บทที่ 300: ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว
หลังจากที่เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยเดินลงบันไดมายังชั้นล่างแล้ว ทั้งสองก็ตัดสินใจที่จะออกไปหาอะไรทานข้างนอก และก็เป็นจังหวะที่เดินผ่านบูธของเจียงตงพอดี เจียงเซี่ยเห็นว่าน้องชายกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน เธอก็ตะโกนเรียกเขา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ทานข้าวหรือยัง? จะให้พี่ซื้ออะไรมาให้ไหม?”
เจียงตงหันมาเห็นพี่สาว เขาก็รีบมองสำรวจใบหน้าของเธออย่างละเอียดทันที เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอยังคงแดงระเรื่ออย่างมีสุขภาพดี และไม่มีรอยฝ่ามือปรากฏอยู่ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่สายตาที่สำรวจอย่างละเอียดนั้นกลับทำให้เจียงเซี่ยรู้สึกร้อนตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้...เจ้าขาหมูน้ำส้มสายชูดำโจวเฉิงเหล่ยคนนั้น คงจะไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรที่ไม่พึงประสงค์ไว้บนใบหน้าของเธอหรอกนะ? หรือว่า...ริมฝีปากของตัวเองจะยังบวมเจ่ออยู่?
เจียงเซี่ยรีบหันหน้าหนี “ในเมื่อกินแล้ว ถ้างั้นพวกเราก็ขอตัวไปกินกันก่อนนะ” พูดจบเธอก็รีบดึงแขนโจวเฉิงเหล่ยแล้ววิ่งหนีไปทันที
เจียงตงยืนงงเป็นไก่ตาแตก เขาไปพูดตอนไหนกันว่ากินแล้ว? เป็นไปตามคาดเพราะเรื่องของยัยเย่เสียนนั่นแน่ เลยต้องมาโดนหางเลขไปด้วยจนได้!
เจียงตงตะโกนไล่หลังพี่สาวไปเสียงดังลั่น “พี่สาว! ผมเอาข้าวหน้าขาห่านย่าง! กล่องข้าวอยู่ตรงนี้นะครับ!”
โจวเฉิงเหล่ยจึงต้องหันหลังกลับไปเพื่อหยิบกล่องข้าว เจียงตงรีบฉวยโอกาสนี้ทันที “พี่เขยครับ แล้วพี่เสี่ยวเหยียนไม่รู้ว่าทานข้าวหรือยัง พี่ลองไปถามเธอหน่อยสิครับ แล้วก็ถือโอกาสพาเธอไปทานข้าวด้วยกันเลย!”
แต่โจวเฉิงเหล่ยกลับทำเป็นไม่ได้ยิน เขาขี้เกียจที่จะสนใจน้องภรรยาจอมจุ้นคนนี้ เขาหันหลังกลับแล้วเดินจากไปทันที
เจียงตงเห็นว่าโจวเฉิงเหล่ยไม่ตอบสนอง ก็เลยต้องตะโกนเรียกเจียงเซี่ยอีกครั้ง “พี่สาว! อย่าลืมเรียกพี่เสี่ยวเหยียนไปทานข้าวด้วยนะ!” เขาเห็นจางฟู่เหยียนต้องวิ่งขึ้นลงบันไดไปทั่วทั้งเช้าจนส้นเท้าถลอกปอกเปิกไปหมดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเธอจะได้ทานข้าวหรือยัง
เจียงเซี่ยตะโกนตอบกลับมา “เธอกินเรียบร้อยแล้วล่ะ ตอนที่ฉันเพิ่งจะไปหาเธอเมื่อกี้ มีเพื่อนนักศึกษาชายคนหนึ่งเขาช่วยซื้อข้าวไปให้เธอแล้ว”
เจียงตงถึงกับนิ่งอึ้งไปอีกรอบ มีเพื่อนนักศึกษาชายซื้อข้าวไปให้เธออย่างนั้นหรือ? แล้วมันเป็นเพื่อนนักศึกษาชายคนไหนกันล่ะ? หรือว่า...จะเป็นคนที่พี่เสี่ยวเหยียนชอบ? แล้วเขารู้จักคนคนนั้นไหมนะ? ความอยากรู้อยากเห็นของเจียงตงได้ผุดขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
เจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยเดินออกจากศูนย์จัดแสดงสินค้า แล้วก็พบกับภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ทว่าทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เจียงเซี่ยก็เหลือบไปเห็นร่างของคุณแม่ของเธอที่กำลังนั่งอยู่ในห้องส่วนตัว และคนที่กำลังนั่งพูดคุยกับท่านอย่างสนุกสนานก็คือท่านผู้อำนวยการเผิงอวี้หัวนั่นเอง
เจียงเซี่ยรีบดึงแขนโจวเฉิงเหล่ยเบา ๆ เป็นการส่งสัญญาณให้เขาเปลี่ยนร้านทันที ก็เพราะว่าเธอเพิ่งจะปฏิเสธคำเชิญของท่านผู้อำนวยการเผิงไปหมาด ๆ โดยอ้างว่าตอนเที่ยงมีนัดแล้ว โจวเฉิงเหล่ยเองก็เห็นคุณแม่ของเจียงเซี่ยแล้วเช่นกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องหลบ แต่เขาก็ยังคงเดินตามเธอออกจากร้านไปแต่โดยดี
ภายในห้องส่วนตัวของภัตตาคาร ท่านผู้อำนวยการเผิงอวี้หัวกำลังกล่าวชื่นชมเจียงเซี่ยไม่หยุดปาก “นี่ฉันอยากจะถามเธอจริง ๆ เลยนะ ว่าเธอมีวิธีการสอนลูกอย่างไรกัน? ถึงได้สามารถสอนให้เสี่ยวเซี่ยเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่เก่งกาจและยอดเยี่ยมได้ถึงเพียงนี้? วันนี้เสี่ยวเซี่ยทำให้ฉันต้องเปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่เลยจริง ๆ!”
คุณแม่เจียงได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอรู้จักนิสัยของเผิงอวี้หัวเป็นอย่างดีว่าน้อยครั้งนักที่จะเอ่ยปากชมใครสักคน แถมยังเป็นคนที่เข้มงวดและมีมาตรฐานสูงมาก! คนธรรมดาทั่วไปน้อยคนนักที่จะสามารถเข้าตาเธอได้ เธอจึงถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ “เซี่ยเซี่ยเขาไปทำอะไรมาอย่างนั้นหรือ?”
“เธอเดาดูสิว่าเสี่ยวเซี่ยในวันนี้ ไม่สิน่าจะแค่ประมาณสองชั่วโมงเท่านั้นเอง เธอทายดูสิว่าในเวลาแค่สองชั่วโมง เธอช่วยโรงงานทอผ้าของฉันทำยอดขายไปได้เท่าไหร่?”
คุณแม่เจียงเห็นท่าทางที่ตื่นเต้นของเพื่อนก็ลองเดาดู “สักห้าแสนได้ไหม?”
เผิงอวี้หัวยิ้มกริ่มพลางส่ายหน้า “ผิดแล้ว! นั่นมันน้อยเกินไป!”
“หนึ่งล้าน?” ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ?
เผิงอวี้หัวรู้ดีว่าเพื่อนของเธอไม่มีทางทายถูกอย่างแน่นอน เธอยิ้มกว้างแล้วเฉลย
“สามล้านห้าแสนดอลลาร์! นี่ฉันคำนวณดูคร่าว ๆ ก็ได้สามล้านห้าแสนแล้วนะ ยังมีเศษย่อย ๆ ที่ยังไม่ได้นับรวมอีก คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณสามล้านแปดแสนเลยทีเดียว เสี่ยวเซี่ยน่ะแค่ช่วงเช้าวันเดียวก็เกือบจะช่วยฉันทำภารกิจทั้งหมดให้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว!”
คุณแม่เจียงถึงกับนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก สามล้านห้าแสนดอลลาร์? นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน? โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอเองตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาเพิ่งจะปิดการขายไปได้แค่สามหมื่นหยวนเท่านั้น และสินค้าที่ขายออกไปส่วนใหญ่ก็เป็นเสื้อโค้ทขนสัตว์กับเสื้อหนังซึ่งมีราคาต่อหน่วยสูงอยู่แล้ว
นั่นก็หมายความว่าเธอขายสินค้าไปได้เพียงไม่กี่ชิ้น แต่เจียงเซี่ย...แค่ช่วงเช้าวันเดียวกลับช่วยโรงงานทอผ้าทำยอดขายได้ถึงสามล้านห้าแสนดอลลาร์? แล้วเธอไปใช้วิธีไหนขายกันนะ?
แต่การที่ลูกสาวของตัวเองสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมขนาดนี้ ในฐานะคนเป็นแม่ก็ย่อมต้องรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา เธอยิ้มแล้วกล่าวอย่างถ่อมตัว “นั่นก็เป็นเพราะว่าคุณภาพผ้าของโรงงานทอผ้าของเธอมันดีด้วยนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะขายได้มากมายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน? ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศของโรงงานทอผ้าของเธอก็มีไม่น้อยในทุก ๆ ปีอยู่แล้วนี่”
คำพูดของแม่เจียงก็ไม่ได้ผิดไปจากความจริงนัก เพราะในงานมหกรรมการค้ากวางเจาครั้งนี้ เป้าหมายยอดขายของโรงงานทอผ้าคือห้าล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอนั้นมีเป้าหมายเพียงแค่ห้าแสนเท่านั้น และหากในปีนี้เธอไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า ในปีหน้าเธอก็จะไม่ได้รับโอกาสให้มาเข้าร่วมงานอีกต่อไป และจะต้องปล่อยพื้นที่บูธจัดแสดงให้กับโรงงานที่มีศักยภาพมากกว่ามาเข้าร่วมแทน โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอนั้นประสบภาวะขาดทุนและไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้ามาเกือบจะสามถึงห้าปีติดต่อกันแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าของสามีเธอ (พ่อเจียง) แล้วล่ะก็ คาดว่าทางกระทรวงพาณิชย์ก็คงจะไม่ยอมให้โรงงานของเธอมาร่วมงานอีกต่อไป และหากในครั้งนี้เธอยังไม่สามารถสร้างยอดขายอะไรได้อีก ในการเข้าร่วมงานครั้งหน้าเธอก็คงจะไม่มีหน้ามาพบเจอใครอีกแล้ว
เผิงอวี้หัวส่ายหน้าปฏิเสธ “จะพูดแบบนั้นมันก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนะ วันนี้ในช่วงเช้าฉันยืนเฝ้าบูธอยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน พูดจนน้ำลายแห้งคอแห้งผากถึงจะปิดการขายไปได้แค่ไม่กี่หมื่นเท่านั้นเอง แต่ยอดขายแค่รายการเดียวของเสี่ยวเซี่ยก็มากกว่าที่ฉันทำมาทั้งเช้าแล้ว! เธอไม่รู้หรอกว่าเสี่ยวเซี่ยน่ะเขาเก่งกาจขนาดไหน ระดับความสามารถทางภาษาต่างประเทศของเธอนั้นมันช่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติจนเหมือนกับเป็นคนต่างชาติมาพูดเองเลยทีเดียว!”
คุณแม่เจียงยิ้มบาง ๆ “นั่นก็เป็นเพราะพ่อของเขาสอนให้เธอนั่นแหละ จริง ๆ แล้วเธอก็แค่พูดภาษาต่างประเทศได้พอใช้ได้เท่านั้นเอง ปกติแล้วเวลาเรียนอะไรก็ขี้เกียจไปเสียหมด แถมยังงอแงจะตายไป ถูกพ่อของเธอตามใจจนเสียคนไปหมดแล้ว”
“สมแล้วที่เป็นพ่อเสือย่อมไม่ให้กำเนิดลูกสุนัข! เธอก็ไม่ต้องมาถ่อมตัวเกินไปหรอกนะ เซี่ยเซี่ยน่ะ ขยันจะตายไป เดิมทีหน้าที่เป็นแค่ล่าม ไม่จำเป็นที่จะต้องมาทำความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ผ้าก็ได้ ขอแค่แปลภาษาได้ก็เพียงพอแล้ว! แต่เธอกลับทุ่มเทจนสามารถท่องจำรายละเอียดของผ้ากว่าร้อยชนิดได้ขึ้นใจ!”
“ ฉันยังได้จ้างล่ามมาอีกคนหนึ่งด้วยนะ ตอนแรกฉันก็คิดว่าเด็กคนนั้นทำงานได้ไม่เลวแล้ว แปลได้ดี แค่ไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ผ้าไปหน่อย ตลอดการนำเสนอจึงต้องอาศัยฉันกับพนักงานในโรงงานคอยอธิบายให้ฟังตลอด ฉันพูดมาทั้งเช้าจนคอแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว…”
“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันชื่นชมในตัวเสี่ยวเซี่ยมาก และฉันก็จะต้องหาโอกาสขอบคุณดี ๆ ให้ได้! เดิมทีตอนเที่ยงนี้ฉันตั้งใจจะนัดเธอกับเสี่ยวเซี่ยมาทานข้าวด้วยกันแต่ทางนั้นเขามีนัดแล้วเนี่ยสิ
“โอ้ย เรื่องนี้ไม่ต้องเลยจริง ๆ ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นหรอก”
“ไม่ใช่เรื่องเกรงใจหรอกนะ ยังไงเสียก็ต้องขอบคุณเสี่ยวเซี่ยให้ได้ และฉันก็ยังอยากจะให้มาช่วยงานฉันอีกเยอะ ๆ ด้วย! ฉันคาดว่าเสี่ยวเซี่ยน่าจะไปนัดกับท่านผู้เฒ่าเหอเอาไว้ เพราะเมื่อสักครู่นี้ฉันเห็นกำลังยืนคุยกับท่านผู้เฒ่าเหออยู่ ฐานะของท่านผู้เฒ่าเหอเธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน ถ้าหากเสี่ยวเซี่ยได้รับการชื่นชมจากท่าน ไม่แน่ว่าอาจจะได้ย้ายไปทำงานที่เมืองหลวงเลยก็ได้นะ”
เผิงอวี้หัวรู้สึกว่านี่เป็นข่าวดี เธอจึงรีบเล่าให้แม่เจียงฟังเพื่อให้เพื่อนของเธอได้ดีใจไปด้วย! แต่ในใจของคุณแม่เจียงกลับหนักอึ้งลงในทันที
“ท่านผู้เฒ่าเหอ...คุยกับเซี่ยเซี่ยงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว ท่านผู้เฒ่าเหอเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นคนที่รักและส่งเสริมคนที่มีความสามารถ อนาคตของเสี่ยวเซี่ยนั้นไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน” เผิงอวี้หัวไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเพื่อนเลยแม้แต่น้อย เธอคิดแค่ว่าแม่เจียงคงจะประหลาดใจและดีใจมากเกินไป เพราะหากลูกของตัวเองได้มีโอกาสไปทำงานในหน่วยงานที่เมืองหลวงจริง ๆ มันก็ถือว่ามีอนาคตที่สดใสและไร้ขีดจำกัดแล้ว
หลังจากนั้นเป็นต้นมา คุณแม่เจียงก็ไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยกับเธออีก ข้าวก็ทานเสร็จแล้ว แต่เธอกลับรู้สึกปวดท้องขึ้นมาหน่อย ๆ...มันเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากความโกรธ! เธอรีบหาข้ออ้างแล้วก็ขอตัวจากไปอย่างเร่งรีบ
เจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยออกจากภัตตาคารที่แม่ของเธออยู่ แล้วก็เดินทางไปยังภัตตาคารอีกแห่งที่อยู่ไกลออกไป ที่ภัตตาคารแห่งใหม่นี้ไม่มีเมนูขาหมูต้มน้ำส้มสายชูดำ แต่กลับมีเมนู “ขาหมูไป๋หยุน” ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของที่นี่
โจวเฉิงเหล่ยจึงสั่งมาลองชิมหนึ่งจาน ขาหมูไป๋หยุนนั้นไม่เหมือนกับขาหมูตุ๋นซีอิ๊วที่เนื้อจะนุ่มเปื่อยจนแทบละลายในปาก แต่กลับมีรสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่น และมีเนื้อสัมผัสที่หนึบหนับเล็กน้อย เป็นเมนูที่ช่วยเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี เจียงเซี่ยทานอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ
เมื่อทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ห่อข้าวกลับไปให้เจียงตงสองกล่อง ซึ่งในนั้นก็มีเมนูขาห่านย่างรวมอยู่ด้วยหนึ่งชิ้น จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังศูนย์แสดงสินค้า ทั้งสองนำอาหารไปมอบให้เจียงตงก่อน
เจียงเซี่ยก็พูดขึ้น “เดี๋ยวฉันไปที่โรงงานอาหารเองก็ได้ค่ะ คุณกลับไปที่อาคารจัดแสดงเครื่องจักรเถอะ!”
ในระหว่างที่ทานข้าวกันนั้นโจวเฉิงเหล่ยเพิ่งจะบอกเธอว่าเขาได้ตกลงไปเป็นล่ามให้กับโรงงานเครื่องกลึง โรงงานรถยนต์ และโรงงานรถแทรกเตอร์ด้วย โดยได้รับข้อเสนอค่าคอมมิชชั่นในอัตราเดียวกับที่ได้จากอู่ต่อเรือ ดังนั้นเจียงเซี่ยจึงไล่ให้เขากลับไปทำหน้าที่ของตัวเองที่อาคารจัดแสดงเครื่องจักร
โจวเฉิงเหล่ยไม่ค่อยอยากจะให้เจียงเซี่ยไปที่บูธของโรงงานอาหารสักเท่าไหร่ แต่เขาก็จะไม่ห้ามเธอเช่นกัน เขาจึงพูดขึ้น “ผมมีแผนการหนึ่งที่สามารถจะยิงปืนนัดเดียวแล้วได้นกถึงสามตัวเลยนะ”
(จบบท)