บทที่ 37 พายุไต้ฝุ่นมาแล้ว
แม่โจวพยักหน้ารับ "พ่อแกลงไปบอกที่ท่าเรือแล้วจ้ะ เมื่อเช้านี้ก็พูดถึงเรื่องนี้กันทั้งเช้าเลย"
เจียงเซี่ยนึกถึงเนื้อเรื่องในหนังสือนิยายขึ้นมา เธอจำได้ว่าพายุไต้ฝุ่นลูกนี้จะขึ้นฝั่งบริเวณนี้ และหลังจากพายุสงบลง ชายหาดจะเต็มไปด้วยกุ้งหอยปูปลาที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้น มีเพียงนางเอกในเรื่องที่เกือบจะถูกคลื่นซัดหายไปเพราะมัวแต่ไล่จับปลาตัวใหญ่ นอกเหนือจากนั้น ในหนังสือก็ไม่ได้กล่าวว่ามีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย เพียงแต่มีบางบ้านที่เรือประมงได้รับความเสียหายหรือถูกพัดหายไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็ค่อยเบาใจลงหน่อย
"อย่าลืมหาที่จอดเรือให้ปลอดภัย แล้วก็ผูกเชือกให้แน่นหนาด้วยนะคะ" เจียงเซี่ยเอ่ยเตือน
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้ารับ "ได้เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วผมจะไปดูให้เรียบร้อย"
เจียงเซี่ยรู้สึกว่านี่คือข้อดีอีกอย่างหนึ่งของโจวเฉิงเหล่ย เขาเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ ไม่จำเป็นต้องอธิบายยืดยาว ตราบใดที่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และถูกต้อง เขาก็ไม่เคยกลัวที่จะต้องลำบาก
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ แม่โจวก็เป็นฝ่ายอาสาเก็บกวาดล้างจานชามเองทั้งหมด เธอเป็นคนขยันขันแข็งและพยายามทำงานบ้านทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เจียงเซี่ยต้องเหนื่อยยาก
โจวเฉิงเหล่ยออกไปจัดการย้ายเรือและผูกเชือกให้เข้าที่เรียบร้อย ส่วนเจียงเซี่ยก็เข้าไปในครัวเพื่อหั่นแตงโมที่แช่ไว้ในบ่อน้ำ
วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวมาทั้งวัน แถมยังไม่มีลมพัดผ่านเลยสักนิด การได้กินแตงโมเย็นๆ ฉ่ำๆ น่าจะช่วยให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นขึ้นได้บ้าง
วันรุ่งขึ้น คลื่นลมในทะเลแรงมาก ท้องฟ้ามืดครึ้มตลอดทั้งวันไร้ซึ่งแสงแดด สัญญาณทุกอย่างบ่งบอกว่าพายุไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาจากทะเลด้านนอก คลื่นลมแรงขนาดนี้ย่อมไม่สามารถออกเรือได้ โจวเฉิงเหล่ยจึงใช้เวลาว่างจัดการทำร้านให้ต้นองุ่นที่เพิ่งปลูกจนเสร็จ แล้วก็ปีนขึ้นไปตรวจดูความแข็งแรงของหลังคาบ้านอีกรอบหนึ่ง
ตกกลางคืน ฝนก็เริ่มเทลงมาจริงๆ เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังเปาะแปะ ก่อนจะค่อยๆ หนักขึ้นจนกลายเป็นเสียงซ่า ในลานบ้านมีเสียงสิ่งของถูกลมพัดปลิวกระจัดกระจาย เสียงลมพายุข้างนอกพัดหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของปีศาจ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนเจียงเซี่ยซึ่งเพิ่งจะหลับลึกไปได้ไม่นานยังต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เธอลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจ
เสียงทุ้มของโจวเฉิงเหล่ยดังขึ้นข้างๆ "ไม่เป็นไร พายุไต้ฝุ่นเข้าแล้ว ยังเช้าอยู่เลยนอนต่อเถอะ"
เสียงฝนและลมข้างนอกดังกระหน่ำราวกับโลกจะถล่ม เจียงเซี่ยข่มตาให้หลับต่อไม่ลงอีกแล้ว
ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงน้ำหยดติ๋งๆ มาจากทางฝั่งตู้เสื้อผ้า
โจวเฉิงเหล่ยลุกพรวดขึ้นนั่ง
เจียงเซี่ยลุกขึ้นตาม เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "หลังคารั่วหรือเปล่าคะ?"
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้า "น่าจะใช่ เดี๋ยวผมไปหาถังมารองน้ำก่อน"
บ้านหลังนี้เก่าแก่หลายสิบปีแล้ว ถึงจะเคยซ่อมแซมรอยรั่วบนหลังคาไปบ้าง แต่ก็คงไม่ทั่วถึง พอเจอกับพายุฝนที่รุนแรงเข้าจริงๆ ถึงได้รู้ว่ายังมีรูรั่วซ่อนอยู่ตรงไหนอีก
โจวเฉิงเหล่ยลงจากเตียงแล้วเปิดไฟ เขาก็เห็นว่าน้ำฝนกำลังรั่วลงมาจากเพดานเหนือตู้เสื้อผ้าพอดี ชายหนุ่มจึงรีบเดินออกไปข้างนอกเพื่อหาภาชนะมารองน้ำ
เจียงเซี่ยยังคงนั่งอยู่บนเตียง รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นเขากลับมา ทันใดนั้นเองไฟก็พลันดับวูบลง
และในเวลาไล่เลี่ยกัน เธอก็ได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากข้างนอก!
น่าจะเป็นกระเบื้องหลังคาที่ถูกพายุไต้ฝุ่นพัดจนปลิวหลุดออกไป!
หัวใจของเธอกระตุกวูบด้วยความเป็นห่วงว่าโจวเฉิงเหล่ยจะเป็นอะไรไป เธอตะโกนเรียกชื่อเขา "โจวเฉิงเหล่ย!" หลายต่อหลายครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
เธอรีบลุกจากเตียงแล้ววิ่งออกไปทันที
ทันทีที่ก้าวพ้นจากห้องนอน ลมพายุก็พัดผ่านประตูหน้าเข้ามาอย่างรุนแรง หอบเอาเม็ดฝนสาดกระเซ็นเข้ามาในห้องโถง ลมแรงมากจนเธอแทบจะยืนไม่อยู่!
แสงฟ้าแลบแปลบปลาบขึ้นมาวูบหนึ่ง สาดส่องให้เจียงเซี่ยเห็นข้าวของในลานบ้านที่โดนลมพัดกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด พื้นเต็มไปด้วยเศษกระเบื้องที่แตกหัก และกระเบื้องมุงหลังคาของห้องเก็บของก็หลุดร่วงลงมาเป็นแถบ
เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของโจวเฉิงเหล่ย แค่ไปหาอ่างมารองน้ำไม่น่าจะนานขนาดนี้ เธอเป็นห่วงว่าเขาอาจจะเป็นอะไรไปในห้องเก็บของ พอรอจนลมสงบลงเล็กน้อยจึงตัดสินใจวิ่งออกไป "โจวเฉิงเหล่ย! โจวเฉิงเหล่ย! "
ทว่าวิ่งออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กระเบื้องหลังคาของห้องเก็บของอีกแผ่นก็ถูกลมพายุพัดหลุดออกมา แตกกระจายกลางอากาศแล้วร่วงหล่นลงมายังจุดที่เจียงเซี่ยยืนอยู่อย่างน่ากลัว! กะละมังเคลือบใบหนึ่งในลานบ้านก็ถูกลมพัดปลิวว่อนตามมาติดๆ!
เจียงเซี่ยถูกลมประหลาดพัดจนร่างเซถลา ควบคุมตัวเองไม่ได้ ได้แต่ยกมือขึ้นป้องศีรษะตามสัญชาตญาณ
พลันก็มีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความมืด คว้าตัวเธอเข้าไปไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ร่างกายของตนเป็นกำแพงปกป้องเธอจากอันตรายทั้งปวง
เจียงเซี่ยได้ยินเพียงเสียงกระเบื้องหลังคาแตกดัง "เพล้ง!" กระทบลงบนกะละมังที่เขาใช้บังไว้ เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้นตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง
ก่อนที่เธอจะได้ทันตั้งตัว โจวเฉิงเหล่ยก็ช้อนอุ้มเธอขึ้นด้วยแขนเพียงข้างเดียว แล้ววิ่งฝ่าพายุกลับเข้าไปในบ้าน เขาวางเธอลงแล้วรีบปิดประตู กั้นพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ด้านนอก
พอได้สติ เจียงเซี่ยก็รีบถามอย่างร้อนรน "คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?"
โจวเฉิงเหล่ยยังคงถืออ่างเคลือบไว้ในมือ เมื่อครู่เขาใช้มันบังศีรษะไว้ แต่แขนก็ยังไม่วายโดนเศษกระเบื้องขีดข่วนไปบ้าง แต่สำหรับเขาแล้ว รอยแผลเพียงเล็กน้อยแค่นี้มันจะไปเป็นอะไรได้?
"ไม่เป็นไร ผมใช้อ่างบังไว้แล้ว" เขาตอบเรียบๆ "พายุแรงขนาดนี้ ทำไมคุณถึงยังวิ่งออกไปข้างนอกอีก?"
"ฉันได้ยินเสียงกระเบื้องหล่นเลยกลัวว่าคุณจะเป็นอะไรไป" เจียงเซี่ยเหลือบเห็นเหมือนมีเลือดไหลซึมที่แขนของเขา แต่เพราะความมืดจึงมองได้ไม่ชัด
ขณะนั้นเอง พ่อโจวกับแม่โจวก็ออกมาจากห้องด้วยความเป็นห่วง "เกิดอะไรขึ้น? เป็นอะไรกันรึเปล่า? มีใครบาดเจ็บไหม?"
เพราะไม่มีแสงไฟ ทั้งสองจึงมองไม่เห็นว่าโจวเฉิงเหล่ยบาดเจ็บ
"ไม่มีอะไรครับห้องเรารั่ว ผมเลยจะออกไปเอากะละมัง" โจวเฉิงเหล่ยตอบ "แล้วห้องของพ่อกับแม่รั่วไหมครับ? จะให้ผมเอากะละมังไปให้อีกใบไหม? ข้างนอกลมแรงมาก กระเบื้องปลิวว่อนไปหมด อย่าออกมาเลยครับ"
"ไม่รั่วหรอก แล้วตรงไหนที่หลังคาปลิวไปล่ะ?" พ่อโจวถาม
"หลังคาโรงเก็บฟืนปลิวไปแล้วครับ" ขนาดเมื่อวานเขาเพิ่งจะปีนขึ้นไปตรวจดูและเสริมให้แน่นหนาแล้วแท้ๆ แต่มันก็ยังปลิวไปได้ แสดงว่าพายุไต้ฝุ่นลูกนี้ร้ายกาจเพียงใด
แม่โจวควานหาไฟฉาย "เดี๋ยวแม่จะไปดูห้องอื่นๆว่ามีรั่วไหม กลัวว่ามันจะสาดเข้าไปโดนข้าวเปลือกเปียกหมด โชคดีนะที่ซ่อมบ้านไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นหลังคาคงปลิวไปทั้งหลังแน่ๆ ไต้ฝุ่นรอบนี้ท่าทางจะแรงมากจริงๆ!"
"ผมดูหมดแล้วครับ ไม่มีฝนรั่วไม่ต้องดูแล้ว พ่อกับแม่กลับไปนอนเถอะ อย่าออกมาข้างนอกเลย มันอันตราย"
"งั้นพวกลูกลงไปนอนเถอะ! พวกเราขอดูแลอีกหน่อย ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้ว" พ่อโจวกับแม่โจวยังคงไม่วางใจ ทั้งสองเดินไปตรวจดูห้องของโจวโจวและห้องอื่นๆ อีกครั้ง
โจวเฉิงเหล่ยกำชับสองผู้เฒ่าว่าอย่าออกไปไหนเด็ดขาด แล้วจึงดึงเจียงเซี่ยกลับเข้าห้องไป
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง โจวเฉิงเหล่ยก็หยิบไฟฉายออกมาเปิด แล้วนำอ่างในมือไปวางบนตู้เสื้อผ้าเพื่อรองน้ำฝนที่หยดลงมา พร้อมกับใช้ผ้าเช็ดน้ำที่ขังอยู่บนหลังตู้ให้แห้ง
ลำแสงจากไฟฉายส่องสว่าง ทำให้เจียงเซี่ยเห็นรอยแผลหลายแห่งบนแขนของโจวเฉิงเหล่ยได้อย่างชัดเจน
เธอรอจนเขาเช็ดตัวเสร็จ ก็ดึงมือเขามา ตรวจดูบาดแผลด้วยแสงไฟฉาย "มีสองแผลที่ลึกพอสมควร เลือดยังไหลซึมอยู่เลย ต้องทายานะคะ" ส่วนรอยอื่นๆ นั้นเป็นแค่รอยขีดข่วนตื้นๆ
เธอสังเกตเห็นคราบเลือดบนเสื้อของเขา จึงคาดว่าที่แผ่นหลังของเขาก็น่าจะมีแผลด้วยเช่นกัน
"ถอดเสื้อออกเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันทำแผลให้"
ขณะที่เจียงเซี่ยกำลังสำรวจหาร่องรอยบาดเจ็บบนตัวเขา โจวเฉิงเหล่ยกลับเอาแต่จ้องมองเธอด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเธออาจจะโดนเศษกระเบื้องหล่นใส่จนบาดเจ็บไปด้วย
เจียงเซี่ยไม่ได้บาดเจ็บ แต่เสื้อผ้าของเธอเปียกปอนไปทั้งตัว ชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวบางเบา เมื่อเปียกน้ำก็แนบสนิทไปกับเรือนร่างจนมองเห็นทะลุปรุโปร่ง
ภายใต้แสงไฟฉายที่สาดส่อง ทุกอย่างยิ่งเห็นได้ชัดเจน โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองเพียงแวบเดียวเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็รีบเบือนหน้าหนีทันที "ผมไม่เป็นไร คุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ แล้วดูให้ดีว่าตัวเองมีแผลตรงไหนหรือเปล่า เดี๋ยวผมออกไปข้างนอกก่อน"
"จะไปไหนคะ? ฉันไม่เป็นอะไร ทายาก่อนเถอะค่ะ" เจียงเซี่ยรั้งเขาไว้ พลางก้มลงสำรวจตัวเอง
"ฉัน..ฉันว่า ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่าค่ะ!" เจียงเซี่ยเพิ่งจะตระหนักได้ถึงสภาพของตนเอง เธอรู้สึกประดักประเดิดจนพูดติดอ่าง รีบปล่อยมือจากแขนเขาโดยอัตโนมัติ
โจวเฉิงเหล่ยเดินออกไปจากห้องทันที
เจียงเซี่ยรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงนาที เหลือบมองสำรวจตัวเองอีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว จึงเปิดประตูเรียกโจวเฉิงเหล่ยเข้ามาข้างใน ใบหน้าของเธอยังคงร้อนผ่าวไม่หาย
โจวเฉิงเหล่ยเดินกลับเข้ามาในห้อง
เจียงเซี่ยรีบปิดประตูห้องลงกลอน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น "ถอดเสื้อออกเถอะค่ะ!"
(จบบท)