บทที่ 362: ราชันย์แห่งท้องทะเล
เสียงเครื่องยนต์เรือดัง ‘ทุบ ทุบ ทุบ’ แหวกความเงียบสงบของท้องทะเลในยามเช้าตรู่ เรือประมงสองลำเคลื่อนตัวออกจากท่า มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน ลำหนึ่งมุ่งไปยังเกาะเป๋าฮื้อในเขตเมือง ส่วนอีกลำหันหัวเรือไปยังน่านน้ำแถบเกาะไข่มุก
สองพี่น้องตระกูลโจวแยกกันไปคนละเส้นทาง เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ นั่นคือการให้อาหารปลาที่เลี้ยงไว้
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา อากาศหนาวเย็นลงจนไม่สามารถออกเรือได้ วันนี้เมื่ออากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป ต้องรีบออกไปดูแลฝูงปลาในทันที
หลี่ซิ่วเสียนยืนมองเรือทั้งสองลำที่ค่อยๆ แยกห่างจากกันไปคนละทิศละทางด้วยความฉงนสงสัย เธอมองตามจนเรือทั้งสองกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ก่อนจะหันไปเอ่ยถามสามีของเธอที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ทำไมพวกเขาถึงแยกกันไปคนละทางล่ะคะ?”
โจวเฉิงเซินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พวกเขาต้องไปให้อาหารปลา เธอยืนรออยู่แถวนี้แล้วกัน ถ้าพวกเขามาถึงเมื่อไหร่ ก็ไปเรียกฉันที่จุดรับซื้อด้วย”
พูดจบ เขาก็ไม่รอช้า รีบเดินตัวปลิวไปยังจุดรับซื้อเพื่อหาเพื่อนคุยทันที ใครจะอยากยืนต้านลมทะเลอันหนาวเหน็บในตอนเช้าแบบนี้กันเล่า!
หลี่ซิ่วเสียนได้แต่ยืนนิ่ง อ้าปากค้างด้วยความรู้สึกโกรธระคนน้อยใจจนพูดไม่ออก เธอกำหมัดแน่น พลางคิดเปรียบเทียบสามีของตัวเองกับน้องสามีในใจอย่างอดไม่ได้ โจวเฉิงเหล่ยไม่มีวันทิ้งเจียงเซี่ยให้ยืนอยู่คนเดียวแบบนี้แน่นอน!
ณ กลางทะเลบนเรืออีกลำ โจวเฉิงซินกับโจวเฉิงเหล่ยเองก็แยกกันไปตามแผนที่วางไว้จริงๆ โดยเรือของโจวเฉิงเหล่ยได้มุ่งหน้าไปยังเกาะเป๋าฮื้อ ส่วนเรือของโจวเฉิงซินก็มุ่งหน้าไปยังเกาะไข่มุก สำหรับโจวเฉิงเซินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำไหนเขาก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี จะไปสมทบกับใครทีหลังก็ไม่ใช่ปัญหา
เถียนไฉ่ฮวารู้สึกขัดใจกับการตัดสินใจนี้ยิ่งนัก เธออดไม่ได้ที่จะบ่นกับสามี “จะแยกกันไปทำไมกันนะ ไปด้วยกัน ให้อาหารปลาพร้อมกันไม่ได้หรือไง?”
การแยกกันแบบนี้มันทำให้เธอรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก หากต้องออกเรือหาปลาตามลำพังครอบครัวของเธอ จะไปสู้การตามเจียงเซี่ยกับสามีของเธอได้อย่างไร!
โจวเฉิงซินผู้เป็นสามี กำลังบังคับพังงาเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะไข่มุก เขาตอบกลับภรรยาด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ “มันเสียเวลา”
“เสียเวลาอะไรกัน! ถ้าเราไปเกาะเป๋าฮื้อพร้อมกัน ระหว่างทางก็ยังลากอวนได้ไม่ใช่เหรอ การแยกกันแบบนี้ต่างหากที่เสียเวลา” เถียนไฉ่ฮวาเถียงกลับทันควัน
ทันใดนั้น เถียนไฉ่ฮวาก็รู้สึกว่า การที่ไม่มีใครมาแย่งเรือใช้กับครอบครัวเธอมันก็ไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิดเสียแล้ว! ความจริงที่อยู่ในใจของเธอก็คือ เธออยากจะไปกับเจียงเซี่ย! ต่อให้เจียงเซี่ยได้กินเนื้อ แล้วเธอได้ซดแค่น้ำแกง เธอก็ยอม
โจวเฉิงซินตวาดภรรยาด้วยความหงุดหงิด “เลิกพูดมากสักทีได้ไหม? ไม่อย่างนั้นคราวหน้าก็ไม่ต้องตามออกมาด้วยแล้วนะ!” เขาชักจะทนไม่ไหวกับท่าทีของภรรยา เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเธอจะอยากเข้าใกล้สองสามีภรรยาคู่น้องสี่ขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้พอตื่นเช้าทำอาหารเสร็จ ก็รีบแจ้นไปที่บ้านใหญ่อยู่ตลอด
“คุณคิดว่าฉันอยากจะตามคุณหรือไง คนที่ฉันอยากตามคือเสี่ยวเซี่ยต่างหาก!” เถียนไฉ่ฮวาเชิดหน้าตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้
โจวเฉิงซินน่ะมันตัวโชคร้ายโดยแท้ ไม่เห็นจะเคยนำพาโชคลาภอะไรมาให้เลยสักนิด ใครกันจะอยากติดตามคนแบบนี้!
“ถ้าเพียงแต่เจียงเซี่ยเป็นผู้ชาย ฉันก็คงจะขอหย่าแล้วไปแต่งงานใหม่กับเจียงเซี่ยแล้ว!”
เถียนไฉ่ฮวาได้แต่ยืดคอจนสุด มองตามเรืออีกลำที่กำลังแล่นห่างออกไปจนลับสายตา หัวใจของเธอปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกระโจนลงทะเล แล้วว่ายตามเรือลำนั้นไปให้รู้แล้วรู้รอด
โจวเฉิงซินถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบไปกับความคิดเพ้อเจ้อของภรรยา
บนเรือลำที่มุ่งหน้าสู่เกาะเป๋าฮื้อ บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เมื่อมีกันเพียงสองคนสามีภรรยา โจวเฉิงเหล่ยจึงถือโอกาสโอบกอดเจียงเซี่ยจากด้านหลังอย่างรักใคร่ แล้วสอนเธอให้หัดขับเรือต่อไป
“พิงตัวมาที่ผมสิ จะได้ไม่เมื่อย” เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“ฉันไม่เมื่อยหรอกค่ะ” แม้จะตอบไปอย่างนั้น แต่เจียงเซี่ยก็เอนกายพิงแผ่นอกกว้างของเขาอย่างว่าง่าย
เธอบังคับพังงาเรือด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่เขาก็ใช้แขนทั้งสองข้างโอบประคองเธอเอาไว้ ให้เธอได้พิงพักอย่างมั่นคงและปลอดภัย ร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
เรือของพวกเขาแล่นฝ่าคลื่นลม มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก รับแสงอรุณรุ่งที่กำลังจะมาเยือน
โจวเฉิงเหล่ยยกยิ้มอย่างมีความสุข ดวงตาและหัวคิ้วของเขาเต็มไปด้วยประกายแห่งความรักและความอ่อนโยน เขาประทับจูบลงบนแก้มเนียนของเธออย่างแผ่วเบา การได้ออกมาทะเลกันตามลำพังสองต่อสอง โดยไม่มีใครมารบกวนมันช่างเป็นความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน
ในสายตาของเขา เจียงเซี่ยมีพรสวรรค์ทั้งในการขับเรือและขับรถ เธอมีความรู้สึกไวต่อการควบคุมเรือเป็นอย่างมาก ผู้หญิงของเขาช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ
“ลูกๆ ของเราจะต้องฉลาดมากแน่ๆ” โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยขึ้น ขณะที่ใช้มือทั้งสองข้างลูบไล้หน้าท้องที่ยังคงแบนราบของเธอเบาๆ ราวกับกำลังทักทายกับเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในนั้น
เจียงเซี่ยหัวเราะเบาๆ “ฉันได้ยินมาว่า ถ้าเป็นลูกชายจะฉลาดเหมือนแม่ แต่ถ้าเป็นลูกสาวจะฉลาดเหมือนพ่อนะคะ”
โจวเฉิงเหล่ยไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่เขาก็ยิ้มรับ “ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ลูกได้แต่ข้อดีของเราสองคนไปก็แล้วกันนะ ส่วนข้อเสียก็ไม่ต้องเอาไป”
“โอ้? ฉันมีข้อเสียอะไรเหรอคะ?” เจียงเซี่ยแกล้งถาม พลางหรี่ตามองเขาอย่างคาดคั้น
โจวเฉิงเหล่ยถึงกับไปไม่เป็น “…”
“ไม่มี ไม่มีเลย คุณไม่มีข้อเสียเลยสักนิด ผมหมายถึงตัวผมเองต่างหาก ผมนี่มีแต่ข้อเสียเต็มไปหมด! ถ้าลูกเหมือนคุณก็จะดีมาก อย่าให้เหมือนผมเลย” เขาแก้ตัวเป็นพัลวัน
เจียงเซี่ยอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้กับท่าทีของเขา ทันใดนั้นเธอก็ชี้ไปยังขอบฟ้า “ดูสิคะ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเธอ โจวเฉิงเหล่ยก็ยิ้มตามไปด้วย เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น แล้วหันไปมองดวงอาทิตย์สีแดงกลมโตที่กำลังค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนๆ ของมันสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำ ทำให้บรรยากาศยามเช้าของฤดูหนาวดูอบอุ่นและอ่อนโยนเป็นพิเศษ
หลังจากเรือแล่นออกมาได้ระยะหนึ่ง เจียงเซี่ยก็หันไปถามโจวเฉิงเหล่ย “เราปล่อยอวนได้หรือยังคะ?”
“รออีกสักหน่อยนะ ให้เรือแล่นออกไปไกลกว่านี้อีกนิด”
ในฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็น สรรพสิ่งต่างๆ มักจะอยู่นิ่งสงบ ปลาส่วนใหญ่ก็จะลดกิจกรรมลง กินอาหารน้อยลง และไม่ค่อยว่ายขึ้นมาที่น้ำตื้น พวกมันมักจะหลบซ่อนตัวอยู่ในชั้นน้ำลึกที่มีอุณหภูมิคงที่เพื่อใช้ชีวิตในช่วงฤดูหนาว
แต่โชคดีที่วันนี้อากาศอุ่นขึ้นมาก ทำให้เขาคาดหวังว่าน่าจะได้ปลาไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อเรือแล่นห่างออกไปอีกระยะหนึ่ง โจวเฉิงเหล่ยก็เริ่มลงมือปล่อยอวน จากนั้นเขาก็บอกให้เจียงเซี่ยไปนอนพักผ่อนบนเก้าอี้ผ้าใบที่เขาเตรียมไว้ให้ ส่วนตัวเขาจะเป็นคนขับเรือเอง
เก้าอี้ผ้าใบตัวนั้น เขาได้ยึดมันไว้อย่างแน่นหนาข้างๆ ที่นั่งคนขับ ต่อให้คลื่นจะแรงแค่ไหนก็ไม่มีทางล้มอย่างแน่นอน แต่วันนี้คลื่นลมสงบเป็นพิเศษ
เจียงเซี่ยจึงเดินไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ เธอนอนอ่านตำราเรียนระดับมัธยมปลายไปพลาง หยิบสตรอว์เบอร์รีสดลูกโตเข้าปากไปพลาง
เมื่อสองวันก่อน เจียงหยางพร้อมกับนำผลไม้ใส่กระสอบมาฝากมากมาย ในนั้นมีทั้งตะกร้าสตรอว์เบอร์รีสด และสตรอว์เบอร์รีอบแห้งอีกหลายจิน
ไร่สตรอว์เบอร์รีขนาดหนึ่งหมู่ของครอบครัวเจียงหยาง ตอนนี้ผลผลิตทั้งหมดถูกส่งตรงมาให้เจียงเซี่ยแต่เพียงผู้เดียว ทุกๆ วัน ภรรยาของเจียงหยางจะเก็บสตรอว์เบอร์รีที่สุกกำลังดีมาตากแห้ง เพราะกลัวว่าเมื่อหมดฤดูแล้วเจียงเซี่ยจะหาทานไม่ได้ การตากแห้งจะช่วยให้เก็บไว้ได้นานขึ้น และทุกๆ สองวัน เธอก็จะนำสตรอว์เบอร์รีสดๆ หนึ่งตะกร้ามาส่งให้เจียงเซี่ยถึงบ้าน
ครั้งนี้ที่พวกเขาออกมาทะเลด้วยกัน กลุ่มของหยางปินก็นำของป่ามาฝากมากมาย ทั้งของที่เก็บมาจากในป่าและของที่ปลูกเองที่บ้าน ในนั้นมีผลซานจาอยู่ด้วย เพราะมีบางคนคิดว่าเจียงเซี่ยอาจจะอยากทานของเปรี้ยว เลยเก็บมาให้เธอทั้งกระสอบ
แต่ความจริงแล้ว เจียงเซี่ยอยากทานแค่สตรอว์เบอร์รีเท่านั้น เธอเสพติดมันอย่างหนัก ถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่ได้ทานสักชั่วโมงก็จะรู้สึกกระวนกระวายใจ
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ เจียงเซี่ยเพิ่งจะอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ของชั้นมัธยมปลายปีที่สองจบลง โจวเฉิงเหล่ยก็เริ่มลงมือสาวอวนขึ้นมา
เขาได้ซ่อมเครื่องกว้านอวนเก่าๆ ที่เก็บมาจากอู่ต่อเรือ แล้วนำมาติดตั้งไว้บนเรือลำนี้เรียบร้อยแล้ว ทำให้เขาสามารถสาวอวนขึ้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องจ้างคนมาช่วยนานแล้ว แต่เพราะมีเขาอยู่คนเดียว เขาจึงไม่ได้ลากอวนไว้นานนัก เพียงแค่ชั่วโมงเดียวก็รีบสาวขึ้นมา
เจียงเซี่ยเก็บหนังสือของเธอให้เข้าที่ แล้วลุกขึ้นไปขับเรือแทนเขา เพื่อให้สามีได้ทำงานสะดวกขึ้น
โจวเฉิงเหล่ยเริ่มสาวอวนขึ้นมาอย่างช้าๆ
แม้ว่าจะไม่ได้ปลาเต็มอวนจนแทบระเบิด แต่สิ่งที่ได้มานั้นกลับเป็นปลาขนาดใหญ่ยักษ์!
มันคือปลาหมอทะเลขนาดมหึมา!
โจวเฉิงเหล่ยต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะลากมันขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ
เจียงเซี่ยที่เห็นในตอนแรกถึงกับตกใจจนตัวแข็งทื่อ เธอคิดว่ามันคือปลาฉลามตัวใหญ่ แต่เมื่อมองดูดีๆ เธอก็เห็นลายจุดบนตัวของมัน ไม่ใช่ฉลาม แต่เป็นปลาเก๋า
“ปลาตัวนี้ยาวถึงสองเมตรไหมคะ?” เจียงเซี่ยถามด้วยความตื่นเต้น
โจวเฉิงเหล่ยหยิบตลับเมตรออกมาวัด “เกือบๆ จะถึงแล้ว ยาวประมาณหนึ่งเมตรเก้าสิบกว่าๆ น่าจะหนักสักสี่ร้อยจินได้”
เจียงเซี่ยถึงกับอึ้งไป “…”
นี่มันราชันย์แห่งท้องทะเลชัดๆ!
นอกจากปลาเก๋ายักษ์ตัวนี้แล้ว ในอวนยังมีกุ้งมังกรหนึ่งตัว ปลาทราย ปลาลิ้นหมา ปลาทูแขก และปลาเล็กปลาน้อยอื่นๆ รวมถึงกุ้งและปูอีกจำนวนหนึ่ง
โจวเฉิงเหล่ยพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “เรารีบไปที่ท่าเรือในเมืองเอาปลาตัวนี้ไปขายก่อน แล้วค่อยกลับออกมาหาปลาต่อดีกว่า”
ของดีแบบนี้แน่นอนว่าต้องรีบขายตอนที่ยังสดใหม่ ยิ่งสดเท่าไหร่ก็ยิ่งอร่อยและได้ราคาดีเท่านั้น
“ดีค่ะ เดี๋ยวเราโทรหาผู้จัดการภัตตาคารจวี้ฝูโหลว ถามเขาว่าอยากได้ไหม”
“อืม” โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้าเห็นด้วย เขาเดินไปล้างมือให้สะอาด แล้วกลับไปประจำที่นั่งคนขับเรืออีกครั้ง
เมื่อเรือมาถึงท่าเรือในเมืองก็เป็นเวลาสิบโมงครึ่งแล้ว
ทั่วทั้งชายหาดเต็มไปด้วยชาวประมงที่กำลังขายปลา และผู้คนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของกันอย่างคึกคัก
หลังจากจอดเรือเรียบร้อยแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็รีบวิ่งไปหาโทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรศัพท์ทันที ส่วนเจียงเซี่ยก็รออยู่บนเรือ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา เมื่อได้เห็นปลาขนาดมหึมาบนเรือของพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงตาค้าง!
“ปลาตัวใหญ่มาก! นี่มันปลาเก๋ามังกรใช่ไหม?”
“โห! ปลาตัวนี้ยาวเกือบครึ่งหนึ่งของเรือประมงเลยนะเนี่ย ต้องหนักหลายร้อยจินแน่ๆ”
“นี่มันปลาหมอทะเลใช่หรือเปล่า? จับปลาหมอทะเลตัวใหญ่ขนาดนี้มาได้ยังไงกัน? ฉันหาปลามาทั้งชีวิตยังไม่เคยเจอตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย! พวกคุณไปจับมาจากที่ไหนกันน่ะ?”
“โชคดีจริงๆ เลยนะเนี่ย ปลาใหญ่ขนาดนี้ก็ยังจับมาได้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นจากรอบทิศทาง แต่เจียงเซี่ยก็ไม่ได้สนใจ เธอไม่จำเป็นต้องตอบคำถามคนที่ไม่รู้จัก เพราะพวกเขาก็แค่มาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น เธอจึงก้มหน้าก้มตาคัดแยกปลาเล็กปลาน้อยที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมขาย
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนสวมเสื้อแจ็คเก็ตคนหนึ่งก็กระโดดขึ้นมาบนเรือของเธอ “สหาย! สวัสดี! ผมเป็นเจ้าของภัตตาคารฝูหม่านโหลว ปลาตัวนี้ขายให้ผมสักหนึ่งพันหยวนได้ไหม?”
เจียงเซี่ยเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วตอบอย่างสุภาพว่า “ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีเราได้โทรศัพท์ไปหาภัตตาคารเจ้าประจำของเราแล้วค่ะ”
ชายคนนั้นเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบเสนอราคาสูงขึ้นทันที “หนึ่งพันสองร้อย! ราคานี้สูงมากแล้วนะ ภัตตาคารอื่นไม่มีทางให้ราคาสูงเท่านี้ได้แน่นอน”
วันนี้จะมีคณะนักลงทุนจากเกาะฮ่องกงเดินทางมาดูงาน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของเมืองก็ได้จองอาหารมื้อกลางวันไว้ที่ภัตตาคารของเขา ส่วนมื้อค่ำนั้นจองไว้ที่ภัตตาคารจวี้ฝูโหลว หากเขาสามารถคว้าปลาตัวนี้มาได้ ไม่แน่ว่ามื้อค่ำอาจจะถูกเปลี่ยนมาเป็นภัตตาคารของเขาแทนก็เป็นได้
เจียงเซี่ยเหลือบมองสีหน้าของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แล้วลองหยั่งเชิงดู “ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ สามีของฉันโทรไปหาผู้จัดการภัตตาคารจวี้ฝูโหลวแล้ว”
และก็ได้ผลตามคาด ทันทีที่ได้ยินชื่อ “ภัตตาคารจวี้ฝูโหลว” สีหน้าของชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
(จบบท)