บทที่ 367: คลื่นเงินคลื่นทอง
เจียงเซี่ยถอดถุงมือยางออกอย่างชำนาญ ก่อนจะล้างมือให้สะอาดหมดจดแล้วจึงเดินไปหาโจวเฉิงเหล่ยที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเรือเพื่อเดินทางกลับ เธอเอ่ยถามเขาว่า “เราจะวางอวนกันอีกรอบไหมคะ”
“ไม่แล้วล่ะ เรากลับกันเร็วหน่อยดีกว่า” โจวเฉิงเหล่ยตอบพลางยื่นกระติกน้ำที่เขาเปิดฝารอไว้แล้วส่งให้เธอ การลากอวนอีกรอบหมายถึงจะมีปลาให้ต้องคัดแยกเพิ่มขึ้นอีกกองใหญ่ เขาไม่อยากให้เธอต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้
“ก็ได้ค่ะ” เจียงเซี่ยพยักหน้าเห็นด้วยแล้วรับกระติกน้ำมาถือไว้
“พิงตัวผมไว้สิแล้วค่อยดื่ม” โจวเฉิงเหล่ยใช้แขนยาวแข็งแรงของเขาโอบรอบเอวของเธอไว้เบาๆ เพื่อช่วยพยุงร่างของเธอให้มั่นคง
เรือโคลงเคลงไปมาตามแรงคลื่น เจียงเซี่ยจึงเอนกายพิงแผ่นอกกว้างของสามีอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่จิบน้ำเธอก็ทอดสายตามองไปยังผืนทะเลเวิ้งว้างเบื้องหน้า
โจวเฉิงเหล่ยกระชับอ้อมแขนที่โอบภรรยาไว้แน่นขึ้นราวกับจะโอบกอดลูกน้อยในครรภ์ของเธอไปด้วย เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “วันนี้เหนื่อยกันไหม เจ้าตัวเล็ก”
เจียงเซี่ยกลืนน้ำไปสองสามอึกแล้วตอบกลับ “ไม่เหนื่อยนี่คะ เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งบอกไปเองว่าไม่เหนื่อย”
โจวเฉิงเหล่ยที่ถูกหาว่าเป็นคนพูดจาซ้ำซากรู้สึกน้อยใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ผมไม่ได้ถามคุณเสียหน่อย ผมถามลูกๆ ต่างหาก”
“…”
เจียงเซี่ยที่เผลอคิดเข้าข้างตัวเองไปชั่วขณะถึงกับหน้าม้าน เธอถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง ก่อนจะยกเท้าขึ้นกระทืบลงบนรองเท้าบูทของเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ และเมื่อยังไม่หายมันเขี้ยว เธอก็ยกเท้าขึ้นกระทืบซ้ำไปอีกที
ด้วยเรี่ยวแรงที่ราวกับลูกแมวของเธอ การกระทืบนั้นไม่ได้ทำให้โจวเฉิงเหล่ยรู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย เขายกยิ้มที่มุมปาก โอบกอดเธอให้แน่นขึ้นไปอีกเพื่อพยุงร่างของเธอให้มั่นคง ปล่อยให้เธอระบายความหมั่นไส้ใส่เขาตามใจชอบ ก่อนจะก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่มุมปากของเธอ เช็ดหยดน้ำที่เปรอะอยู่ให้หายไป
เจียงเซี่ยกระทืบเท้าไปสองสามครั้งก็หยุดเอง เพราะต่างคนต่างก็สวมรองเท้าบูทกันน้ำอยู่ ถึงจะกระทืบแรงกว่านี้ก็คงไม่รู้สึกเจ็บอยู่ดี
เธอวางกระติกน้ำลง ก่อนจะเอนกายพิงซบอยู่ในอ้อมแขนของเขาทั้งตัว ใช้แรงของเขาเพื่อช่วยในการทรงตัว ทำให้เธอสามารถผ่อนคลายอิริยาบถและชื่นชมความงดงามของท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลได้อย่างเต็มที่
แต่แล้วในฉับพลันนั้นเอง เจียงเซี่ยก็ยืดตัวตรงขึ้นอย่างรวดเร็ว มือของเธอคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของโจวเฉิงเหล่ยทันที “คุณดูนั่นสิคะ! เร็วเข้า! ดูนั่นเร็ว!”
โจวเฉิงเหล่ยเงยหน้าขึ้นมองตามทิศทางที่เธอชี้
ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ณ ใจกลางท้องทะเล ฝูงปลานับหมื่นนับแสนตัวกำลังกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกมันโลดเต้นอยู่บนผิวน้ำ เกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ ปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นสลับกันไปมาดุจดังฝูงอาชาศึกนับหมื่นกำลังควบทะยานตะบึงเข้ามา พร้อมกับเกลียวคลื่นที่เคลื่อนตัวจากไกลลิบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
“น่าจะเป็นปลากระบอก” โจวเฉิงเหล่ยโอบกอดเจียงเซี่ยไว้แน่นขึ้นอีก พลางบังคับหางเสืออย่างรวดเร็วเพื่อหันหัวเรือให้ตั้งฉากกับเกลียวคลื่น เพื่อรักษาสมดุลของเรือเอาไว้
เมื่อเรือกลับมาทรงตัวได้อย่างมั่นคงแล้ว เขาก็หันไปบอกเจียงเซี่ยว่า “คุณมาขับเรือนะ เดี๋ยวผมจะไปวางอวน”
“ได้เลยค่ะ!” เจียงเซี่ยรับคำอย่างแข็งขัน
โจวเฉิงเหล่ยรีบค้นหาอวนลอยแบบชั้นเดียวออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อประเมินว่าได้ระยะที่เหมาะสมแล้ว เขาก็โยนอวนลงสู่ทะเลทันที
เจียงเซี่ยเร่งเครื่องให้เรือพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
อวนค่อยๆ ถูกปล่อยลงสู่ผืนน้ำทีละน้อย ก่อนจะถูกกระแสน้ำพัดให้กางออกกลายเป็นกำแพงตาข่ายขนาดใหญ่ในแนวตั้ง
นี่คืออวนลอยที่แม่โจวเป็นคนถักขึ้นมาเองกับมือ ไม่ใช่ของที่ซื้อมาจากตลาดซึ่งมักจะมีสามชั้น แต่เป็นอวนที่แม่โจวตั้งใจถักขึ้นมาเพื่อใช้ดักจับปลาที่มากับกระแสคลื่นแบบนี้โดยเฉพาะ
ณ เรืออีกลำที่อยู่ห่างออกไป หลี่ซิ่วเสียนหันกลับไปมองและได้เห็นภาพอันน่าตะลึงนั้นเช่นกัน!
เธอรีบร้องตะโกนเสียงดังลั่น “พ่อคะ! เร็วเข้า! เร็วเข้าค่ะ! หันเรือกลับไปเดี๋ยวนี้!”
พ่อของหลี่ซิ่วเสียนถามด้วยความงุนงง “มีอะไรอีกแล้วล่ะ”
“มีฝูงปลาค่ะ! ทางนั้นมีฝูงปลามา! เยอะมากเลย! พวกมันกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำเต็มไปหมด!”
เธอเห็นเรือของเจียงเซี่ยเริ่มลากอวนขนาดใหญ่ออกไปแล้ว
หลี่ซิ่วเสียนยิ่งร้อนใจขึ้นไปอีก “พ่อคะ เร็วเข้าสิคะ หันเรือกลับไปเร็วๆ!”
“อย่ามาเร่งพ่อน่า พ่อลืมไปแล้วว่าจะหันเรือกลับไปยังไง”
หลี่ซิ่วเสียนแทบจะโมโหจนอกแตกตาย “อาเซิน! งั้นคุณไปขับสิ!”
โจวเฉิงเซินเดินไปที่ห้องคนขับแล้ว แต่เรือของพวกเขาอยู่ไกลเกินไป อย่างดีก็คงจะเก็บได้แค่ปลาที่หลงฝูงอยู่ท้ายๆ เท่านั้น
หลี่ซิ่วเสียนได้แต่มองตามเรือประมงของโจวเฉิงเหล่ยที่กำลังแล่นไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับลากอวนผืนใหญ่กางออกไปอย่างจนสุดตาด้วยความรู้สึกเจ็บใจ
หลังจากวางอวนเสร็จเรียบร้อย โจวเฉิงเหล่ยก็เดินกลับมาที่ตำแหน่งคนขับ เขาดึงเจียงเซี่ยเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหน้า โอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนพลางใช้มือเพียงข้างเดียวบังคับหางเสือ เร่งความเร็วเรือให้สูงสุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะขยายขอบเขตของอวนให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่ฝูงปลาจะมาถึง
ฝูงปลากำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ!
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!
เมื่อเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้ากระทบกับลำเรือ เรือก็โคลงเคลงอย่างรุนแรงอยู่สองสามครั้ง
เจียงเซี่ยถึงกับเห็นปลาบางตัวกระโดดขึ้นมาบนเรือด้วยตาของเธอเอง
เสียงปลาตกกระทบดาดฟ้าเรือดังขึ้นเป็นระยะๆ ราวกับมีลูกเห็บตกลงมา
โจวเฉิงเหล่ยอุทานออกมา “เป็นปลากระบอกจริงๆ ด้วย!”
เจียงเซี่ยเองก็จำมันได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยจับมันได้มาก่อน แต่ฝูงปลากระบอกในครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นมากนัก
ปลากระบอกมักจะออกหากินในเวลากลางวัน และมักจะรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ บางครั้งก็จะกระโจนขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
เจียงเซี่ยเห็นปลาแต่ละตัวที่ตกลงมาบนเรือยาวกว่าครึ่งแขนของเธอเสียอีก “เป็นเพราะอากาศดีหรือเปล่าคะ พวกมันถึงได้พากันออกมาโลดเต้นเหนือน้ำกันแบบนี้”
“มันเป็นนิสัยของปลาชนิดนี้อยู่แล้วที่ชอบกระโจนขึ้นมาเหนือน้ำ ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการจับปลาชนิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวันเหมายัน ในทุกๆ ปีจะมีเรือประมงจำนวนมากออกทะเลเพื่อจับปลาชนิดนี้โดยเฉพาะ เพื่อนำไปทำไข่ปลาตากแห้ง ไข่ของปลาชนิดนี้นำไปตากแห้งแล้วจะเรียกว่า ‘อูหวีจื่อ’ หรือที่เรียกกันว่า ‘ทองคำสีดำ’ ขายได้ราคาแพงมาก”
พวกเขาโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ไม่ต้องตั้งใจออกไปตามหา แต่กลับได้พบกับฝูงปลากระบอกโดยบังเอิญ
เรือยังคงโคลงเคลงอยู่บ้าง โจวเฉิงเหล่ยจึงโอบกอดเธอไว้แน่นขึ้น พร้อมกับปรับทิศทางของเรือเล็กน้อยเพื่อพยายามดักอวนให้ได้ปลามากที่สุด
ปรากฏการณ์ฝูงปลากระโจนเหนือน้ำดำเนินอยู่ประมาณสิบนาที ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความสงบ ฝูงปลาได้หายลับไปจากผิวน้ำแล้ว
เมื่อเรือของโจวเฉิงเซินมาถึง ฝูงปลาก็เพิ่งจะหายไปพอดี
โจวเฉิงเหล่ยตะโกนบอกพวกเขา “พี่รอง พี่ลองขับเรือวนหาแถวๆ นี้ดูนะ อาจจะพอจับปลาที่หลงฝูงได้บ้าง ปลากระบอกพวกนี้ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น น่าจะขายได้ราคาดีเลย”
“ได้เลย!” โจวเฉิงเซินขานรับ แล้วรีบขับเรือออกตามหาทันที
หลี่ซิ่วเสียนอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาด้วยความอิจฉา “พวกเขาคงจับได้เยอะมากเลยสินะ”
เธอรู้สึกหงุดหงิดจนแทบบ้า! ทั้งหงุดหงิด! ทั้งเสียใจ! อยากจะทุบหน้าอกตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!
ความรู้สึกของการพลาดเงินรางวัลหลายร้อยล้านคงเป็นแบบนี้สินะ
เมื่อกี้นี้ทำไมเธอถึงต้องไปเชื่อคำพูดของพี่ชายด้วยนะ! ถ้ารู้แบบนี้ ไม่น่ารีบขับเรือออกมาไกลขนาดนี้เลย!
พวกเธอเพิ่งจะขับเรือออกมาได้ไม่ไกลเท่าไหร่ ก็มาเจอฝูงปลาพอดี นี่สวรรค์กำลังเล่นตลกกับพวกเธออยู่หรือยังไงกัน
หลี่ชิ่งหมินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด “ก็ต้องเยอะอยู่แล้วสิ! กางอวนออกไปซะขนาดนั้น ปลาทั้งหมดก็ถูกพวกเขาจับไปหมดแล้วน่ะสิ! แล้วเราจะไปวนหาอะไรอีกล่ะ!”
เขาเห็นกับตาว่าพวกนั้นกางอวนออกไปยาวเหยียดเพื่อรอรับฝูงปลากระบอกที่มากับคลื่น ปลาทั้งหมดคงถูกพวกเขาจับไปจนเกลี้ยงแล้ว!
โจวเฉิงเซินได้ยินดังนั้น ก็ตัดสินใจชะลอความเร็วของเรือลงทันที
อวนที่อาเหล่ยกับน้องสะใภ้วางไว้มันอยู่ใต้น้ำ เมื่อกี้ปลากระบอกส่วนใหญ่กระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ แล้วมันจะถูกจับไปหมดได้อย่างไร นี่ไม่ใช่อวนล้อมซะหน่อยที่จะล้อมจับฝูงปลาได้ทั้งหมด
มันเป็นแค่อวนที่กางออกไปเป็นเส้นตรง ปลาที่กระโดดขึ้นมาเหนือน้ำแล้วกระโดดข้ามอวนไปได้ก็รอดแล้ว เขาก็เห็นกับตาว่ามีปลาจำนวนมากกระโดดข้ามอวนออกไปแล้วว่ายหนีไปไกล ไม่อย่างนั้นอาเหล่ยจะบอกให้เขามาตามจับได้อย่างไร ฝูงปลาใหญ่ขนาดนั้น เรือประมงลำเล็กๆ ลำเดียวจะจับได้หมดได้อย่างไรกัน ไม่ใช่ว่ามีเรือสองลำช่วยกันล้อมจับเสียหน่อย!
อาจจะเป็นเพราะอาชีพการงานของเขา โจวเฉิงเซินจึงเกลียดคนพูดจาไม่รับผิดชอบที่สุด นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาโดยไม่คิด
หลี่ซิ่วเสียนสังเกตเห็นว่าเรือช้าลงอย่างกะทันหัน ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที “ทำไมถึงช้าลงล่ะคะ รีบตามไปสิ! คุณทำอะไรอยู่!”
หลี่ชิ่งหมินก็เสริมขึ้นมา “ใช่! อาเซิน ทำไมนายถึงหยุดเรือกะทันหันแบบนี้ล่ะ รีบตามไปสิ! ปลาหนีไปเยอะแล้วนะ! แล้วเราก็ยังลากอวนอยู่นะ อย่าให้มันไปเกี่ยวกับอะไรเข้าล่ะ!”
โจวเฉิงเซินตอบกลับไปเรียบๆ ว่า “ก็พี่ใหญ่บอกว่าปลาถูกอาเหล่ยพวกเขาจับไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอครับ แล้วผมจะตามไปทำไมล่ะ”
หลี่ซิ่วเสียน “…”
หลี่ชิ่งหมิน “…”
หลี่ซิ่วเสียนโกรธจนแทบจะกระอักเลือดออกมา เธอรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอก “เขาพูดจาเหลวไหลไปเรื่อย คุณจะไปเชื่อเขาทำไมล่ะคะ รีบตามไปสิคะ!”
เธอจนปัญญาที่จะรับมือกับโจวเฉิงเซินที่มักจะมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาเป็นพักๆ แบบนี้จริงๆ!
ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยนะ เห็นคนอื่นทำเงินได้มากมายขนาดนั้น เขาไม่รู้สึกอิจฉาบ้างเลยหรือยังไง!
แบบนี้มันน่าโมโหจนตายจริงๆ!
พ่อของหลี่ซิ่วเสียนหันไปดุลูกชาย “อาชิ่ง! แกอย่าพูดจาเหลวไหล! ไร้สาระ!”
หลี่ชิ่งหมินพยักหน้ารับรู้ “ครับพ่อ ผมรู้แล้ว”
โจวเฉิงเซินจึงยอมเร่งความเร็วของเรือขึ้นอีกครั้ง
หลี่ซิ่วเสียนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
เหนื่อยใจ!
แต่ละวันที่ผ่านไปได้แต่มองดูคนอื่นทำเงินก้อนโต ส่วนตัวเองทำได้แค่พอค่าจ้างกับค่าน้ำมันเท่านั้น
มันช่างเหนื่อยใจเหลือเกิน!
เธอทอดสายตามองไปยังเรือประมงของเจียงเซี่ยที่อยู่ไกลออกไป เจียงเซี่ยกำลังขับเรือ ส่วนโจวเฉิงเหล่ยกำลังกู้อวนขึ้นมา
ปลากระบอกสีขาวเงินตัวแล้วตัวเล่าถูกดึงขึ้นมาพร้อมกับตาข่าย แต่ละตัวมีขนาดไม่เล็กเลย
ล้วนเป็นเงินทั้งสิ้น!
แต่เป็นเงินของคนอื่น!