บทที่ 319: เงินก้อนแรกสู่ความฝัน
หลังจากที่เจียงตงประคองจางฟู่เหยียนมาส่งที่ห้องพักและช่วยให้เธอนั่งลงบนเตียงอย่างปลอดภัยแล้ว เขาก็ไม่ได้คิดจะกลับห้องของตัวเองในทันที แต่กลับมองไปรอบๆ ห้องที่ยังมีข้าวของวางอยู่เต็มไปหมด แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจว่า “พี่เสี่ยวเหยียน ผมจะช่วยพี่เก็บของให้เรียบร้อยก่อน แล้วผมค่อยกลับไปจัดการของตัวเองทีหลังนะครับ”
จางฟู่เหยียนที่นั่งอยู่บนเตียงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้องเลย ฉันจัดการเองได้สบายมาก”
“พี่ใช้ขาได้ข้างเดียว จะยืนเก็บของได้ยังไงกันครับ” เจียงตงแย้งขึ้นพลางเดินเข้ามาใกล้ “ไม่ต้องเกรงใจผมเลยนะ ที่พี่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ก็เพราะผมแท้ๆ การดูแลพี่ให้ดีที่สุดจนกว่าจะหายเป็นปกติคือหน้าที่และความรับผิดชอบของผม”
คำพูดของเขาทำให้จางฟู่เหยียนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เธอจ้องมองใบหน้าจริงจังของเขาแล้วเอ่ยถามอย่างกึ่งประชดกึ่งจริงจัง “ดูท่านายจะโปรดปรานคำว่า ‘ความรับผิดชอบ’ เป็นพิเศษเลยนะ ว่าแต่ครั้งนี้... นายจะรับผิดชอบดูแลฉันไปจนกว่าขาจะหายดีเลยหรือไง”
“แน่นอนครับ!” เจียงตงตอบกลับอย่างหนักแน่น “นี่มันเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่คนคนหนึ่งพึงมีไม่ใช่เหรอครับ”
ภาพของคุณพ่อผุดขึ้นมาในความคิดของเขา ท่านสอนเขามาตั้งแต่ยังเด็กว่าการเกิดเป็นลูกผู้ชาย ต้องยึดมั่นในหลักของความรับผิดชอบเป็นแก่นในการดำเนินชีวิต สิ่งแรกที่ต้องรับผิดชอบคือประเทศชาติ ถัดมาคือครอบครัว และสุดท้ายจึงเป็นเรื่องของตนเอง คนที่มีจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบอย่างแท้จริง จะไม่มีวันคิดคดทรยศต่อแผ่นดินเกิด และจะไม่มีวันทำร้ายหรือทอดทิ้งคนในครอบครัว ต่อให้คนผู้นั้นจะมีความสามารถธรรมดาสามัญเพียงใด เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้ชีวิตของตนเองต้องผ่านไปอย่างไร้ค่าและว่างเปล่า
เจียงตงไม่รอช้า เขาเริ่มลงมือช่วยจางฟู่เหยียนจัดเก็บข้าวของบนโต๊ะเครื่องแป้งทันที บนนั้นเต็มไปด้วยขวดแก้วและกระปุกครีมมากมายละลานตา มีทั้งของฝากขึ้นชื่อของเมืองซุ่ยเฉิง และยังมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ดังนำเข้าที่เธอเพิ่งจะซื้อมาใหม่อีกนับสิบชิ้น เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วก็กลายเป็นกองมหึมา
ชายหนุ่มอดที่จะคิดในใจไม่ได้ว่า มิน่าล่ะ...กระเป๋าเดินทางของพี่เสี่ยวเหยียนถึงได้หนักอึ้งขนาดนี้!
“นั่นก็ถูกของนาย” จางฟู่เหยียนพยักหน้ายอมรับในเหตุผลของเขา
เพราะการมีความรับผิดชอบ ย่อมดีกว่าการเป็นคนไร้ซึ่งความรับผิดชอบอยู่แล้ว
หญิงสาวเข็นรถเข็นของเธอเคลื่อนเข้าไปใกล้ตู้เสื้อผ้า ก่อนจะเปิดประตูบานใหญ่ออกเพื่อเตรียมจะจัดเก็บเสื้อผ้าของตัวเอง แต่แล้วเธอก็ต้องพบกับอุปสรรค เพราะการนั่งอยู่บนรถเข็นทำให้ความสูงของเธอไม่เพียงพอที่จะเอื้อมไปหยิบเสื้อผ้าที่แขวนอยู่บนราวได้
เธอจึงตัดสินใจใช้ขาข้างที่ดีพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
ทว่าเจียงตงที่หันมาเห็นเข้าพอดีก็รีบปราดเข้ามาประคองร่างของเธอไว้ทันที “พี่เสี่ยวเหยียน! พี่จะทำอะไรน่ะครับ นั่งลงดีๆ เถอะครับ! เดี๋ยวผมจัดการของบนโต๊ะเสร็จเมื่อไหร่ จะมาเก็บเสื้อผ้าในตู้นี้ให้เอง”
“ไม่ต้องจริงๆ เสื้อผ้าของฉัน ฉันเก็บเองได้”
“พี่นั่งลงเถอะครับ ผมจัดการให้เองน่า ถ้าเกิดพลาดหกล้มขึ้นมาอีกจะกลายเป็นเรื่องใหญ่นะครับ”
ในที่สุดจางฟู่เหยียนก็ยอมแพ้ เจียงตงประคองให้เธอนั่งลงบนรถเข็นอย่างเรียบร้อย ก่อนที่เขาจะหันกลับไปจัดการกับเสื้อผ้าในตู้ แต่ทว่าวินาทีที่เขาหันกลับไป สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นชุดชั้นในลูกไม้สีหวานและชุดกระโปรงสายเดี่ยวเนื้อบางเบาที่แขวนอยู่สองสามตัว
เจียงตงถึงกับชะงักงันไปในทันที...
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ความร้อนจะพุ่งปราดขึ้นมาฉาบใบหูและลามไปทั่วทั้งใบหน้าอย่างรวดเร็ว
“นายหยิบมันไปวางไว้บนเตียงนั่นแหละ เดี๋ยวฉันจัดการพับเก็บใส่กระเป๋าเอง” จางฟู่เหยียนที่เห็นปฏิกิริยาของเขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“โอ้... ได้ครับ” เขาตอบรับเสียงอ่อย ใบหน้ายังคงแดงก่ำ รีบร้อนคว้าเสื้อผ้าทั้งหมดในตู้ออกมาแล้วนำไปวางกองไว้บนเตียงอย่างรวดเร็วโดยไม่กล้าแม้แต่จะชายตามอง
จางฟู่เหยียนแอบลอบยิ้มขำกับท่าทีของชายหนุ่ม สมน้ำหน้า... อยากจะดึงดันเข้ามาช่วยดีนัก!
เธอครุ่นคิดในใจ... เมื่อกลับถึงเมืองหลวงแล้ว เจียงตงก็คงจะยังทำหน้าที่เป็นเด็กส่งข้าวส่งน้ำให้เธอทุกวันเหมือนอย่างที่เคยทำก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน
ทันใดนั้นความคิดแสนซุกซนก็ผุดขึ้นมาในหัว จางฟู่เหยียนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า เธอจะมอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เขา นั่นก็คือ...การซักผ้าให้เธอทุกวัน!
เธอเกลียดการซักผ้าเป็นที่สุด! ให้ตายเถอะ!
ในเมื่อเธอต้องมาขาหัก เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัวก็เพราะช่วยชีวิตเขาไว้ การจะให้เขารับผิดชอบด้วยการซักผ้าให้บ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เรียกร้องมากเกินไปหรอก...ใช่ไหม
ณ ห้องพักที่อยู่ติดกัน โจวเฉิงเหล่ยกำลังทำหน้าที่พ่อบ้านที่ดี เขาปล่อยให้เจียงเซี่ยนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงอย่างสบายอารมณ์ ส่วนตัวเองก็รับหน้าที่จัดเก็บข้าวของทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
สัมภาระของพวกเขามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ก็จะไม่ให้เยอะได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาพักอยู่ที่นี่นานกว่ายี่สิบวันเต็มๆ ไหนจะของฝากที่เจียงเซี่ยตั้งใจเลือกซื้อให้กับทุกคนในครอบครัวอีกมากมาย ทั้งของผู้ใหญ่และของเด็กๆ ก็กองรวมกันอยู่จนเต็มห้อง
เจียงเซี่ยที่นอนพิงหัวเตียงอยู่หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาเปิดดู เธอกำลังจะเริ่มคำนวณสรุปยอดรายรับทั้งหมดจากการเดินทางมามหกรรมการค้ากวางเจาในครั้งนี้ว่าพวกเขาทำเงินไปได้มากมายขนาดไหน
ทุกๆ รายการสั่งซื้อที่เธอสามารถปิดการขายได้ เธอจะจดรายละเอียดเอาไว้ในสมุดเล่มนี้อย่างถี่ถ้วนเสมอ
แน่นอนว่าในส่วนของโจวเฉิงเหล่ย เธอก็ทำบันทึกแยกเอาไว้ให้อย่างเป็นระเบียบเช่นกัน
แม้ว่าในใจของเจียงเซี่ยจะพอประเมินตัวเลขคร่าวๆ ได้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังจำเป็นต้องคำนวณอย่างละเอียดเพื่อความแม่นยำอีกครั้งอยู่ดี
โชคดีที่เมื่อวานตอนกลางวัน ท่านผู้อำนวยการโจวและทีมงานได้นำใบสรุปยอดบัญชีทั้งหมดมามอบให้เธอเรียบร้อยแล้ว
เจียงเซี่ยจดจำรายละเอียดของทุกสัญญาที่เธอเป็นผู้เจรจาได้เป็นอย่างดี และเมื่อนำมาตรวจสอบกับเอกสารที่ได้รับก็พบว่าถูกต้องตรงกันทุกประการ ไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่ในส่วนของสัญญาที่โจวเฉิงเหล่ยเป็นผู้รับผิดชอบนั้น เจียงเซี่ยไม่ได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองเลย ในแต่ละวันเธอจึงรู้เพียงแค่ตัวเลขรายรับโดยประมาณเท่านั้น
ดังนั้นในเมื่อตอนนี้พอจะมีเวลาว่าง เธอจึงถือโอกาสนี้ในการตรวจสอบบัญชีทั้งหมดให้เรียบร้อยเสียเลย
โจวเฉิงเหล่ยที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดกระเป๋า หันมาเห็นภรรยาของเขากำลังขะมักเขม้นกับสมุดบันทึกอีกครั้ง เขาก็อดที่จะส่งเสียงปรามออกมาเบาๆ ไม่ได้ “คุณจะนอนพักผ่อนดีๆ โดยไม่คิดไม่ทำอะไรเลยสักนาทีไม่ได้หรือไง”
“ฉันก็นอนพิงอยู่เฉยๆ นี่ไงคะ!” เจียงเซี่ยเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขาอย่างขี้เล่น “แล้วการนับเงินก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเหนื่อยเลยสักนิด ออกจะทำให้มีความสุขด้วยซ้ำ คุณหมอบอกว่าคนท้องต้องอารมณ์ดีเข้าไว้นะคะ คุณอย่ามากวนสมาธิฉันเลย เดี๋ยวอีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”
เธอพูดพลางก้มหน้าก้มตาพลิกหน้ากระดาษในสมุดบันทึกต่อไป นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวเลข ในขณะที่ในใจก็กำลังคำนวณผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
โจวเฉิงเหล่ยจนด้วยคำเถียง ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ แล้วหันกลับไปจัดกระเป๋าต่ออย่างเงียบๆ
เพียงไม่นาน โจวเฉิงเหล่ยก็จัดการกับสัมภาระทั้งหมดจนเสร็จสิ้น
และในเวลาไล่เลี่ยกัน เจียงเซี่ยก็คำนวณตัวเลขทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยพอดี เธอยิ้มกว้างจนแก้มปริ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับอย่างปิดไม่มิด แล้วเอ่ยถามสามีของเธอว่า “ที่รัก คุณทายสิคะว่าการมาทำงานครั้งนี้ เราสองคนทำเงินไปได้ทั้งหมดเท่าไหร่”
โจวเฉิงเหล่ยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทาย เพราะในใจเขาก็พอจะคาดคะเนตัวเลขเอาไว้อยู่แล้ว “ประมาณสองแสนหกหมื่นหกพันหยวนล่ะมั้ง”
“สองแสนหกหมื่นหกพันสามร้อยหกสิบแปดหยวนถ้วนค่ะ! แต่จะว่าไปแล้ว คุณทำเงินได้เยอะกว่าฉันอีกนะเนี่ย”
โจวเฉิงเหล่ยเพียงคนเดียว สามารถช่วยเหลือโรงงานได้ถึงสี่แห่ง ไม่ว่าจะเป็นอู่ต่อเรือ โรงงานผลิตเครื่องกลึง โรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร เมื่อรวมค่าคอมมิชชั่นทั้งหมดแล้ว เขาก็ทำเงินไปได้มากถึงหนึ่งแสนหกหมื่นกว่าหยวน
ในขณะที่เจียงเซี่ย ซึ่งต้องวิ่งวุ่นดูแลโรงงานมากมายทั้งโรงงานพลาสติก โรงงานอาหาร โรงงานทอผ้า โรงงานผ้าขนสัตว์ โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป ไปจนถึงโรงงานผลิตซอส รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่าสิบสองสิบสามแห่ง ตลอดระยะเวลาการทำงานสิบเก้าวันเต็ม เธอทำเงินไปได้เพียงแค่แสนกว่าหยวนนิดๆ เท่านั้นเอง
แต่ละวันเธอต้องพูดเจรจาจนแทบคอแหบคอแห้งไปหมด!
ทว่าในการขายเครื่องบีบอัดบรรจุภัณฑ์สุญญากาศและสายการผลิตถุงซีลนั้น เจียงเซี่ยตัดสินใจไม่ขอรับค่าคอมมิชชั่น
เพราะกำไรจากส่วนนั้นเป็นเงินปันผลที่เจียงตงจะได้รับโดยตรงอยู่แล้ว จึงถือเสียว่าเป็นการช่วยน้องชายขายของไปในตัว ไม่อย่างนั้นแล้ว รายได้ของเธอคงจะเพิ่มขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่าสามหมื่นหยวนเลยทีเดียว
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เจียงตงในครั้งนี้น่าจะได้รับเงินปันผลเข้ากระเป๋าไปไม่น้อย ราวๆ สองแสนดอลลาร์สหรัฐเห็นจะได้
นี่สินะที่เขาว่ากันว่า ความรู้คือขุมทรัพย์แห่งเงินตราอย่างแท้จริง!
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยขึ้น “ถ้าคุณหันมาจับงานขายเครื่องจักร ผมว่าคุณน่าจะทำเงินได้มากกว่านี้อีกเยอะเลย”
เขาต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเขาเองนั้นไม่มีทักษะในการนำเสนอและโน้มน้าวใจลูกค้าได้เก่งกาจเท่ากับเจียงเซี่ยเลยแม้แต่น้อย
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกค่ะ ฉันไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเครื่องกลึงหรือรถยนต์ลึกซึ้งขนาดนั้น”
เธอเคยมีโอกาสได้เห็นโจวเฉิงเหล่ยในขณะที่เขากำลังนำเสนอขายรถยนต์ เขาขับรถทดสอบให้กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติดูด้วยท่วงท่าและลีลาที่เรียกได้ว่าเป็นการแสดงทักษะการขับขี่ขั้นสูงเลยทีเดียว
ภาพนั้นยังคงติดตาตรึงใจเธออยู่ไม่หาย เหล่าลูกค้าชาวต่างชาติที่ได้เห็นต่างพากันตื่นตาตื่นใจและรีบลงนามสั่งซื้อกันอย่างไม่ลังเล ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในมหกรรมการค้ากวางเจาปีนี้พุ่งทะยานทำลายสถิติที่เคยมีมาทั้งหมด สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่สูงจนน่าตกตะลึง
แม้ว่าเจียงเซี่ยจะขับรถได้ดี และครูผู้สอนก็เคยชมว่าเธอมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังห่างไกลจากความสามารถระดับพระกาฬของโจวเฉิงเหล่ยอยู่หลายขุม
ความสามารถของเธอ อย่างมากก็ทำได้เพียงแค่คุ้นเคยกับการขับขี่พื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา การถอยรถเข้าซองจอด หรือการจอดเทียบฟุตบาท สรุปง่ายๆ ก็คือ การขับขี่ในรูปแบบปกติทั้งหมดนั้นเธอสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว... แต่ก็เท่านั้นเอง
เจียงเซี่ยพูดต่อขึ้นมาว่า “พอเราได้เงินก้อนนี้มาแล้ว เราเอาไปจ่ายเป็นค่ามัดจำเรือของเราทั้งหมดเลยดีไหมคะ ค่าคอมมิชชั่นที่เราได้มาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ฉันลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว เราน่าจะต้องเพิ่มเงินส่วนตัวเข้าไปอีกประมาณห้าหมื่นหยวน ก็น่าจะเพียงพอสำหรับค่ามัดจำครึ่งหนึ่งพอดี”
“เอาสิ ตกลงตามนั้น”
เจียงเซี่ยถอนหายใจออกมาเบาๆ “พอมาคิดดูดีๆ แล้ว ก็รู้สึกเหมือนกับว่าการมาทำงานที่กวางเจาคราวนี้มันเหนื่อยเปล่าพิกล! เงินที่หามาได้ยังไม่ทันจะได้สัมผัสให้ชื่นใจ ยังไม่ทันจะได้เข้ากระเป๋าตัวเองเลยด้วยซ้ำ ก็ต้องเตรียมจ่ายออกไปแล้ว แถมยังต้องควักเงินเก็บของตัวเองเพิ่มเข้าไปอีกตั้งห้าหมื่นหยวน”
“แล้วนี่ก็เป็นเพียงแค่ค่ามัดจำประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเองนะ ยังเหลือยอดที่ต้องจ่ายอีกตั้งหกแสนกว่าหยวน!”
โจวเฉิงเหล่ยหยุดมือจากการจัดของ เขาลุกขึ้นแล้วขยับเข้าไปนั่งข้างๆ เธอ ดึงร่างของเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่นและอบอุ่น จากนั้นก็ประทับจูบลงบนหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา “เงินที่เราจ่ายออกไป มันไม่ได้หายไปไหนเสียหน่อย แต่มันกำลังจะกลายเป็นเรือสองลำของเราต่างหาก เรือที่จะเป็นเครื่องมือทำมาหากินให้เราในอนาคต มันจะช่วยให้เราหาเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีกนะ ส่วนเงินที่เหลือก็ยังไม่ต้องรีบร้อนหรอก ยังมีเวลาอีกตั้งนาน ผมสัญญาว่าจะหามาให้เพียงพอเอง คุณไม่ต้องกังวลไปนะ ทำใจให้สบายแล้วก็ดูแลลูกในท้องของเราให้ดีก็พอ รอจนถึงวันที่ลูกของเราลืมตาดูโลก บางทีเรือทั้งสองลำของเราก็อาจจะสร้างเสร็จพร้อมออกเดินทางพอดีก็ได้ หลังจากนั้น ผมจะขับเรือลำใหญ่ของเราพาลูกกับคุณไปท่องเที่ยวรอบโลก เราจะไปกันปีละประเทศสองประเทศก็ได้ ค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะได้ไปเยือนทั่วทุกมุมโลกในชั่วชีวิตนี้เลย”
คำพูดของคุณหมอที่ว่าหญิงตั้งครรภ์มักจะมีอารมณ์อ่อนไหวและเปราะบางกว่าปกติ ดูท่าว่าจะเป็นความจริงอย่างที่สุด
โจวเฉิงเหล่ยได้แต่เตือนตัวเองอยู่ในใจว่า นับจากนี้ไป เขาจะต้องคอยใส่ใจและดูแลสภาพอารมณ์ของเจียงเซี่ยให้มากกว่านี้อีกหลายเท่า
เจียงเซี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไป...
แปลว่า...ในขณะที่คนอื่นเขานั่งเรือสำราญสุดหรูล่องไปรอบโลก แต่เธอจะต้องนั่งเรือบรรทุกสินค้าเที่ยวรอบโลกอย่างนั้นสินะ
ก็ฟังดูไม่เลวเหมือนกันนี่นา!
ขอแค่ได้ไปเที่ยวก็พอแล้ว เธอไม่ใช่คนเลือกมากอยู่แล้ว!
เวลาห้าโมงครึ่งของช่วงเย็น หลังจากที่ทั้งสี่คนรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย เจียงตงและจางฟู่เหยียนก็โบกเรียกรถแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบิน เตรียมตัวขึ้นเครื่องบินกลับสู่เมืองหลวง ส่วนเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยก็เรียกรถแท็กซี่อีกคันเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือ
ณ จุดนั้นเองที่เส้นทางของพวกเขาต้องแยกจากกัน ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่การเดินทางกลับบ้านของตน
เมื่อทั้งสองมาถึงท่าเรือ พวกเขาก็มองเห็นเรือหาปลาลำเก่งของตัวเองจอดเด่นเป็นสง่าอยู่แต่ไกล
พ่อโจวได้นำเรือเข้าเทียบท่าตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานแล้ว เขาจอดเรือรออยู่ที่นี่มาหนึ่งวันเต็มๆ จึงสามารถจับจองตำแหน่งที่ดีที่สุดริมท่าเรือ เพื่อรอคอยการกลับมาของลูกชายและลูกสะใภ้สุดที่รัก
ทว่าทันทีที่สายตาของพ่อโจวเหลือบไปเห็นเจียงเซี่ยนั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ เขาก็ถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจจนแทบสิ้นสติ ความกังวลฉายชัดขึ้นบนใบหน้า พ่อโจวรีบวิ่งลงจากเรือมาในทันที
พระเจ้าช่วย! ลูกสะใภ้ตัวน้อยนำโชคของฉันเป็นอะไรไป? ทำไมนั่งรถเข็นมาแบบนั้น! ไอ้ลูกชายตัวดีมันไปทำอะไรมา! ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ! ปล่อยให้ภรรยาตัวเองต้องมาเจ็บตัวได้ยังไง!
ในขณะเดียวกัน พวกของเจียงหยางและลูกเรือคนอื่นๆ ที่เห็นโจวเฉิงเหล่ยกำลังเข็นรถวีลแชร์ให้เจียงเซี่ย พร้อมกับหอบหิ้วสัมภาระมากมายพะรุงพะรัง ก็รีบวิ่งลงจากเรือมาช่วยกันอย่างพร้อมเพรียง