธอก็พาดกลับขึ้นมา
เขาเหงื่อแตกแล้ว!
โจวเฉิงเหล่ยทำได้เพียงพูดเสียงต่ำ “เจียงเซี่ยคุณปล่อยผมก่อน ผมต้องลุกไปออกทะเลแล้ว”
“เจียงเซี่ย เจียงเซี่ย”
โจวเฉิงเหล่ยเรียกอยู่สามครั้ง เจียงเซี่ยถึงได้ตื่นขึ้นมา ขานรับอย่างงัวเงีย “อ้อ ต้องลุกไปขายผักแล้วเหรอคะ?”
เจียงเซี่ยยังไม่ทันได้ลืมตาก็ลุกขึ้นนั่งแล้ว
โจวเฉิงเหล่ย: “...”
ลุกไปขายผักนี่มันสถานการณ์อะไรอีก?
เธอฝันว่าไปขายผักอย่างนั้นรึ?
“ผมจะออกทะเลแล้ว คุณนอนต่อเถอะ”
เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังขึ้นข้างหู ทำให้เจียงเซี่ยสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที
เมื่อกี้เธอฝันว่ากำลังนอนอยู่กับย่า
โจวเฉิงเหล่ยเปิดมุ้งลงจากเตียง และไม่ได้เปิดไฟ “คุณนอนต่อเถอะ”
เจียงเซี่ยตื่นเต็มตาแล้ว เมื่อนึกถึงที่เขาพูดเมื่อครู่ว่าจะออกทะเล ก็รีบลงจากเตียงตามไป คลำหาสวิตช์แล้วดึงเปิดไฟ “ฉันไปออกทะเลกับคุณด้วยนะคะ ฉันยังไม่เคยออกทะเลเลย อยากไปเห็นสักครั้งได้ไหมคะ?”
อยู่ใกล้ภูเขาก็พึ่งพาภูเขา อยู่ใกล้น้ำก็พึ่งพาน้ำ อยู่ติดทะเลก็หาปลาเลี้ยงชีพ เจียงเซี่ยอยากจะไปเห็นว่าเขาจับปลากันอย่างไร ไม่แน่ว่าในอนาคตเธออาจจะมีโอกาสซื้อเรือประมงสักลำออกทะเลหาปลาบ้าง
โจวเฉิงเหล่ยเดิมทีอยากจะปฏิเสธ แดดในทะเลแรงมาก เธอทนไม่ไหวแน่นอน แต่พอสบตากับเธอเข้าก็พูดไม่ออก
ภายใต้แสงไฟ ดวงตาคู่สวยคู่นั้นสว่างไสวราวกับผืนทะเลที่สะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน ลุ่มลึกและมีเสน่ห์ เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
เขาพยักหน้า “ได้สิ”
อย่างไรเสียวันนี้ก็เป็นตาของเขาออกทะเล เงินที่หามาได้ก็เป็นของเขาคนเดียว ไม่กระทบถึงพี่ใหญ่
ถึงตอนนั้นถ้าเธอทนไม่ไหว ก็แค่กลับเข้าฝั่งเร็วหน่อย อย่างมากก็แค่ขาดทุนค่าน้ำมันเท่านั้น
เจียงเซี่ยยิ้มดวงตาเป็นประกาย “ถ้างั้นฉันไปเตรียมตัวก่อนนะคะ!”
ถ้าหากเมื่อครู่ดวงตาของเธอเปรียบดั่งผืนทะเลที่สะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน งั้นในตอนนี้ก็เปรียบดั่งผืนทะเลที่สะท้อนแสงตะวันยามอัสดง สว่างไสวจับตา ดุจดาราพร่างพรายเต็มท้องนภา
โจวเฉิงเหล่ยขานรับเบาๆ ในลำคอ ละสายตาไป แล้วหยิบเสื้อผ้าเดินออกจากห้องไป
เพราะโจวเฉิงเหล่ยจะพาเจียงเซี่ยออกทะเล แม่โจวจึงดึงพ่อโจวมากระซิบกำชับให้เขามีไหวพริบหน่อย อย่าไปขัดขวางลูกชายกับลูกสะใภ้สร้างเสริมความสัมพันธ์ ถ้าไม่มีอะไรก็หลบไปอยู่ข้างๆ
เมื่อคืนในที่สุดทั้งสองคนก็นอนห้องเดียวกันแล้ว เธอตั้งตารอที่จะได้อุ้มหลานเร็วๆ!
พ่อโจวพูดไม่ออก เธอคิดว่าเรือที่บ้านลำใหญ่นักรึไง?
ยังจะให้หลบไปอยู่ข้างๆ อีก?
เขากระโดดลงทะเลไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ!
ทั้งสามคนเดินมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ
ยามนี้คือเดือนสิงหาคม ชายทะเลก่อนรุ่งสาง ดวงจันทร์สว่างแต่ดาวบางตา แสงไฟจากเรือประมงส่องสว่างเป็นจุดๆ
ลมทะเลพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นอายทะเลจางๆ
ครอบครัวในหมู่บ้านที่ออกหาปลาก็จะออกทะเลเวลานี้เช่นกัน แต่วันนี้พวกเขาออกมาช้าไปหน่อย ในทะเลมีเรือแล่นออกไปแล้วหลายลำ
บนศีรษะของพ่อโจวสวมไฟฉายคาดหัว ส่องทางอยู่ข้างหน้า ฝีเท้าค่อนข้างเร็ว
เจียงเซี่ยไม่อยากถ่วงเวลา จึงวิ่งเหยาะๆ ตามไป
“ไม่ต้องรีบไปต้องรอพ่อไปซื้อน้ำมันก่อน”
เจียงเซี่ยถึงได้ชะลอฝีเท้าลง
โจวเฉิงเหล่ยใช้ไฟฉายส่องทางให้ฝีเท้าก็ปรับให้เข้ากับความเร็วของเธอ
เดินอยู่สิบกว่านาทีก็ถึงท่าเรือ
ที่ท่าเรือมีเรือประมงจอดเรียงรายอยู่ลำแล้วลำเล่า บนเรือประมงเปิดไฟสว่างไสว แสงเงาสะท้อนบนผิวน้ำพร่าเลือน เงาคนไหวไปมา
ทั้งหมดคือชาวประมงและเรือที่เตรียมจะออกทะเล
พ่อโจวซื้อน้ำมันดีเซลและนำขึ้นเรือไปแล้ว
ทุกคนเห็นว่าคนที่อยู่ข้างๆ โจวเฉิงเหล่ยไม่ใช่โจวเฉิงซิน แต่เป็นผู้หญิง ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเพิ่มอีกแวบหนึ่งสายตาดูแปลกๆ
มีชายชราคนหนึ่งอายุราวๆ พ่อโจวเหลือบมองเจียงเซี่ย แล้วถามโจวเฉิงเหล่ย “อาเหล่ย นี่เมียแกรึ? แกจะพาเธอออกทะเลเหรอ?”
โจวเฉิงเหล่ยขึ้นเรือไปก่อน แล้วยื่นมือไปพยุงเจียงเซี่ยขึ้นเรือ กลัวว่าเธอจะยืนไม่มั่นคง จึงตอบกลับไปแค่คำเดียว “อืม”
เจียงเซี่ยมองมือใหญ่ของเขาแวบหนึ่ง แล้วถึงได้ยื่นมือออกไป
โจวเฉิงเหล่ยพยุงเธอขึ้นเรือแล้วก็ปล่อยมือ
ชายคนนั้นหันไปมองพ่อโจวอีกครั้ง “โจวหย่งฝู พวกแกพาผู้หญิงออกทะเลคิดจะซวยกันรึไง?”
พ่อโจวกำลังแก้เชือกอยู่ได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างหัวเสีย “ตดหมาของแกเถอะ! ข้าไม่เชื่องมงายเหมือนแกหรอก ไม่มีข้อห้ามอะไรทั้งนั้น!”
“ถุย แกอย่าไม่เชื่อนะ ผู้หญิงไม่มีก้นมันจะรั่ว พวกแกยังกล้าพาออกทะเลอีก รอรับความซวยได้เลย!”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “เฉิงเหล่ย ออกทะเลไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ฟังคำแนะนำของอาสักคำเถอะ อย่าพาเมียแกออกทะเลเลย! ผู้หญิงขึ้นเรือจะโชคร้าย ไม่รักชีวิตแล้วรึไง?”
เจียงเซี่ยไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อนจริงๆ แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อก็ตาม
แต่ก็ไม่รู้ว่าโจวเฉิงเหล่ยจะถือสารึเปล่า
เธอถามขึ้นว่า “ที่หมู่บ้านมีความเชื่อว่าผู้หญิงห้ามออกทะเลเหรอคะ?”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ชอบฟังเรื่องพวกนี้ เขาพูดเรียบๆ “บ้านผมได้ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่น”
ปฏิรูปเปิดประเทศกันแล้ว ผู้หญิงก็แบกรับฟ้าได้ครึ่งหนึ่ง บนเรือรบยังมีสหายหญิงเลย จะโชคร้ายได้อย่างไร?
เขาไม่เคยคิดว่าผู้หญิงจะทำอะไรไม่ได้ ทหารหญิงบางคนก็กล้าหาญมาก
พ่อโจวขับเรือออกจากฝั่ง
เขาเองก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เหมือนกัน เมื่อก่อนเขาก็เคยแอบพาเมียแก่ของเขาออกทะเล ก็อยู่กันมาอย่างปลอดภัยมาทั้งชีวิต
เขาเชื่อเพียงว่าสามีภรรยาใจตรงกัน คมปัญญาของพวกเขาก็สามารถตัดทองคำได้!
ทุกคนเห็นว่าพวกเขาไม่ฟังก็พากันส่ายหน้า “ไม่เชื่อคำคนแก่ เดี๋ยวจะเสียใจทีหลัง”
“ไม่กลัวตายกันจริงๆ!”
“รอรับความซวยได้เลย! ต่อให้เรือไม่ล่ม ก็จับปลาไม่ได้หรอก”
“พวกแกจะใจดีไปเตือนเขาทำไม? ช่างหัวพวกมันสิ ”
เครื่องยนต์ส่งเสียง “ตั่กๆๆๆ” เรือค่อยๆ แล่นออกสู่ทะเลสีดำมืดอันกว้างใหญ่ไพศาล เหนือผืนทะเลคือหมู่ดาวที่ส่องประกายระยิบระยับ
ทะเลตอนกลางคืนไม่มีอะไรน่าดูนัก มีเพียงแสงไฟจากเรือประมงที่อยู่ห่างไกลเป็นหย่อมๆ
เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนของฤดูร้อน หมู่ดาวส่องประกายพร่างพราว
“หนาวไหม?” โจวเฉิงเหล่ยยื่นเสื้อคลุมสีเขียวทหารให้เธอ
“นิดหน่อยค่ะ”
ลมทะเลค่อนข้างเย็น เจียงเซี่ยรับมาสวมใส่
บนเสื้อมีกลิ่นหอมจางๆ ของฝักสบู่ดำ เป็นกลิ่นกายของเขา
โจวเฉิงเหล่ยให้เสื้อคลุมเจียงเซี่ยแล้วก็เดินไปขับเรือ ให้พ่อโจวได้พักผ่อน
เมื่อเวลาผ่านไปทีละน้อย ดวงดาวค่อยๆ เลือนหายไป ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย ที่เส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกมีแสงสีขาวเส้นหนึ่ง ค่อยๆ แผ่ขยายออกไป
เจียงเซี่ยเตรียมตัวจะดูพระอาทิตย์ขึ้นกลางทะเล ทันใดนั้นเธอก็เห็นแสงสีทองวาบขึ้นแล้วหายไปบนผิวน้ำที่อยู่ห่างไกล
เธอถามด้วยความสงสัย “โจวเฉิงเหล่ย ฉันเห็นแสงสีทองแวบขึ้นมาตรงผิวน้ำทางนั้น เป็นปลาเรืองแสงอะไรรึเปล่าคะ?”
โจวเฉิงเหล่ยกำลังขับเรืออยู่ เสียงเครื่องยนต์ดังตั่กๆๆ หูของเขาก็ไม่ค่อยดี จึงไม่ได้ยิน พ่อโจวมองไปตามทิศที่นิ้วของเจียงเซี่ยชี้ไป แต่น่าเสียดายที่ไม่เห็นอะไร
“ปลามันก็มีเรืองแสงบ้าง” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
เมื่อเห็นว่าออกมาไกลพอสมควรแล้ว พ่อโจวก็เดินไปขับเรือ และบอกกับโจวเฉิงเหล่ยว่า “ลูกลงไปวางอวน เดี๋ยวพ่อจะขับเอง”
โจวเฉิงเหล่ยก็เดินไปเตรียมวางอวน
เจียงเซี่ยได้ยินเสียง “กุ๊กๆ” ดังขึ้นแว่วๆ
เธอถามขึ้นว่า “พวกคุณได้ยินเสียงกุ๊กๆ ไหมคะ? เป็นเสียงนกทะเลร้องรึเปล่า?”
“เสียงกุ๊กๆ เหรอ?” โจวเฉิงเหล่ยชะงักมือ ไม่ลงอวนแล้ว หันไปมองทะเล “ทิศไหน?”
พ่อโจวก็หันไปมองเจียงเซี่ย “มีเสียงกุ๊กๆ ที่ไหนกัน?”
นี่ไม่ใช่เสียงที่ปลาธรรมดาจะส่งออกมาได้
เสียงเงียบไปแล้ว เจียงเซี่ยก็ยังคงชี้ไปทางหนึ่ง “เหมือนจะดังมาจากทางนั้นนะคะ”
พ่อโจวรีบหันหัวเรือไปทางที่เจียงเซี่ยชี้ทันที แฝงไปด้วยความคาดหวัง
เสียง “กุ๊กๆ” น่ะ หรือว่าจะเป็น
ในตอนนั้นเองเสียง “กุ๊กๆ” ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เจียงเซี่ย: “ฟังค่ะ ดังอีกแล้ว!”
สิ้นเสียงของเจียงเซี่ย เสียงกุ๊กๆ ก็ดังขึ้นอีก และเป็น “กุ๊กๆ ”, “กุ๊กๆๆ ” ดังขึ้นทีละเสียงๆ เหมือนกบแก่ในนาข้าวต้นฤดูร้อน เหมือนจักจั่นบนต้นไม้
ต่อจากนั้นก็ขานรับกันเป็นทอดๆ ดังขึ้นพร้อมกัน ระงมไปทั่ว!
“กุ๊กๆๆๆๆๆ ”
เสียงนั้นดังมาก ราวกับน้ำในกาที่กำลังเดือด ยิ่งกว่าเสียงลมพัดผ่านป่าสนเสียอีก
(จบบท)