บทที่ 436: หุ้นเด็ดแห่งอนาคต
รุ่งเช้าของอีกวัน เจียงเซี่ยก็ทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีโดยการไปเป็นเพื่อนแม่เจียงเดินเลือกซื้อของขวัญสำหรับการพบปะกันของสองครอบครัวในวันพรุ่งนี้ สถานที่แรกที่ทั้งสองมุ่งหน้าไปคือร้านขายเครื่องประดับอัญมณีชื่อดังใจกลางเมือง
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้าน จางหรงก็รีบออกมาต้อนรับด้วยตนเอง พร้อมกับเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเขา
แม่เจียงแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น “รอสักครู่นะจ้ะ ขอน้าเดินดูของที่โชว์อยู่ในตู้ก่อน”
จางหรงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร “คุณน้ากำลังมองหาของขวัญให้ใครเหรอครับ?”
เจียงเซี่ยเป็นผู้ตอบคำถามนั้น “เป็นของขวัญสำหรับเสี่ยวเหยียน แล้วก็ของคุณพ่อคุณแม่ของเธอด้วยค่ะ”
เพียงเท่านั้นจางหรงก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดในทันที เขารู้จักจางฟู่เหยียนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก เนื่องจากในวัยเด็กจางฟู่เหยียนไม่ได้เติบโตอยู่ที่เมืองหลวง ประกอบกับอายุของพวกเขาที่ห่างกันถึงหนึ่งรอบนักษัตร ทำให้ไม่เคยได้วิ่งเล่นหรือคลุกคลีกันเลย เขาจะสนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้องชายของเธอเสียมากกว่า
ขณะที่แม่เจียงกำลังก้มหน้าก้มตาเลือกชมเครื่องประดับในตู้อย่างตั้งอกตั้งใจ เจียงเซี่ยก็ถือโอกาสนี้เปลี่ยนแปลงเวลานัดหมายของเธอกับจางหรงในวันพรุ่งนี้
“ไม่มีปัญหาเลยน้องสะใภ้” จางหรงตอบรับอย่างง่ายดาย “ของในตู้นี่ถ้ายังไม่ถูกใจ เดี๋ยวเข้าไปเลือกในห้องทำงานของพี่ได้เลยนะ พี่มีของสวยๆ เก็บไว้หลายชิ้น เดี๋ยวจะเอาออกมาให้ดู”
“ขอบคุณมากค่ะพี่รอง”
“จะเกรงใจอะไรกันล่ะ? ว่าแต่...หุ้นสามตัวที่เธอเลือกน่ะ...” จางหรงยกนิ้วโป้งให้เป็นสัญญาณแห่งความยอดเยี่ยม ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความทึ่ง “โชคดีจริงๆ ที่เธอบอกพี่ว่าอย่าไปซื้อตัวนั้น”
เมื่อคืนนี้เพื่อนของเขาเพิ่งโทรมาบอกข่าวว่าหุ้นตัวที่เขาเคยหมายตาไว้ในตอนแรกนั้นไม่ขยับขึ้นเลย แถมยังตกลงอีกต่างหาก แต่หุ้นสามตัวที่เจียงเซี่ยเลือกกลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวที่เธอตัดสินใจซื้อนั้น ตอนที่ซื้อมีราคาแค่หนึ่งดอลลาร์ต่อหุ้น แต่เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ราคาก็พุ่งขึ้นไปถึงสองดอลลาร์แล้ว
“น้องสะใภ้ เธอรู้ได้ยังไงว่าตัวนั้นเป็นหุ้นเด็ดที่มีแววรุ่ง?”
เจียงเซี่ยรู้ดีแก่ใจว่านั่นเป็นเพราะประสบการณ์ในชาติก่อนที่เธอเคยทำงานด้านการร่วมลงทุน อีกทั้งยังเคยทำวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะตอนที่เรียนปริญญาโท แต่เรื่องเหล่านี้เป็นความลับที่เปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้ เธอจึงได้แต่ใช้เหตุผลเดิมๆ ที่เคยอ้างไว้
“ก็บอกแล้วไงคะว่าคนท้องดวงดี! ครั้งนี้ฉันท้องตั้งสามคนนะคะ แล้วพี่รองก็ให้หุ้นมาเลือกสี่ตัว ฉันก็แค่ตัดตัวที่ดูแล้วไม่ถูกชะตาออกไป แล้วก็สุ่มเลือกเอาจากสามตัวที่เหลือนั่นแหละค่ะ”
จางหรง “....”
เขาดูเหมือนเด็กสามขวบที่หลอกง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? แต่ในเมื่อเธอไม่ต้องการจะพูด เขาก็มีมารยาทพอที่จะไม่เซ้าซี้ถามต่อ
“เพื่อนพี่เขาตั้งใจว่าถ้าราคาขึ้นไปถึงสามดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อไหร่ก็จะขายทันที แต่แน่นอนว่าถ้ามันยังไม่ถึงสามดอลลาร์แต่เริ่มมีแนวโน้มว่าจะตก เราก็ต้องรีบขายทิ้งเหมือนกัน”
เจียงเซี่ยกลับส่ายหน้า “ไม่ต้องรีบค่ะ ฉันน่ะท้องแฝดสามนะคะ ดวงดีคูณสามแบบนี้ รับประกันได้เลยว่าต้องโชคดีไปอีกสามปีแน่นอน ไม่ต้องรีบขายหรอกค่ะ ปล่อยให้มันค่อยๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ อีกสักสามสี่ปีค่อยขายก็ยังไม่สาย”
จางหรง “....”
อีกสามสี่ปีค่อยขายเนี่ยนะ? เธอคิดว่าตัวเองกำลังท้องกุมารทองเรียกทรัพย์หรือยังไงกัน ถึงได้มั่นใจว่าหุ้นตัวนี้จะเหมือนกับน้ำหนักของลูกในท้องเธอ ที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เลยหรือ?
วินาทีนี้เองที่จางหรงเริ่มจะเชื่อจริงๆ แล้วว่าเธอไม่ได้กำลังแกล้งหลอกเขา แต่เธอไม่รู้เรื่องการลงทุนจริงๆ ต่างหาก เธอแค่เลือกตัวที่ถูกใจและถูกชะตาเท่านั้นจริงๆ คนที่รู้เรื่องหุ้นที่ไหนจะกล้าอ้าปากพูดออกมาง่ายๆ ว่าให้ปล่อยมันขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วอีกสามสี่ปีค่อยขาย? ต่อให้เป็นเซียนหุ้นก็ยังไม่กล้าพูดขนาดนี้เลย!
มันเป็นจริงอย่างที่เพื่อนของเขาเคยพูดไว้ ‘คนที่ซื้อเป็นน่ะยังไม่นับว่าเก่ง แต่คนที่ขายเป็นต่างหากถึงจะเก่งจริง’ มีคนมากมายที่ซื้อหุ้นเป็น แต่ก็เพราะขายไม่เป็นนี่แหละที่ทำให้ต้องขาดทุนย่อยยับ เพราะความโลภที่ไม่รู้จักพอ
อันที่จริงแล้วจางหรงเองก็ไม่ได้รู้เรื่องหุ้นลึกซึ้งอะไรนัก เขายังอยู่ในช่วงเรียนรู้ แต่เขามองว่าเจียงเซี่ยน่ะไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ที่เธอตัดสินใจซื้อก็คงเป็นเพราะความเชื่อใจในตัวเขาผู้เป็นพี่รองคนนี้เท่านั้น
จางหรงรู้สึกซาบซึ้งในความไว้วางใจที่เธอมีให้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเขาเช่นกัน เขากลัวเหลือเกินว่าจะทำให้เธอต้องขาดทุน! เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง แม้ผลตอบแทนจะสูงตามไปด้วย แต่โอกาสที่จะขาดทุนจนหมดตัวหรือล้มละลายก็มีอยู่เช่นกัน หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้ตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เขาก็คงไม่กล้าชวนสองสามีภรรยามาลงทุนด้วยหรอก
หลังจากเดินดูจนทั่วแล้ว แม่เจียงก็ยังไม่เจอชิ้นที่ถูกใจ เธอจึงเดินเข้ามาหาจางหรง
“ฉันอยากได้ไข่มุกน่ะ มีของคุณภาพดีกว่านี้อีกไหม?”
“มีครับคุณน้า เชิญทางนี้เลยครับ ไปดูในห้องทำงานของผมดีกว่าครับ จะได้เลือกดูได้สะดวกๆ”
ท้ายที่สุดแล้ว แม่เจียงก็ได้เลือกสร้อยคอมุกเส้นงามสำหรับมอบให้คุณแม่ของจางฟู่เหยียน และสร้อยข้อมือไข่มุกอีกหนึ่งเส้นสำหรับตัวจางฟู่เหยียนเอง สตรีสูงวัยเมื่อสวมใส่สร้อยคอมุกแล้วจะยิ่งดูสง่างามมีราศี และเมื่อแม่เจียงลองให้เจียงเซี่ยสวมสร้อยข้อมือเส้นนั้นดู ปรากฏว่ามันสวยงามขับผิวของเธอเป็นอย่างยิ่ง เธอจึงตัดสินใจซื้อสร้อยข้อมือแบบเดียวกันนั้นให้ลูกสาวอีกหนึ่งเส้น
การมอบไข่มุกเป็นของขวัญยังมีความหมายที่ดีอีกด้วย เป็นการแสดงออกว่าในอนาคตครอบครัวของพวกเขาจะดูแลเอาใจใส่จางฟู่เหยียนดุจไข่มุกอันล้ำค่า
แม่เจียงยังวางแผนไว้อีกว่าในอนาคตจะมอบกำไลหยกให้กับจางฟู่เหยียนด้วย ซึ่งเธอมีกำไลหยกโบราณชิ้นหนึ่งที่คุณย่าของเธอเคยส่งต่อมาให้ โดยบอกว่าเป็นของที่ใช้สำหรับส่งต่อให้ลูกสะใภ้จากรุ่นสู่รุ่นอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ แต่สำหรับการพบกันครั้งแรกในวันพรุ่งนี้ การจะมอบของขวัญที่มีความหมายลึกซึ้งขนาดนั้นในทันทีอาจจะยังไม่เหมาะสมนัก
หลังจากออกจากร้านเครื่องประดับแล้ว สองแม่ลูกก็เดินทางต่อไปยังร้านมิตรภาพ (Friendship Store) เพื่อซื้อนาฬิกาข้อมือให้กับคุณพ่อของจางฟู่เหยียน
เมื่อเดินผ่านร้านขายอาหารนำเข้า แม่เจียงก็เอ่ยขึ้น “เราจะซื้อของกินเล่นหรือพวกอาหารเสริมไปด้วยดีไหม?”
เย่เสียนที่กำลังนั่งยองๆ จัดของอยู่หลังเคาน์เตอร์ได้ยินเสียงของแม่เจียงเข้าพอดี การเคลื่อนไหวของเธอชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะรีบก้มหน้าลงต่ำ แสร้งทำเป็นกำลังก้มหาของอย่างตั้งใจ
จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงของเจียงเซี่ยดังขึ้น “คุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยวเหยียนใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่นะคะ ของในร้านมิตรภาพพวกนี้น่าจะมีครบหมดแล้วล่ะค่ะ ของกินพวกนี้ไม่ต้องซื้อหรอกค่ะ คุณแม่ของเสี่ยวเหยียนเป็นคนพื้นเมืองที่นี่ไม่ใช่เหรอคะ? เดี๋ยวฉันจะเตรียมพวกของทะเลแห้งจากที่บ้าน แล้วก็ขนมที่พวกเราทำกันเองให้พวกเขาติดมือกลับไปที่ปักกิ่งดีกว่าค่ะ ถ้าทานไม่หมดก็จะได้เอาไปทานที่ต่างประเทศต่อได้ด้วย”
แม่เจียงเมื่อได้ฟังก็เห็นด้วยทันที “จริงด้วย งั้นก็ไม่ต้องซื้อของนำเข้าแล้วล่ะ ไปซื้อพวกเหล้ากับบุหรี่ดีๆ แทนดีกว่า แล้วนี่...พรุ่งนี้ลูกมีชุดสวยๆ ใส่รึยัง? ให้แม่ซื้อให้สักชุดไหม? ดูชุดนั้นสิ สวยดีนะ ลูกใส่แล้วต้องสวยมากแน่ๆ” แม่เจียงชี้ไปยังชุดเดรสที่โชว์หุ่นอยู่ในร้าน
ความสุขอย่างหนึ่งของการมีลูกสาวก็คือการได้จับลูกสาวแต่งตัวให้สวยงามน่ารักนี่แหละ
เจียงเซี่ยเดินเข้าไปควงแขนแม่ของเธอแล้วพากันเดินต่อไป “หนูมีเสื้อผ้าใส่แล้วค่ะ ชุดที่แม่ให้มาคราวก่อนยังไม่ได้ใส่เลย พี่เหล่ยเองก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ มาเก็บไว้ที่บ้านในเมืองนี้เต็มไปหมด ใส่ไปจนถึงตอนอากาศอุ่นก็ยังใส่ไม่หมดเลยค่ะ อีกอย่าง พรุ่งนี้หนูไม่ใช่ตัวเอกของงานสักหน่อย เสี่ยวเหยียนต่างหากที่เป็นตัวเอก หนูจะแต่งตัวสวยเด่นไปทำไมกันคะ? แค่แต่งตัวให้ดูดีเหมาะสมก็พอแล้วค่ะ”
เจียงเซี่ยไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้าจริงๆ นอกจากเรื่องการซื้อเฟอร์นิเจอร์แล้ว เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับบ้านใหม่หลังนี้โจวเฉิงเหล่ยเป็นผู้จัดการทั้งหมด ในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าที่เขาซื้อเตรียมไว้ให้จนเต็มตู้ ทั้งหมดเป็นของใหม่ที่ซักรีดไว้อย่างสะอาดเรียบร้อย สามารถหยิบมาใส่ได้ทันที ตอนนี้เธอเริ่มตั้งครรภ์ท้องใหญ่ขึ้นแล้ว กางเกงที่เดือนก่อนยังใส่ได้ เดือนนี้กลับคับแน่นจนใส่ไม่ได้เสียแล้ว ในอนาคตขนาดเสื้อผ้าคงต้องเปลี่ยนทุกเดือน การซื้อมาตุนไว้เยอะๆ จึงไม่มีประโยชน์อะไร
เมื่อซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่เจียงก็เอ่ยชวนขึ้นอีก “เราไปทำผมกันดีไหม? ใกล้จะปีใหม่แล้วดัดผมรับปีใหม่กันเถอะ ลูกก็ดัดด้วยสิ ปีนี้เขานิยมดัดผมกันมากเลยนะ แม่น่ะอยากจะดัดมาตั้งนานแล้ว แต่พ่อของลูกเขาก็บ่นอยู่นั่นแหละ จนเมื่อวานแม่ไปเห็นว่าผู้หญิงที่หน่วยงานพ่อก็ไปดัดกันมาหลายคนนะ พอแม่เอาเรื่องนี้ไปพูดกับเขาแล้วบอกว่าจะไปดัดบ้าง ถึงได้เลิกบ่น"
เจียงเซี่ยส่ายหน้าปฏิเสธ “หนูไม่ดัดหรอกค่ะ ไม่รู้ว่าน้ำยาดัดผมมันมีสารพิษอะไรบ้างหรือเปล่า กลัวว่าจะเป็นอันตรายกับลูกๆ ในท้อง” ตอนนี้แม้แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเธอก็ใช้น้อยลงมาก
แม่เจียงประหลาดใจ “ไม่หรอกมั้ง? ก็แค่ทำบนผมนี่นา ไม่ได้กินเข้าไปสักหน่อย จะมีพิษได้ยังไง? อีกอย่างคนอื่นเขาก็ดัดกันตั้งเยอะแยะก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย” เธออุตส่าห์รบเร้าสามีอยู่นานกว่าเขาจะยอมใจอ่อน อย่ามาทำให้เธอใจเสียสิ!
“หนูว่าน้ำยามันเหม็นเกินไปค่ะ ดมแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบาย”
แม่เจียง “....”
พอถูกเจียงเซี่ยพูดแบบนี้เข้า ความอยากดัดผมของเธอก็พลันหดหายไปกว่าครึ่ง!
เจียงเซี่ยกล่าวต่อ “แต่ถ้าแม่ยังอยากดัดอยู่ก็ไปดัดได้นะคะ ปีนึงทำแค่ครั้งสองครั้งไม่เป็นไรหรอกค่ะ สารพิษนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้มีผลร้ายแรงกับร่างกายผู้ใหญ่ขนาดนั้น ที่หนูไม่ทำก็เพราะลูกๆ ในท้องยังเล็กมากอยู่ ไม่รู้ว่าอวัยวะต่างๆ พัฒนาสมบูรณ์หรือยัง ตอนนี้คงยังเป็นแค่ก้อนเนื้อหนักหนึ่งสองเหลี่ยงสามก้อนอยู่เลยมั้งคะ หนูกลัวว่ามันจะไปกระทบกับการเจริญเติบโตของพวกเขา”
แม่เจียง “....”
พอเจียงเซี่ยเปรียบเปรยแบบนั้น ภาพของหลานสามคนในท้องที่เป็นแค่ก้อนหมูหนักสองเหลี่ยงสามก้อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที! เธอตีที่แขนของเจียงเซี่ยเบาๆ “อย่าพูดจาเหลวไหลนะ!” อะไรกัน ก้อนเนื้อสามก้อน! ฟังแล้วน่ากลัวจะตายไป!
“แล้วสรุปแม่จะทำผมไหมคะ?”
“ไม่ทำแล้ว!”
ลูกสาวพูดมาขนาดนี้ว่ามันอาจจะมีพิษ แล้วเธอจะยังกล้าทำอีกเหรอ?
เจียงเซี่ยจึงเสนอขึ้น “เราซื้อแค่อุปกรณ์กลับไปทำเองที่บ้านก็ได้นี่คะ ไม่ต้องใช้น้ำยาเซ็ตผม ทำแค่ชั่วคราวเอา”
แม่เจียงถามอย่างสงสัย “ทำเองแล้วมันจะทำยังไงล่ะ?”
“ก็ลองดูสิคะ ซื้ออุปกรณ์ม้วนผมมาม้วนทิ้งไว้สักครึ่งวันก็น่าจะอยู่ทรงแล้วล่ะค่ะ ไปค่ะ ไปดูกันดีกว่าว่ามีที่ไหนขายโรลม้วนผมบ้าง”
…
เย่เสียนรอจนกระทั่งสองแม่ลูกเดินจากไปไกลแล้วจึงค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง
‘เสี่ยวเหยียนคือตัวเอกของงาน’ มันหมายความว่ายังไงกัน? หรือว่าเจียงตงกับเสี่ยวเหยียนกำลังจะหมั้นกันงั้นเหรอ?
(จบบท)