บทที่ 421: สถานะที่แตกต่าง
ภายในบ้านของตระกูลหลี่ กลิ่นหอมของอาหารที่กำลังปรุงสุกเคล้าคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับไม่ได้อบอุ่นเหมือนเช่นเคย ความเงียบที่น่าอึดอัดถูกทำลายลงด้วยเสียงถอนหายใจของภรรยาหลี่ชิ่งหมิน
“ฉันว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องโชคช่วยหรอก” เธอกล่าวขึ้นมาลอยๆ ขณะใช้ตะเกียบคุ้ยข้าวในชามอย่างไม่รู้จะทำอะไร “ทำไมทุกครั้งที่พวกตระกูลโจวออกเรือไปกับเรือลำนั้น ถึงได้ปลากลับมาเยอะกว่าคนอื่นเสมอ โดยเฉพาะปลาจะละเม็ดทองที่หาได้ยากเย็นแสนเข็ญนั่นอีก”
พ่อของหลี่ซิ่วเสียนขมวดคิ้วมุ่นพลางวางตะเกียบลงเสียงดังฟังดูหงุดหงิด “อย่าพูดจาเหลวไหลไร้สาระไปหน่อยเลยน่า! พวกเขาไม่ใช่ผู้วิเศษตาทิพย์ จะไปหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ยังไงว่าฝูงปลาจะละเม็ดทองจะว่ายไปอยู่ตรงไหน มันก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ!”
“โชคดีเหรอคะพ่อ? โชคดีอะไรจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ทุกวี่ทุกวัน” ภรรยาของหลี่ชิ่งหมินเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “บางทีพวกเขาอาจจะมีเคล็ดลับหรือวิธีล่อฝูงปลาอะไรสักอย่างที่เราไม่รู้ก็ได้ ก็เลยจงใจหาเรื่องออกเรือช้ากว่าปกติ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปพร้อมกับพวกเรายังไงล่ะคะ”
หลี่ชิ่งหมินซึ่งนั่งเงียบมานานพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยาของตนเอง ในใจของเขาก็รู้สึกคล้อยตามความคิดนี้เช่นกัน มันมีความรู้สึกบางอย่างที่คอยบอกเขาอยู่เสมอว่าโจวเฉิงเหล่ยต้องมีวิธีการพิเศษในการหาปลาอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้ว ทำไมผลลัพธ์ของการออกเรือในแต่ละวันของเขาถึงได้แตกต่างจากชาวประมงคนอื่นๆ ราวฟ้ากับเหวขนาดนี้
แม่ของหลี่ซิ่วเสียนผสมโรงขึ้นมาอีกคน “ฉันก็ว่ามันต้องมีเคล็ดลับอะไรสักอย่างแน่ๆ สังเกตดูสิ ตอนแรกๆ ที่พวกเราเริ่มออกเรือด้วยกัน เขาก็ดูไม่ค่อยอยากจะให้พวกเราไปด้วยเท่าไหร่เลย รอแค่แป๊บเดียวก็ยังไม่ได้ แต่พอมาตอนนี้กลับมาสายทุกวัน แถมยังบอกให้พวกเรารีบออกเรือไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอเขาอีก นี่มันชัดเจนเลยว่าเขากลัวพวกเราจะไปเรียนรู้วิธีการจับปลาของเขาเข้า”
เรื่องนี้พ่อของหลี่ซิ่วเสียนเองก็จนปัญญาที่จะหาคำตอบ เขาเป็นชาวประมงมาทั้งชีวิต ย่อมรู้ดีว่าปลาแต่ละชนิดมีวิธีการจับที่แตกต่างกันออกไป โจวเฉิงเหล่ยเป็นคนที่เคยผ่านโลกกว้างมามากกว่าคนในหมู่บ้าน การที่เขาจะมีความรู้หรือเทคนิคพิเศษติดตัวมาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
“ถ้าคนอื่นเขามีเคล็ดลับ มันก็เป็นเรื่องของเขา การที่เขาไม่อยากให้คนนอกมารับรู้มันก็เป็นเรื่องธรรมดา” พ่อของหลี่ซิ่วเสียนกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายในเรื่องนี้
ภรรยาของหลี่ชิ่งหมินเบะปากพร้อมกับทำหน้าดูแคลนอย่างไม่คิดจะปิดบัง “คนนอกเหรอคะ? ไหนใครๆ ก็บอกกันว่าอาเล็กของอาเสียนเป็นคนที่มีความสามารถและเห็นแก่พวกพ้องมากที่สุดไม่ใช่เหรอคะ? หลายปีที่ผ่านมาก็ช่วยเหลือพี่น้องตัวเองมาตลอด พวกเราเป็นคนนอก เขาไม่อยากบอกก็แล้วไป แต่โจวเฉิงซินไม่ใช่คนนอกนี่คะ สามีของอาเสียนก็ไม่ใช่คนนอกเหมือนกัน พวกเขาสองคนเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเขานะคะ แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะเคยเอาเคล็ดลับการจับปลาไปบอกพี่ชายตัวเองเลยสักครั้ง คิดแต่จะกอบโกยเงินทองเข้าบ้านตัวเองคนเดียว ตอนนี้คงจะรวยล้นฟ้าไปแล้วมั้ง!”
แม่ของหลี่ซิ่วเสียนถอนหายใจยาว “บ้านใหญ่อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้ส่วนแบ่งจากเรือประมงลำนั้นไป พอได้ออกทะเลไปด้วยกันก็ยังได้เงินส่วนแบ่งมาไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นลูกสาวของเราที่ลำบากที่สุด มิน่าล่ะ...นางถึงได้ดูกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา”
“ตอนที่พวกเขาแยกบ้านกัน ฉันว่าอาเซินไม่น่าพูดเลยว่าจะไม่ขออะไรทั้งนั้น!” ภรรยาของหลี่ชิ่งหมินกล่าวอย่างหัวเสีย
“อาเสียนเองก็ไม่น่าจะยอมตกลงง่ายๆ แบบนั้น อย่างน้อยๆ เรือประมงลำนั้นก็ควรจะแบ่งมาให้สักส่วนหนึ่ง!”
หลี่ชิ่งหมินพยักหน้าเสริมขึ้นมาทันที “ใช่ ไม่ได้เรือลำนั้นมา ถือว่าขาดทุนย่อยยับเลย”
“พอได้แล้ว!” พ่อของหลี่ซิ่วเสียนตวาดเสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง
“จะบ่นอะไรกันนักหนา! ครอบครัวนั้นเขาก็ให้เงินก้อนใหญ่มาซื้อบ้านในเมืองแล้วไม่ใช่หรือไง อีกอย่างทั้งอาเซินและอาเสียนต่างก็มีงานการที่มั่นคงทำกันทั้งคู่ แต่พี่ใหญ่กับน้องเล็กของเขาไม่มีงานทำนะ พวกเขาต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการออกเรือหาปลาอยู่ทุกวัน ตอนนี้ลูกเขยกับลูกสาวของเรามีหน้าที่การงานที่ดี มีหน้ามีตาในสังคมและมั่นคงขนาดนี้ มันก็ดีเกินพอแล้ว!”
ชายชรามองหน้าทุกคนอย่างจริงจังก่อนจะกล่าวต่อ “อีกอย่างนะ ต่อให้ตอนนั้นแบ่งเรือมาให้อาเซินจริงๆ เขาจะมีเวลาที่ไหนไปออกเรือหาปลา แล้วจะแบ่งเงินกันยังไง? พวกเธออย่าเอาเรื่องพวกนี้ไปพูดให้อาเสียนฟังบ่อยนักเลย มันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นั้นเปล่าๆ”
เมื่อพ่อของหลี่ซิ่วเสียนพูดมาถึงขนาดนี้ ทั้งสามคนจึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ แต่ในใจของภรรยาหลี่ชิ่งหมินกลับคิดค้านอย่างรุนแรง ‘กระทบความสัมพันธ์เหรอ? ความยากจนต่างหากที่จะทำลายความสัมพันธ์ของคนสองคน! เคยได้ยินไหมว่าสามีภรรยาที่ยากจนร้อยเรื่องล้วนน่าเศร้า’
…
บนผืนน้ำสีครามที่สะท้อนแสงแดดยามบ่าย พ่อโจวหัวเราะร่าอย่างมีความสุขเมื่อเห็นเรือของลูกชายคนเล็กกำลังเจอกับฝูงปลาอีกครั้ง
เห็นไหมล่ะ! เห็นไหม! เรือที่มีเจียงเซี่ยอยู่ด้วยนี่แหละถึงจะนำพาโชคลาภมาให้อย่างแท้จริง!
เมื่อเช้านี้ตอนที่น้ำลง เขาไปเดินหาหอยบนชายหาด ได้แค่หอยลายมาหนึ่งถัง หอยหลอดครึ่งถุง กับหมึกสายอีกสิบกว่าตัวเท่านั้นเอง! เรือที่ไม่มีเจียงเซี่ยอยู่ด้วย เขาไม่อยากจะอยู่เลยสักนาทีเดียว
พ่อโจวหันไปตะโกนบอกโจวเฉิงซินทันที “เฉิงซิน! เอาเรือเข้าไปใกล้ๆ เรือของอาเล็กหน่อย! พ่อจะข้ามไปช่วยคัดแยกปลา!”
จากนั้นเขาก็ตะโกนบอกเจียงเซี่ยที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง “เสี่ยวเซี่ย! หยุดเรือก่อนนะ! พวกเราจะข้ามไป!”
เจียงเซี่ยได้ยินดังนั้นจึงดับเครื่องยนต์และปล่อยให้เรือลอยลำนิ่งอยู่กับที่ โจวเฉิงซินก็ค่อยๆ บังคับเรือของตนเองเข้าไปเทียบข้างอย่างชำนาญ พ่อโจวใช้ตะขอเหล็กด้ามยาวเกี่ยวเรือทั้งสองลำเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา จากนั้นแม่โจวก็ค่อยๆ พยุงเถียนไฉ่ฮวา คุณย่าทวด และคุณย่ารองให้ปีนข้ามไปยังเรือของเจียงเซี่ยก่อน
สุดท้ายพ่อโจวจึงพยุงแม่โจวให้ข้ามไปเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่ตัวเขาเองจะเก็บตะขอเหล็กแล้วกระโดดตามไปอย่างคล่องแคล่ว
ทันทีที่ทุกคนข้ามมาถึง ก็เริ่มลงมือทำงานกันอย่างขะมักเขม้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ทุกคนช่วยกันแกะปลาออกจากอวนทีละตัวๆ แล้วโยนลงในตะกร้าสานใบใหญ่อย่างรวดเร็ว เมื่อมีคนอยู่บนเรือเยอะขึ้น นกนางนวลที่บินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะก็ไม่กล้าที่จะโฉบลงมาใกล้เหมือนเคย จะมีก็เพียงไม่กี่ตัวที่ใจกล้าเป็นพิเศษ
พ่อโจวเหลือบไปเห็นนกนางนวลใจเด็ดตัวหนึ่งกำลังแอบจิกกินปลาอยู่ใต้จมูกของเขาพอดี เขาจึงยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวมันไว้ “กล้าดีนักนะที่มาขโมยกินต่อหน้าตาแก่คนนี้! เดี๋ยวจับกลับไปต้มกินที่บ้านซะเลยนี่!”
แน่นอนว่านกนางนวลนั้นปราดเปรียวเกินกว่าที่พ่อโจวจะจับตัวได้ทัน มันบินหนีไปได้อย่างหวุดหวิด
เวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายสามโมงกว่าแล้ว เรือประมงทั้งสี่ลำจึงเริ่มหันหัวเรือกลับเข้าฝั่ง เรืออีกสามลำยังคงลากอวนกลับมาด้วยระหว่างทาง แต่เรือของเจียงเซี่ยนั้นบรรทุกอวนที่เต็มไปด้วยปลาจนกองสูงท่วมลำเรือ ทำให้ไม่สามารถลากอวนต่อไปได้อีกแล้ว แค่จัดการกับปลาที่อยู่บนเรือให้เสร็จก่อนจะถึงท่าเรือก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
ประมาณห้าโมงเย็น เรือประมงทั้งสี่ลำก็แล่นกลับมาถึงท่าเรือของหมู่บ้านทีละลำๆ
วันพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ หลี่ซิ่วเสียนกับโจวเฉิงเซินจึงเดินทางกลับมาจากในเมือง โจวเฉิงเซินยืนรออยู่ที่ท่าเรือเพื่อช่วยขนถ่ายปลา ส่วนหลี่ซิ่วเสียนนั้นถูกสามีบอกให้กลับไปทำอาหารที่บ้านก่อนแล้ว
ตอนที่โจวเฉิงเซินกลับมาถึงบ้าน เขารู้ว่าทั้งแม่และเจียงเซี่ยต่างก็ออกทะเลไปทั้งคู่ เขาจึงแวะซื้ออาหารทะเลสดๆ ที่ท่าเรือแล้วให้ภรรยานำกลับไปทำที่บ้านใหญ่ ซึ่งหลี่ซิ่วเสียนเองก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่บอกให้สามีชวนพ่อกับพี่ชายของเธอมากินข้าวเย็นที่บ้านด้วยกัน
เมื่อเรือเทียบท่า โจวเฉิงเซินก็เดินตรงไปยังเรือของพ่อกับแม่เพื่อกล่าวทักทายก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเดินต่อไปยังเรือของโจวเฉิงซิน และสุดท้ายจึงเดินมาหยุดที่เรือประมงของครอบครัวภรรยาซึ่งเทียบท่าเป็นลำสุดท้าย
พ่อของหลี่ซิ่วเสียนยิ้มกว้างทักทายลูกเขย “วันนี้ช่วงน้ำลงครั้งใหญ่ แม่เธอกับพี่สะใภ้ใหญ่ก็เลยลงไปเดินเก็บของทะเลกัน บ่ายวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ลงไปหาของทะเลกันหมด เลยไม่มีใครลากอวนกันเท่าไหร่ วันนี้เลยได้ปลาน้อยหน่อย แค่ลากอวนตอนเช้าสองครั้งกับตอนขากลับอีกครั้งเดียวเท่านั้นแหละ”
พูดจบเขาก็เริ่มยกตะกร้าปลาลงจากเรือ
แม่ของหลี่ซิ่วเสียนก็พูดเสริมขึ้นมา “ใช่จ้ะ ตอนบ่ายเรือบ้านเธอสองลำก็ไม่ได้ลากอวนเลย มีแต่เรือของอาเล็กนั่นแหละที่ลากอวน”
โจวเฉิงเซินไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้น เขายิ้มและถามกลับไปว่า “แล้ววันนี้แม่กับพี่สะใภ้ใหญ่ได้ของดีอะไรมาบ้างไหมครับ?”
ภรรยาของหลี่ชิ่งหมินรีบชี้ไปยังถังที่วางอยู่บนพื้นเรือ “ก็ได้แค่หอยหลอดมาถุงเล็กๆ หอยลายครึ่งถัง กับหมึกสายอีกไม่กี่ตัวเอง ขายไปก็ไม่ได้ราคาเท่าไหร่ จะเอามาทำกับข้าวก็ไม่พอสำหรับหนึ่งมื้อ สู้ไปตกปลาเองยังจะดีกว่า อ้อ! ถังนี้เป็นปลาที่พ่อกับพี่ชิ่งหมินเขาตกมาได้นะ”
น้ำเสียงที่รีบร้อนนำเสนอของเธอ ทำให้โจวเฉิงเซินต้องก้มลงไปมองอย่างเสียไม่ได้
ในถังใบหนึ่งมีหอยลายอยู่ครึ่งถังกับหมึกสายอีกไม่กี่ตัว ส่วนอีกถังหนึ่งมีปลากะพงทะเลสองตัว ปลาอินทรีหนึ่งตัว ปลาสลิดหินสองตัว และปลาจวดครีบเหลืองอีกสองตัว ปลาอินทรีตัวที่ใหญ่ที่สุดน่าจะหนักราวๆ สิบกว่าจินได้ ซึ่งมีมูลค่าถึงแปดถึงเก้าหยวนเลยทีเดียว รวมๆ แล้วปลาในถังนี้น่าจะขายได้ประมาณสิบหยวน
จากนั้นเขาก็เหลือบไปมองตะกร้าปลาที่ยกมาจากบนเรือ ส่วนใหญ่เป็นปลาเบ็ดเตล็ดราคาถูก มีปลาอินทรีราคาดีอยู่บ้างแต่ก็เป็นตัวเล็กๆ หนักแค่สองสามจินเท่านั้น มีปลาทรายแดงอยู่บ้างประปราย และปลาจวดครีบเหลืองอีกเล็กน้อย รวมๆ แล้วน่าจะขายได้ประมาณสามสิบหยวน หักค่าแรงสองคนกับค่าน้ำมันแล้ว ก็น่าจะเหลือกำไรแค่เจ็ดถึงแปดหยวนเท่านั้น ซึ่งยังน้อยกว่ามูลค่าปลาที่พวกเขาตกมาได้เสียอีก
เขายิ้มและเอ่ยชม “พี่ใหญ่โชคดีจังเลยนะครับ ตกปลาอินทรีตัวใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาได้ด้วย”
หลี่ชิ่งหมินรีบโบกมือปฏิเสธ “วันนี้เป็นเพราะแม่กับพี่สะใภ้ของนาย มาช่วยกันตกด้วยน่ะ ปกติถ้าฉันตกคนเดียว ไม่โชคดีขนาดนี้หรอก”
โจวเฉิงเซินพยักหน้ารับ “ก็เป็นเรื่องปกติครับ การตกปลากับการลากอวนมันก็เหมือนกันนั่นแหละครับ อาศัยโชคล้วนๆ บางวันก็ได้มากบางวันก็ได้น้อย”
หลี่ชิ่งหมินหัวเราะออกมา “ใช่เลย! อาศัยโชคล้วนๆ! เมื่อวานตอนลากอวนก็ได้เยอะหน่อย ได้กำไรมาตั้งยี่สิบกว่าหยวน! แต่วันนี้ตอนบ่ายไม่ได้ลากอวน แถมตอนเช้าอาเหล่ยยังออกเรือช้าไปตั้งครึ่งชั่วโมง พวกเราก็เลยต้องรอเขา เลยออกเรือช้าตามไปด้วย!”
โจวเฉิงเซินยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า “อย่างนั้นหรือครับ? ถ้างั้นคราวหน้าพี่ใหญ่ก็ไม่ต้องรอแล้วล่ะครับ ออกเรือตอนตีห้าตรงเวลาทุกวันได้เลย” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกล้ำ
“พี่ใหญ่กับน้องสี่ของผมไม่เหมือนกันนะครับ พอดีพวกเขาขับเรือของเขาเอง อยากจะออกเรือกี่โมงก็ได้ตามใจชอบ เวลาเลยค่อนข้างอิสระมากกว่าพี่อยู่หน่อย”
หลี่ชิ่งหมินถึงกับพูดไม่ออก “…”
คำพูดเมื่อครู่นี้... มันกำลังเหน็บแนมว่าเขาเป็นแค่ลูกจ้างอยู่หรือเปล่า?
(จบบท)