บทที่ 276: ข้อพิพาทที่เกิดจากห้องพัก
ทันทีที่รถบัสขนาดกลางจอดลงที่หน้าโรงแรมไป๋หยุน กลุ่มคนที่แต่งกายด้วยชุดสากลที่ดูสุภาพเรียบร้อยก็ทยอยกันลงมาจากรถ เจียงเซี่ยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของจางฟู่เหยียนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างกำลังโบกมือทักทายเธออย่างร่าเริง เธอก็ยิ้มแล้วโบกมือตอบกลับไป
จางฟู่เหยียนเคยบอกเธอไว้ในจดหมายว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ เธอมาพร้อมกับคณะทำงานจากกรมการค้าต่างประเทศและกรมการแปล ซึ่งตัวเธอเองก็เพิ่งจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าฝึกงานที่กรมการแปลได้สำเร็จ
การที่นักศึกษาชั้นปีที่สองสามารถผ่านการสัมภาษณ์ที่เข้มข้นและได้รับสิทธิ์ในการฝึกงานในหน่วยงานระดับประเทศเช่นนี้ได้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถทางภาษาต่างประเทศอันยอดเยี่ยมของเธอได้เป็นอย่างดี เพราะงานแปลนั้นเป็นงานที่ต้องอาศัยความสามารถและทักษะที่แท้จริง รู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ไม่สามารถหลอกลวงหรือตบตาใครได้
ยังไม่ทันที่เจียงตงจะได้เก็บกระเป๋าเดินทางลงจากรถเสร็จเรียบร้อย จางฟู่เหยียนก็รีบกระโดดลงจากรถแล้วพุ่งเข้ามากอดเจียงเซี่ยไว้แน่น “เซี่ยเซี่ย! ฉันคิดถึงเธอจังเลย!”
แต่แล้วความสุขของการได้พบเจอกันอีกครั้งก็ถูกขัดจังหวะโดยเสียงที่เย็นชาและเคร่งขรึมของสหายหญิงอีกคนหนึ่งที่เดินลงมาจากรถตามหลังเธอมา เธอแต่งกายด้วยชุดที่สุภาพเรียบร้อยและดูเป็นทางการ แม้จะดูมีอายุมากกว่าจางฟู่เหยียนเพียงแค่หนึ่งหรือสองปี แต่ภาพลักษณ์ของเธอกลับดูเป็นผู้ใหญ่และน่าเกรงขามกว่ามาก เธอจ้องมองไปยังจางฟู่เหยียนด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“เสี่ยวเหยียน! เธอเป็นตัวแทนของกรมการแปลมาเพื่อเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่นะ ภาพลักษณ์ส่วนตัวของเธอคือภาพลักษณ์ของประเทศชาติ คือภาพลักษณ์ของกรมของเรา! เพราะฉะนั้นกรุณาสำรวมกิริยาและคำพูดของเธอให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมด้วย!”
หญิงสาวผู้นั้นคือเฝิงเจาจวิน ผู้ซึ่งอายุมากกว่าจางฟู่เหยียนสองปีและได้สำเร็จการศึกษาแล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถทางวิชาชีพที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เชี่ยวชาญถึงสามภาษา และสามารถสอบบรรจุเป็นพนักงานประจำที่กรมการแปลได้ทันทีที่เรียนจบ ตอนนี้เธอได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มของบรรดานักศึกษาฝึกงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาในกรม
เฝิงเจาจวินและจางฟู่เหยียนเติบโตขึ้นมาในบ้านพักข้าราชการเดียวกัน และเธอก็ไม่เคยชอบนิสัยที่ร่าเริงจนเกินงามและไม่สุขุมเยือกเย็นของจางฟู่เหยียนเลยแม้แต่น้อย วันๆ เอาแต่ทำหน้าทะเล้นยิ้มแย้มเพื่อจะให้คนอื่นมารักมาชอบ เธอคิดในใจอย่างดูแคลน
ตอนเด็กๆ นิสัยแบบนี้มันก็น่ารักอยู่หรอกนะ มันทำให้ผู้ใหญ่ทั้งบ้านพักต่างก็พากันเอ็นดูเธอ แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแถมยังต้องออกมาทำงานอีก เธอคิดว่าลูกไม้เดิมๆ แบบนี้มันยังจะใช้ได้ผลอยู่อีกหรือไง!
ในสายตาของเธอ นิสัยของจางฟู่เหยียนนั้นไม่เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือและความเคร่งขรึมเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย เธอควรจะไปอยู่กรมศิลปากรหรือทำงานสายบันเทิงมากกว่า และในเมื่อตอนนี้จางฟู่เหยียนได้มาอยู่ภายใต้การดูแลของเธอแล้ว เธอก็ตั้งใจว่าจะต้องอบรมสั่งสอนและดัดนิสัยที่กระโดดโลดเต้นเหมือนลิงเหมือนค่างของเธอให้กลับมาอยู่ในร่องในรอยให้ได้!
กรมการแปลเป็นหน่วยงานที่ต้องอาศัยความจริงจังและแม่นยำขนาดไหนกัน เธอจะต้องทำให้จางฟู่เหยียนมีทัศนคติที่ถูกต้องและแสดงท่าทีที่เป็นมืออาชีพออกมาให้ได้ จะปล่อยให้ทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโตจนทำให้เธอต้องพลอยเสียหน้าไปด้วยไม่ได้เด็ดขาด!
จางฟู่เหยียนที่กำลังหันหลังให้กับเฝิงเจาจวินอยู่ ได้แอบแลบลิ้นปลิ้นตากับเจียงเซี่ยอย่างขบขัน ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับหัวหน้ากลุ่มของเธอแล้วฉีกยิ้มหวาน “รับทราบแล้วค่ะพี่เจาจวิน!”
เฝิงเจาจวินกวาดสายตามองไปยังเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ “นี่น่ะเหรอคือเพื่อนที่เธอแนะนำว่ามีความสามารถทางภาษาหลายภาษาคนนั้น”
“ใช่แล้วค่ะ เธอคือสหายเจียงเซี่ย” จางฟู่เหยียนแนะนำ “เซี่ยเซี่ย นี่คือหัวหน้าเฝิงจ้ะ”
“หัวหน้าเฝิง สวัสดีค่ะ” เจียงเซี่ยทักทายอย่างสุภาพ
“เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งเหมือนกันเหรอ”
เจียงเซี่ยยิ้มบางๆ “เปล่าค่ะ ฉันยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเลยค่ะ”
เฝิงเจาจวินถึงกับนิ่งไป “...” ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเลยอย่างนั้นเหรอ! แล้วจางฟู่เหยียนกล้าดีอย่างไรถึงได้แนะนำคนแบบนี้ให้กับท่านผู้เฒ่าเหอ!
“ถึงแม้ว่าเซี่ยเซี่ยจะยังไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เธอก็มีความสามารถเชี่ยวชาญถึงสามภาษา ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย แถมยังรู้ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาเยอรมันอีกด้วยนะคะ ท่านผู้เฒ่าเหอได้อ่านหนังสือที่เธอแปลแล้ว ท่านก็ยังชมไม่ขาดปากเลยค่ะ” จางฟู่เหยียนรีบอธิบาย
เฝิงเจาจวินเม้มริมฝีปากแน่น ก็ด้วยปากหวานๆ แบบนี้ของจางฟู่เหยียนนั่นแหละ ที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งบ้านพักต่างก็พากันหลงรักเธอ ท่านผู้เฒ่าเหอเองก็เอ็นดูเธอเป็นพิเศษ แล้วใครจะไปรู้ได้ว่าคำชมนั้นมันเป็นคำชมที่ออกมาจากใจจริงหรือเป็นเพียงแค่คำชมตามมารยาทกันแน่
เธอกวาดสายตามองไปยังเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตเห็นท่าทางการยืนที่สนิทสนมของคนทั้งสอง แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าจางฟู่เหยียนได้จองห้องพักเพิ่มอีกสองห้อง... สี่คน สองชายสองหญิง แต่กลับจองห้องพักถึงสามห้อง ความสัมพันธ์ของคนคู่นี้มันก็ชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือไง!
การเดินทางมาเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจาในครั้งนี้ยังจะกล้าพาครอบครัวมาด้วยอีก นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน! คิดว่ามาเที่ยวเล่นพักผ่อนหรือไง!
“เธอเคยบอกฉันว่าเธอมีเพื่อนที่เก่งภาษาต่างประเทศมากอยู่คนหนึ่ง แต่เธอก็ไม่ได้บอกนี่ว่าจะมากันสองคน”
“อ๋อ... นี่คือคนรักของเซี่ยเซี่ยน่ะค่ะ”
ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมอยู่แล้วของเฝิงเจาจวินยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว
“พวกเรามาที่นี่เพื่อเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจา มาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ผลิตและนักธุรกิจต่างชาติในการเจรจาการค้า เพื่อให้งานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่เพื่อพาครอบครัวมาเที่ยวเล่น!”
“เธอรู้ใช่ไหมว่าในช่วงเวลาของการจัดงานแบบนี้ห้องพักของโรงแรมมันขาดแคลนมากขนาดไหน! ไม่นึกเลยว่าเธอจะไม่รู้จักกาละเทศะถึงเพียงนี้! เอาเถอะ! เรื่องนี้ฉันจะไม่เอาความ แต่ห้ามให้มีครั้งต่อไปอีกเป็นอันขาด! แต่ในเมื่อตอนนี้ห้องพักกำลังขาดแคลน งั้นก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเธอมีกันสี่คนเป็นชายสองหญิงสองพอดี พวกเธอก็แยกกันพักชายหญิงไปก็แล้วกัน แล้วก็คืนห้องพักมาหนึ่งห้อง”
“ทำไมจะต้องคืนด้วยล่ะคะ!” จางฟู่เหยียนโต้กลับอย่างโมโห “ห้องพักนี้เป็นฉันที่ไปยื่นเรื่องขอจากท่านผู้นำโดยตรง และท่านก็อนุมัติแล้วด้วย ตอนนี้ห้องพักของทุกคนก็ถูกจัดสรรเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าที่พักจะไม่พอเสียหน่อย!”
เดิมทีเธอตั้งใจจะพักอยู่ห้องเดียวกับเจียงเซี่ย แต่พอได้ยินว่าโจวเฉิงเหล่ยจะเดินทางมาด้วย ก็พอดีกับที่มีผู้นำท่านหนึ่งเกิดป่วยกะทันหันจนไม่สามารถมาร่วมงานได้ ทำให้มีห้องว่างเหลืออยู่หนึ่งห้องพอดี เธอจึงได้ไปขอห้องพักนั้นมา
ฉันไม่ได้ไปแย่งชิงห้องของใครมาเสียหน่อย แล้วทำไมฉันจะต้องคืนด้วย! เฝิงเจาจวินก็แค่กำลังอิจฉาที่เธอได้อยู่ห้องเดี่ยวสบายๆ ในขณะที่ตัวเธอเองในฐานะหัวหน้ากลุ่มกลับต้องไปนอนแชร์ห้องร่วมกับคนอื่นก็เท่านั้นแหละ! ตั้งแต่เด็กจนโตก็เป็นแบบนี้น่ารำคาญไม่เคยเปลี่ยน! อะไรๆ ก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับฉันอยู่เรื่อย!
“ห้องพักมันขาดแคลนเธอไม่รู้หรือไง! นอกจากท่านผู้นำแล้ว ทุกคนต่างก็ต้องใช้ห้องพักร่วมกับคนอื่นทั้งนั้นเธอไม่รู้หรือไง! เธอยังจะมาถามอีกเหรอว่าทำไมจะต้องคืน! การคืนห้องพักมาหนึ่งห้อง ก็จะทำให้เราสามารถต้อนรับแขกต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งท่านนะ เธอไม่รู้หรือไง!”
เจียงเซี่ยรู้ดีว่าการจองห้องพักในช่วงเวลาที่ตึงเครียดเช่นนี้ย่อมต้องไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่คาดคิดเลยว่าจางฟู่เหยียนจะต้องมาถูกหาเรื่องต่อหน้าเธอแบบนี้
“ฉัน...” ในขณะที่เจียงเซี่ยกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ก็มีเสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังขึ้นจากข้างหลังของพวกเธอ
“อาเหล่ย! แกมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เฝิงเจาจวินก็หันไปมองยังผู้อาวุโสท่านนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองที่โจวเฉิงเหล่ยด้วยความฉงน เจียงเซี่ยเองก็หันไปมองเช่นกัน
เธอเห็นชายสองคนที่แต่งกายสุภาพเรียบร้อยกำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา คนหนึ่งคือชายชราในชุดจงซานที่ดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ส่วนอีกคนคือชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทสากลและดูภูมิฐานหล่อเหลาอย่างยิ่ง ชายวัยกลางคนผู้นั้นกวาดสายตามองทุกคนเพียงแวบเดียว แต่สายตาของเขากลับหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของเจียงเซี่ยนานกว่าคนอื่นเพียงหนึ่งวินาที
“ท่านผู้เฒ่าเหอ” โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
ท่านผู้เฒ่าเหอยิ้มร่าแล้วเดินเข้ามาพิจารณาโจวเฉิงเหล่ยอย่างใกล้ชิด “ลมอะไรพัดท่านผู้การโจวมาถึงที่นี่ได้กันเนี่ย! ร่างกายไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม กลับเข้ารับตำแหน่งแล้วอย่างนั้นหรือ” ท่านคิดว่าโจวเฉิงเหล่ยมาที่นี่ก็เพื่อปฏิบัติภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัยของงานมหกรรมการค้าในครั้งนี้
ผู้การกรมเหรอ! เฝิงเจาจวินถึงกับตกตะลึง เธอเหลือบมองไปยังโจวเฉิงเหล่ยอีกครั้งด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ในใจก็อดที่จะตำหนิจางฟู่เหยียนไม่ได้ที่ไม่ได้แนะนำสถานะของอีกฝ่ายให้ชัดเจน
“ยังเลยครับ ยังไม่หายดีเท่าไหร่”
ท่านผู้เฒ่าเหอได้ฟังก็รู้สึกเสียดายในใจอย่างสุดซึ้ง ท่านตบไปที่ไหล่ของโจวเฉิงเหล่ยเบาๆ แล้วยิ้ม “แล้วพักอยู่ที่ห้องไหนล่ะ เดี๋ยวจะหาเวลาไปเยี่ยมทีหลังนะ” หูไม่ดีก็ไม่เหมาะที่จะเป็นทหารต่อไป แต่ที่หน่วยงานน่ะมีตำแหน่งงานอีกมากมายที่เหมาะกับเขา!
โจวเฉิงเหล่ยโอบไหล่ของเจียงเซี่ยเบาๆ “เดี๋ยวผมจะเข้าไปหาท่านผู้เฒ่าเหอทีหลังเองครับ ท่านผู้เฒ่าเหอครับ นี่คือภรรยาของผม เจียงเซี่ยครับ” เขาแนะนำภรรยาของตัวเองก่อน “เซี่ยเซี่ย นี่คือท่านผู้เฒ่าเหอ ภรรยาของท่านผู้เฒ่าเหอน่ะคืออาจารย์ผู้มีพระคุณของผมเองครับ”
เฝิงเจาจวินได้ฟังก็ต้องหันไปมองจางฟู่เหยียนอีกครั้งด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม! อะไรนะ! อีกฝ่ายเป็นถึงลูกศิษย์ของภรรยาท่านผู้เฒ่าเหอเลยอย่างนั้นเหรอ! แล้วทำไมจางฟู่เหยียนถึงได้จงใจปิดบังสถานะที่แท้จริงของอีกฝ่ายด้วย! มีใครที่ไหนเขาแนะนำคนกันแบบนี้บ้าง! ตั้งแต่เด็กจนโตก็เป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยน! พูดจาไม่เคยชัดเจนเลยสักครั้ง!
(จบบท)