บทที่ 224 การแตกหัก
ทันทีที่ล้อรถไฟเทียบชานชาลา เจียงตงและจางฟู่เหยียนก็รีบก้าวลงมาพร้อมกับสัมภาระพะรุงพะรัง ก่อนจะตรงไปยังโทรศัพท์สาธารณะของสถานีเพื่อต่อสายหาเจียงเซี่ย รายงานความปลอดภัยหลังจากร้างลากันไปนาน
การเดินทางที่ยาวนานถึงสี่วันสามคืนบนขบวนรถไฟ ทำให้ทั้งสองอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น ในตู้โดยสารเดียวกันยังมีหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งกำลังพาลูกน้อยที่ป่วยหนักเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อแสวงหาการรักษา เสียงร้องไห้ของเด็กที่เจ็บปวดทรมานดังระงมไม่ขาดสายตลอดวันตลอดคืน
สองหนุ่มสาวแทบไม่ได้ข่มตานอนสนิท ร่างกายอ่อนล้าสะสมจากการเดินทาง แต่จิตใจที่มีเมตตาก็ทำให้พวกเขาผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปช่วยประคองและดูแลเด็กน้อยอยู่เสมอ
ภาพของหญิงผู้เป็นแม่ที่กัดกินหมั่นโถวแห้งๆ เพียงลูกเดียวเพื่อประทังชีวิตไปทั้งสามมื้อนั้นบาดลึกในใจ ร่างกายที่ขาดสารอาหารย่อมไม่อาจผลิตน้ำนมให้ทารกได้ เด็กน้อยจึงยิ่งหิวและยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก
ทุกครั้งที่เจียงตงกับจางฟู่เหยียนหาซื้ออาหาร พวกเขาก็จะซื้อเผื่อหญิงและเด็กคู่นั้นด้วยความเต็มใจเสมอ แม้แต่ปลาตัวเล็กทอดกรอบรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเสบียงส่วนตัวก็ยังแบ่งให้เธอไปถึงสองถุงใหญ่
และในวินาทีสุดท้ายก่อนจะจากกันที่สถานี เงินสดทั้งหมดที่พวกเขาพกติดตัวก็ถูกมอบให้กับหญิงผู้น่าสงสารคนนั้นจนหมดสิ้น
จางฟู่เหยียนยังได้เขียนจดหมายแนะนำตัวฉบับหนึ่ง ยื่นให้กับมือของเธอ เพื่อให้นำไปติดต่อแพทย์ที่เธอรู้จักเป็นการส่วนตัวที่โรงพยาบาลปักกิ่ง หวังเพียงให้การรักษาลูกน้อยของเธอเป็นไปอย่างราบรื่น
เจียงตงยังจำคำกำชับของพี่สาวได้แม่นยำ ดังนั้นทันทีที่เท้าแตะพื้นปักกิ่ง เขาจึงรีบโทรศัพท์หาเธอทันทีเพื่อคลายความกังวล
“พี่ครับ ผมกับพี่เสี่ยวเหยียนถึงปักกิ่งโดยสวัสดิภาพแล้ว เพิ่งลงจากรถไฟเมื่อกี้นี้เอง”
เสียงหัวเราะของเจียงเซี่ยดังมาจากปลายสาย “ถือว่ารถไฟมาตรงเวลานะ ดีแล้ว... อย่าลืมเรียกแท็กซี่กลับโรงเรียนล่ะ ขนปลาแห้งมาตั้งเยอะแยะ อย่ามัวแต่เสียดายเงิน”
“ทราบแล้วครับ งั้นไม่คุยแล้วนะครับ ผมกับพี่เสี่ยวเหยียนจะรีบกลับโรงเรียนก่อน”
เจียงตงเหนื่อยจนแทบจะล้มทั้งยืน สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาในตอนนี้คือเตียงนอนนุ่มๆ ในหอพัก
ทว่าเสียงของเจียงเซี่ยกลับรั้งเขาไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อน... นายเลิกกับเสี่ยวเสียนแล้วใช่ไหม”
คำถามนั้นทำให้เจียงตงชะงักงันด้วยความประหลาดใจ “ยังเลยครับ! พี่ไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน”
“ก็จากเย่เสียนเองน่ะสิ!” เจียงเซี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนรู้สึกผิด “ขอโทษด้วยนะ... ทั้งหมดคงเป็นความผิดของฉันเองที่ทำให้นายเดือดร้อน พอดีโทรไปขอให้เธอช่วยซื้อของให้หน่อย แต่ดูเหมือนเธอคงจะรำคาญฉันมาก... แถมยังบอกว่าเลิกกับนายนานแล้วต่อไปนี้ห้ามฉันติดต่อไปหาเธออีกเด็ดขาด!”
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน!” เจียงตงรีบปฏิเสธ “เสี่ยวเสียนไม่ใช่คนนิสัยแบบนั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่หรอกครับ เธอคงยังโกรธผมเรื่องครั้งก่อนไม่หาย ที่ผมกลับมาพร้อมกับพี่เสี่ยวเหยียน เธอเลยเข้าใจผิด”
“เธอไม่น่าจะเข้าใจผิดหรอกนะ” เจียงเซี่ยแย้งอย่างนุ่มนวล แต่ทุกคำพูดกลับเหมือนมีการเตรียมการมาอย่างดี
“เพราะกลัวเธอจะคิดมาก ก็เลยอธิบายไปแล้วว่าเสี่ยวเหยียนเป็นเพื่อนสนิทของฉันเอง ตอนแรกที่เธอรับสาย เธอยังคุยกับฉันดีๆ อยู่เลยนะ ถามด้วยความกระตือรือร้นว่าคุณพ่อกลับบ้านหรือยัง แต่พอฉันเริ่มเอ่ยปากขอให้ช่วยซื้อของให้เท่านั้นแหละ ท่าทีเธอก็เปลี่ยนไปทันที บางทีฉันคงจะขอร้องเธอมากเกินไปจริงๆ จนเธอนึกรำคาญขึ้นมา... ถึงได้พูดเรื่องเลิกกับนาย แล้วก็ตัดบทไม่ให้ฉันโทรไปหาอีก”
เจียงตงนิ่งเงียบไป “…ไม่น่าจะร้ายแรงขนาดนั้นนะครับ”
แต่ในใจของเขากลับเริ่มสั่นคลอน ภาพในอดีตฉายซ้อนขึ้นมา... ครั้งที่เขาซื้อกล้องถ่ายรูปให้พี่สาว สีหน้าของเย่เสียนก็ไม่สู้ดีนัก ครั้งที่เขาซื้อเสื้อผ้าและของกินของใช้ให้แม่กับพี่สาว เธอก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน... ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างครุ่นคิด
“แล้วนี่... นายได้บอกเย่เสียนหรือยังว่าเรื่องของคุณพ่อไม่เป็นอะไรแล้ว” เจียงเซี่ยถามต่อเหมือนเพิ่งนึกได้
“ยังเลยครับ” เขาตอบตามตรง ตั้งใจว่าจะกลับไปอธิบายให้เธอฟังซึ่งๆ หน้าที่โรงเรียน
เจียงเซี่ยแสร้งทำเสียงตื่นตระหนก “ตายจริง! ฉันก็นึกว่านายบอกเธอไปแล้ว! เมื่อกี้เย่เสียนถามฉันว่าคุณพ่อกลับบ้านหรือยัง ฉันไม่รู้ว่านายยังไม่ได้บอกความจริงกับเธอ ฉันเลยนึกว่าเธอแค่ถามว่าคุณพ่อกลับจากการเดินทางหรือยัง ก็เลยตอบไปว่ายังไม่กลับ... นี่เธอต้องเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วแน่ๆ! ต้องคิดว่าคุณพ่อเราเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ!”
“ เจียงตง... พ่อไม่เป็นไรแล้ว ทำไมนายไม่รีบบอกเธอให้เร็วกว่านี้ ปล่อยเวลาผ่านมาตั้งหลายวัน แถมฉันยังไปตอกย้ำความเข้าใจผิดของเธออีก เธอคงไม่ได้คิดว่าครอบครัวเรากำลังจะล้มละลาย เลยกลัวจะเดือดร้อนไปด้วย ถึงได้รีบชิงขอเลิกกับนายหรอกนะ”
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ!” เจียงตงปฏิเสธเสียงแข็ง “เสี่ยวเสียนไม่ใช่คนแบบนั้น”
“อืม... ก็จริงของนายนะ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก” เจียงเซี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ทุกพยางค์กลับเป็นเหมือนใบมีดคมกริบที่ค่อยๆ กรีดลงบนความเชื่อใจของน้องชาย
“เสี่ยวเสียนดูภายนอกก็เป็นคนเรียบง่ายจิตใจดี น้องชายของฉันทั้งหล่อเหลาทั้งเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เธอต้องหลงใหลในความสามารถของนายอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพราะหวังฐานะทางบ้านของเราหรอก... เธอคงไม่ใจร้ายทอดทิ้งนายไปเพียงเพราะเข้าใจผิดว่าครอบครัวเรากำลังตกอับ และนายก็หมดประโยชน์ให้เกาะเกี่ยวอีกต่อไป... สงสัยช่วงนี้ฉันจะอินกับละครวิทยุมากเกินไปจริงๆ ถึงได้คิดเล็กคิดน้อยอ่อนไหวไปหมด!”
เจียงตงถึงกับพูดไม่ออก “…”
“พี่ครับ เสี่ยวเสียนเธอแค่เข้าใจผิดเรื่องผมกับพี่เสี่ยวเหยียน ครั้งที่แล้วตอนเธอเห็นผมนั่งแท็กซี่กลับบ้านมากับพี่เสี่ยวเหยียน เธอก็โกรธมากจนพลั้งมือตบหน้าพี่เสี่ยวเหยียนไปฉาดหนึ่ง เดี๋ยวผมจะกลับไปอธิบายทุกอย่างให้เธอเข้าใจเองครับ”
คำสารภาพนั้นทำให้ความโกรธของเจียงเซี่ยพลันปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟระเบิด “ว่าไงนะ! เธอตบเสี่ยวเหยียนเหรอ! แล้วนายก็ยืนมองอยู่เฉยๆ อย่างนั้นน่ะเหรอเจียงตง! นายจะกลับไปอธิบายอะไรกับผู้หญิงคนนั้นอีก คนที่นายต้องอธิบายและขอโทษคือเสี่ยวเหยียนต่างหาก!”
เจียงตงรู้สึกผิดจนแทบแทรกแผ่นดินหนี “คือ... ตอนนั้นผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูกครับ”
ความรีบร้อนที่จะกลับบ้านในวันนั้นทำให้เขาสับสนและใจลอย เขาไม่ทันได้ตั้งตัวจริงๆ ไม่คาดคิดว่าจะบังเอิญเจอเย่เสียน และยิ่งไม่คาดฝันว่าเธอจะพุ่งเข้ามาทำร้ายคนอย่างอุกอาจเช่นนั้น
เจียงเซี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับอารมณ์ที่เดือดพล่าน ไม่อยากจะเสวนาอะไรกับน้องชายอีกต่อไป!
“เสี่ยวเหยียนอยู่ข้างๆ นายไหม ส่งโทรศัพท์ให้เธอเดี๋ยวนี้! ส่วนนาย... ก็ไสหัวไปไกลๆ เลยนะ อย่าบังอาจมาแอบฟังฉันคุยกับพี่เสี่ยวเหยียนของนาย! ฉันจะด่าแฟนของนายให้หนำใจ และไม่อยากให้นายได้ยิน!”
เจียงตงหน้าเจื่อนไป “…”
เขายื่นโทรศัพท์ให้จางฟู่เหยียนอย่างจำใจ “พี่เสี่ยวเหยียนครับ... พี่ผมอยากคุยด้วย”
จางฟู่เหยียนรับโทรศัพท์มาแนบหู
เจียงตงเดินเลี่ยงออกไปยืนอยู่ห่างๆ อย่างว่าง่าย
ทันทีที่แน่ใจว่าน้องชายไม่ได้ยิน เจียงเซี่ยก็เอ่ยกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่ยังแฝงความกรุ่นโกรธ “เสี่ยวเหยียน ฉันขอโทษแทนเจียงตงด้วยนะ ต่อไปถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีก เธอไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น ตบกลับไปเลย! ไม่ต้องมาห่วงหน้าตาของฉัน! ถ้าวันนั้นฉันอยู่ตรงนั้นด้วยนะ ฉันจะลุยเข้าไปตบสั่งสอนให้เธอเอง!”
ถ้อยคำนั้นทำให้หัวใจของจางฟู่เหยียนอบอุ่นขึ้นมาทันที เธอยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรหรอกเซี่ยเซี่ย เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนั้นเธอก็คงแค่เข้าใจผิดน่ะ”
แน่นอนว่าในใจเธอก็โกรธจนตัวสั่น ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าลงไม้ลงมือกับเธอ แต่ในสถานการณ์นั้น เธอไม่อยากสร้างความลำบากใจให้เจียงตง และที่สำคัญคือไม่อยากให้เรื่องนี้มาบั่นทอนความสัมพันธ์อันดีระหว่างเธอกับเจียงเซี่ย
การตบกลับไปอาจจะสะใจก็จริง แต่บรรยากาศหลังจากนั้นคงมีแต่ความกระอักกระอ่วน อีกทั้งตอนนั้นก็ต้องรีบไปให้ทันขึ้นเครื่องบิน เธอจึงเลือกที่จะอดทนไว้
“เรื่องจริงเป็นยังไงยังไม่รู้เรื่อง แต่กลับใช้กำลังกับคนอื่น แบบนี้มันไม่ถูก…” เจียงเซี่ยยังคงไม่หายโกรธ ก่อนจะเอ่ยปากขอร้องให้จางฟู่เหยียนช่วยทำอะไรบางอย่างให้
จางฟู่เหยียนรับฟังเงียบๆ แล้วตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องถึงกับต้องยืมหรอก ตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวแล้วล่ะ บนรถไฟพวกเราเจอเรื่องนิดหน่อย…”
เธอเล่าเหตุการณ์บนรถไฟให้เพื่อนฟังอย่างคร่าวๆ
หลังจากพูดคุยธุระกันอีกเล็กน้อย ทั้งสองก็วางสายไป
จางฟู่เหยียนหันไปต่อสายอีกครั้งหนึ่ง แจ้งให้คนขับรถที่บ้านทราบว่าไม่ต้องออกมารับแล้ว
จากนั้น เธอกับเจียงตงก็ช่วยกันลากถุงปลาแห้งขนาดมหึมาหลายใบ ออกมาจากสถานีเพื่อเรียกแท็กซี่
รถแท็กซี่มาจอดเทียบที่หน้าประตูโรงเรียนในเวลาบ่ายโมงสี่สิบกว่านาที
และที่ตรงนั้น เย่เสียนกำลังยืนรออยู่
ในจังหวะที่กำลังจะก้าวลงจากรถนั่นเอง เจียงตงก็เพิ่งฉุกคิดขึ้นได้ เขานึกถึงคำพูดของจางฟู่เหยียนที่ว่าจะมีรถจากที่บ้านมารับ จึงไม่ได้เผื่อเงินสดสำหรับค่าแท็กซี่ไว้เลยแม้แต่หยวนเดียว เงินทั้งหมดที่พกมาได้มอบให้แม่ลูกคู่นั้นไปจนหมดสิ้น!
เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าทางบ้านของจางฟู่เหยียนจะไม่สะดวกมารับ
เขาหันไปถามเธออย่างร้อนรน “พี่เสี่ยวเหยียนครับ พอจะมีเงินติดตัวบ้างไหมครับ”
จางฟู่เหยียนเหลือบสายตามองไปยังร่างของเย่เสียนที่ยืนโดดเด่นอยู่หน้าประตูโรงเรียน ก่อนจะแสร้งทำเป็นคลำหาในกระเป๋า แล้วหันมาส่ายหน้า “ไม่มีเลยจ้ะ ฉันให้ผู้หญิงคนนั้นไปหมดแล้ว”
แท้จริงแล้วเธอมีเงินสิบหยวนสำรองไว้ในกระเป๋า แต่เสียงของเซี่ยเซี่ยยังคงก้องอยู่ในหู ‘ถ้าเจอเย่เสียนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน ให้แกล้งทำเป็นไม่มีเงินเด็ดขาด’
คนขับรถแท็กซี่เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ เจียงตงเห็นเย่เสียนยืนอยู่ไม่ไกลจึงรีบหันไปบอก “พี่คนขับครับ แฟนผมยืนอยู่ตรงนั้นพอดีเลย! เดี๋ยวผมวิ่งไปขอเงินเธอมาจ่ายให้ รบกวนรอสักครู่นะครับ!”
ว่าแล้วเขาก็พรวดพราดลงจากรถ วิ่งตรงไปยังเย่เสียนทันที
เย่เสียนมองภาพชายหนุ่มที่วิ่งเข้ามาหา หนวดเคราขึ้นเขียวครึ้ม เสื้อผ้าบนร่างกายก็ยับยู่ยี่ราวกับผ้าขี้ริ้ว
สภาพของเขาตอกย้ำความเชื่อของเธอว่าครอบครัวเจียงกำลังประสบปัญหาร้ายแรงถึงขั้นวิกฤตจริงๆ!
หากไม่เป็นเช่นนั้น เจียงตงผู้รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ มีหรือจะยอมปล่อยให้ตัวเองดูทรุดโทรมไม่ต่างจากยาจกข้างถนนได้ถึงเพียงนี้!
“เสี่ยวเสียน...” เจียงตงหอบหายใจเล็กน้อยเมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ “พอจะมีเงินติดตัวบ้างไหม... ขอยืมสักสิบหยวนได้หรือเปล่า พอดีฉันไม่มีเงินสดเลย ไว้พรุ่งนี้ฉันจะรีบ...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยคดี ร่างของจางฟู่เหยียนก็ก้าวลงมาจากรถแท็กซี่คันเดียวกัน
ภาพนั้นคือฟางเส้นสุดท้าย
“เพียะ!”
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังลั่น เย่เสียนฟาดฝ่ามือลงบนแก้มของเจียงตงอย่างแรง ความเย็นชาฉายชัดในแววตา “เจียงตง เราเลิกกัน! ต่อไปนี้อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก!”
พูดจบเธอก็หมุนตัววิ่งจากไปทันที ทิ้งให้เจียงตงยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้น
“….”
เหลือเพียงความเจ็บแปลบที่ใบหน้า กับความอัปยศอดสูที่ถาโถมเข้ามาท่ามกลางสายตาของผู้คน
(จบบท)