บทที่ 461: วาสนาที่ถูกนำพา
แสงแดดอ่อนๆ ของยามสายสาดส่องลงมากระทบชานบ้านตระกูลโจว แม่โจวกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมข้าวของในครัวด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้เป็นวันที่สำคัญ เธอตื่นเต้นยิ่งกว่าการเตรียมงานเทศกาลใดๆ เสียอีก
ราวสิบโมง เสียงพูดคุยแว่วมาแต่ไกล ก่อนที่ร่างของหญิงสองคนจะปรากฏขึ้นที่ทางเข้าบ้าน คนหนึ่งคือป้าสะใภ้รองซึ่งเป็นญาติห่างๆ มาจากฝั่งคุณยายของสามี อีกคนคือสวี่หลิง หลานสาวของเธอที่เดินทางมาด้วยกัน หญิงสาวผู้เป็นหัวใจสำคัญของวันนี้
ในมือของทั้งสองหอบหิ้วของฝากมามากมายจนน่าเกรงใจ ทั้งไก่บ้านตัวอ้วนพี ห่านตัวใหญ่ที่ส่งเสียงร้องก้าบๆ ตะกร้าสานใบย่อมที่อัดแน่นไปด้วยไข่ห่านสีขาวนวลสะอาดตา ถุงผลไม้สดที่ยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะประปราย และที่น่าประทับใจที่สุดคือถุงใหญ่สองใบที่บรรจุข้าวเกรียบกุ้งสีเหลืองทองกับขนมวงทอดกรอบ ของว่างที่พวกเธอลงมือทำเองกับมือ บ่งบอกถึงความใส่ใจที่มอบให้
“โอ้โฮ! พี่คะ ทำไมถึงได้ลำบากเอาของมาเยอะแยะขนาดนี้กัน” แม่โจวรีบเดินออกไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง เอื้อมมือไปช่วยถือของอย่างเป็นกันเอง “คราวก่อนที่ฉันไปเยี่ยมพี่ที่บ้าน ก็ได้ของกลับมาตั้งมากมายแล้ว เกรงใจจริงๆ ค่ะ”
ป้าสะใภ้รองหัวเราะเสียงใส ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของอาหลิงเขาเตรียมมาน่ะ ฉันน่ะเอามาแค่ไข่ห่านตะกร้านี้แหละ กะว่าจะมาอาศัยฝากท้องมื้อเที่ยงที่นี่สักมื้อ”
สวี่หลิงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ก้มหน้างุด ใบหน้าของเธอขึ้นสีระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู หญิงสาวมีท่าทีขวยเขินอยู่เสมอ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความซื่อตรงจริงใจ “เป็นคุณแม่ของฉันที่เตรียมให้ค่ะ ไม่ใช่ฝีมือฉันทั้งหมดหรอก”
“พวกพี่นี่เกรงใจกันเกินไปแล้ว” แม่โจวกล่าวอย่างอารมณ์ดี พลางจูงมือทั้งสองเข้ามาในบ้าน “มาบ้านฉันเหมือนมาบ้านตัวเอง ไม่เห็นต้องเอาอะไรมาเลย ถ้าพวกพี่ขยันเกรงใจกันแบบนี้บ่อยๆ นะ ต่อไปฉันคงไม่ต้องเหนื่อยเลี้ยงไก่เลี้ยงห่านเองแล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปฉันจะมาขอข้าวน้องกินบ่อยๆ เลยนะจ๊ะ จะได้ไม่ต้องเกรงใจกัน” ป้าสะใภ้รองรับมุกอย่างรู้ทัน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
“มาได้เลยค่ะ พี่ยิ่งมาฉันยิ่งดีใจ”
เจียงเซี่ยซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้หวายในบ้าน ค่อยๆ ประคองครรภ์แฝดของเธอแล้วลุกขึ้นต้อนรับ เธอจัดแจงนำผลไม้สด ถั่วอบกรอบ และขนมต่างๆ ที่มีในบ้านมาวางบนโต๊ะรับแขก พร้อมกับรินน้ำชาส่งให้ด้วยรอยยิ้ม
“เชิญทานขนมกับผลไม้ก่อนนะคะ”
สายตาของป้าสะใภ้รองจับจ้องอยู่ที่หน้าท้องกลมโตของเจียงเซี่ยอย่างไม่อาจละสายตาได้ “โห...เสี่ยวเซี่ย ท้องดูใหญ่กว่าตอนที่เราเจอกันช่วงปีใหม่เยอะเลยนะ ใหญ่กว่าตอนที่ป้าท้องเจ้าเหวินเสียอีก”
แม่โจวได้ยินดังนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้ๆ อย่างกระตือรือร้น ใบหน้าของเธอฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด เธอค่อยๆ ชูสามนิ้วขึ้นมา แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันทั่ว “ในท้องเป็นแฝดสามจ้ะ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ป้าสะใภ้รองอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ส่วนสวี่หลิงก็เผลอยกมือขึ้นทาบอก มองไปยังหน้าท้องของเจียงเซี่ยด้วยความตกตะลึงระคนชื่นชม
“วาสนาจริงๆ! อาเหล่ยนี่โชคดีอะไรอย่างนี้!” ป้าสะใภ้รองเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบในที่สุด
แม่โจวหัวเราะอย่างมีความสุขที่สุด “ก็เพราะเขาได้ภรรยาที่ดีน่ะสิพี่ ถึงได้มีวาสนาแบบนี้”
เจียงเซี่ยทำเพียงส่งยิ้มบางๆ รับคำชมนั้น ขณะเดียวกันเธอก็ลอบพินิจพิจารณาสวี่หลิงอย่างเงียบๆ หญิงสาวคนนี้มีเครื่องหน้าหมดจดทุกส่วน แม้จะไม่สวยงามโดดเด่นสะกดสายตาเหมือนอย่างเหลยอวี้เจิน แต่เธอกลับมีบางสิ่งที่น่าดึงดูดใจ ดวงตาที่ใสซื่อและความสงบเสงี่ยมในท่วงท่า ทำให้เธอเป็นคนประเภทที่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกสบายตา สบายใจ ชวนให้รู้สึกว่าหากได้อยู่ใกล้คงจะพบเจอแต่ความสงบสุข
ในขณะที่วงสนทนากำลังออกรส เสียงทักทายที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน “กุ้ยหวน(แม่โจว)เอ๊ย...อยู่บ้านรึเปล่าจ๊ะ”
เป็นเสียงของป้าตงนั่นเอง แม่โจวลุกพรวดขึ้นทันที “อยู่จ้ะพี่! เข้ามาเลยๆ”
ร่างของป้าตงและโจวกั๋วตง ลูกชายของเธอก็ปรากฏตัวขึ้น โจวกั๋วตงในชุดทำงานที่ดูสมบุกสมบัน หิ้วถังไม้ใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยปลาและกุ้งสดๆ ที่เพิ่งจับขึ้นมาจากทะเล กลิ่นไอเค็มของน้ำทะเลยังคงอบอวลอยู่รอบตัวเขา
“ตายจริง! เอาปลามาทำไมกันตั้งเยอะแยะ ที่บ้านฉันวันนี้ก็เพิ่งออกเรือไปเหมือนกัน” แม่โจวเอ่ยทัก
“ผมเพิ่งกลับจากทะเลครับป้า ของมันกำลังสดๆ เลยอยากเอามาให้ป้าลองชิมดู” โจวกั๋วตงตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้จะดูเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่แววตาของเขากลับมุ่งมั่นและจริงจัง
“ขอบใจมากนะ เข้าไปนั่งพักข้างในก่อนสิ”
เมื่อทั้งหมดเข้ามาในห้องรับแขก บรรยากาศก็เปลี่ยนไปในทันที ราวกับมีกระแสลมบางอย่างพัดผ่าน แม่โจวรีบแนะนำทุกคนให้รู้จักกันด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย “นี่พี่สะใภ้ของฉันเองจ้ะ ส่วนนี่สวี่หลิง หลานสาวของพี่เขา แล้วนี่ก็พี่สะใภ้รองของฉันนะ ส่วนนี่โจวกั๋วตง หลานชายของฉันเอง”
วินาทีที่โจวกั๋วตงก้าวเข้ามา สายตาของเขาก็ประสานเข้ากับดวงตาของสวี่หลิงที่เงยหน้าขึ้นมามองพอดี
มันเป็นเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้น แต่กลับยาวนานในความรู้สึกของคนทั้งคู่
สวี่หลิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้าลงซ่อนความร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนโจวกั๋วตงเองก็ไม่ต่างกัน เขารีบเบือนสายตาคมเข้มของตนไปทางอื่น แต่ความร้อนผ่าวที่ปรากฏขึ้นบนใบหูก็บ่งบอกความรู้สึกในใจได้เป็นอย่างดี
ผู้ใหญ่ทั้งสามมองหน้ากันแล้วลอบยิ้มอย่างรู้ทัน แม่โจวจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น “อาหลิงจ๊ะ...อยากไปเดินเล่นที่ชายหาดดูไหม เผื่อจะได้เก็บหอยสวยๆ กลับไปกินที่บ้าน”
ป้าตงไม่รอช้า รีบสานต่อทันที “ให้กั๋วตงพาไปสิ! เจ้าหมอนี่น่ะเก่งเรื่องดูตามดของหอยที่สุดในย่านนี้แล้ว กั๋วตง...ลูกพาน้องไปเดินเล่นหน่อยสิ”
โจวกั๋วตงรู้สึกถึงแรงผลักดันจากสายตาของผู้ใหญ่ทุกคน เขาหันไปทางสวี่หลิงอย่างเก้ๆ กังๆ ในใจรู้ดีว่าน้ำทะเลยังไม่ลดเต็มที่ คงไม่มีหอยให้เก็บได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่กล้าขัดใจผู้ใหญ่ “เอ่อ...ให้ผมพาไปเดินเล่นที่ชายหาดไหมครับ”
สวี่หลิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และตอบเสียงแผ่ว “...ค่ะ”
เพียงเท่านั้น คนหนุ่มสาวทั้งสองก็เดินออกจากบ้านไปด้วยกัน ทิ้งระยะห่างระหว่างกันเล็กน้อย แต่ใบหน้าที่แดงระเรื่อและท่าทีที่ประหม่าก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองตามหลังไปได้เลย
เมื่อสองหนุ่มสาวคล้อยหลังไปแล้ว บรรยากาศในครัวก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง แม่โจวประกาศก้อง “วันนี้พี่กับกั๋วตงต้องกินข้าวเที่ยงที่บ้านฉันนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการเจ้าไก่ตัวนี้เอง”
ป้าตงรีบห้ามทันที “โอ๊ย ไม่ต้องเลยกุ้ยหวน เมื่อเช้าฉันจัดการเชือดไก่กับเป็ดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แถมยังซื้อเนื้อหมูมาอีกชิ้นเบ้อเริ่ม เดี๋ยวฉันวิ่งกลับไปเอาที่บ้านมาให้”
เธอรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของแม่โจวเหลือเกิน ครอบครัวของเธอประสบเคราะห์กรรมเป็นหนี้สินมากมาย แต่เมื่อแม่โจวเอ่ยปากแนะนำลูกชายให้ ฝ่ายหญิงก็ยังเต็มใจเดินทางมาดูตัวถึงที่ ป้าตงจึงให้ความสำคัญกับการดูตัวครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เธอตั้งใจเตรียมอาหารที่ดีที่สุดมาเพื่อแสดงความจริงใจ และไม่อยากให้แม่โจวต้องมาสิ้นเปลืองออกทั้งเงินทั้งแรงเพื่อครอบครัวของเธอ
พูดจบป้าตงก็รีบวิ่งกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ถึงกระนั้น แม่โจวก็ยังคงยืนกรานที่จะฆ่าไก่และห่านที่ป้าสะใภ้รองนำมาอยู่ดี เจียงเซี่ยซึ่งนั่งมองอยู่ใกล้ๆ เข้าใจในทันที มันเป็นธรรมเนียมของคนที่นี่ การให้และรับต้องเป็นไปอย่างสมดุล เมื่อแขกนำของกำนัลมาให้ เจ้าบ้านก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งคืนกลับไปเพื่อแสดงน้ำใจตอบแทน เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่จะมีให้แก่กันและกันต่อไป
แม่โจวกับป้าสะใภ้รองจึงช่วยกันจัดการกับไก่และห่านอย่างคล่องแคล่ว ส่วนเจียงเซี่ยก็รับหน้าที่ล้างผักไปพลางๆ
เมื่อเหลือกันเพียงสามคนในครัว ป้าสะใภ้รองก็เปิดประเด็นที่อัดอั้นอยู่ในใจขึ้นมา “เสี่ยวเซี่ย ตอนนี้อวี้เจินทำงานอยู่ที่โรงงานของแม่เธอใช่ไหมจ๊ะ”
เจียงเซี่ยพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะป้า แล้วอวี้เจินทำงานเป็นยังไงบ้างคะ ชินกับงานรึยัง ลำบากอะไรไหม”
“ชินสิ จะไม่ชินได้ยังไง ไม่ลำบากเลยสักนิด!” ป้าสะใภ้รองตอบเสียงสูง
“เธอชอบงานนั้นจะตายไป แถมตอนนี้ยังได้แฟนเป็นคนในเมืองแล้วด้วยนะ ได้ยินว่าเป็นคนรวยมากเสียด้วย อาทิตย์ก่อนที่อวี้เจินกลับบ้านมาน่ะ โอ้โฮ...มีทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่ นาฬิกาข้อมือเรือนใหม่ สร้อยคอทองเส้นใหม่อีก บอกว่าเป็นของที่แฟนเขาส่งมาให้ทั้งนั้นเลย”
ทว่าน้ำเสียงในช่วงท้ายกลับแฝงความกังวลและลังเลเอาไว้ เจียงเซี่ยสังเกตเห็นแววตาที่อ้ำๆ อึ้งๆ ของป้าสะใภ้รอง
“ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย” ป้าสะใภ้รองกระซิบ “ฉันว่าผู้ชายคนนั้นมันแปลกๆ พี่สะใภ้ฉัน (แม่ของอวี้เจิน) อยากจะให้ผู้ใหญ่สองฝ่ายเจอกันเร็วๆ เลยให้อวี้เจินไปพูด แต่ฝ่ายชายก็บ่ายเบี่ยงตลอด อ้างนั่นอ้างนี่ ถ้าเขารักจริง หวังแต่งจริง ทุ่มเงินซื้อของแพงๆ ให้ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่อยากรีบมาสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวกันเล่า ฉันกลัวว่าเขาจะมาหลอกลูกสาวบ้านเราน่ะสิ แต่พอจะพูดอะไรไป พี่สะใภ้กับอวี้เจินก็กำลังเห่อของใหม่กันเสียจนไม่ฟังอะไรเลย”
เจียงเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เรื่องนี้ดูไม่ชอบมาพากลจริงๆ “เขาชื่ออะไรเหรอคะป้า บางทีฉันอาจจะพอรู้จัก”
“ฉันได้ยินอวี้เจินเรียกเขาว่า อาเฉิงๆ ตลอดเลย ก็ไม่รู้ว่าเขียนยังไง เสี่ยวเซี่ย...เธอพอจะรู้จักใครชื่อนี้ไหม เขาเป็นคนไว้ใจได้รึเปล่า”
ในหัวของเจียงเซี่ยว่างเปล่า เธอไม่รู้จักใครที่ชื่ออาเฉิง แต่สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนภัย เธอนึกถึงเรื่องราวของเย่เสียน วังเม่ย และคนอื่นๆ ที่ถูกจับกุมไปเพราะเรื่องทุจริต การที่เหลยอวี้เจินเข้าไปพัวพันกับชายลึกลับที่ทุ่มเงินไม่อั้นในตอนนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตำแหน่งงานจัดซื้อที่เอื้อต่อการทุจริตได้ง่าย
“คนที่ชื่ออาเฉิงในเมืองมีค่อนข้างเยอะเลยค่ะ” เจียงเซี่ยตอบอย่างรอบคอบ “แต่ป้าไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวฉันจะลองช่วยสืบข่าวให้เองค่ะว่าเป็นใครมาจากไหน”
ป้าสะใภ้รองถอนหายใจอย่างโล่งอก “เฮ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้างั้นก็ต้องรบกวนเธอแล้วนะอาเซี่ย เรื่องผู้หญิงแต่งงานมันเหมือนได้เกิดใหม่ครั้งที่สอง ต้องดูให้ดีๆ สืบให้ละเอียดถึงจะวางใจได้”
“ใช่จ้ะพี่ ต้องสืบให้ดีๆ” แม่โจวที่กำลังสาละวนอยู่หน้าเตาเอ่ยเสริมขึ้นอย่างเห็นด้วย
ไม่นานนัก ป้าตงก็กลับมาพร้อมกับอ่างใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเนื้อไก่เนื้อเป็ดและเนื้อหมูที่เตรียมไว้อย่างดี พร้อมด้วยผักสดอีกหนึ่งตะกร้าใหญ่ บทสนทนาเรื่องที่น่ากังวลจึงจำต้องยุติลง
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารมื้อใหญ่ก็ถูกจัดเตรียมขึ้นโต๊ะจนเสร็จสรรพ โจวกั๋วตงกับสวี่หลิงก็เดินกลับมาจากชายหาดพอดี แม้ในมือจะมีหอยที่เก็บมาได้เพียงไม่กี่ตัว แต่บรรยากาศที่เกร็งๆ ระหว่างคนทั้งสองได้จางหายไปจนเกือบหมดสิ้น กลายเป็นความคุ้นเคยที่สบายๆ เข้ามาแทนที่
ทั้งสองคนต่างก็เข้ามาช่วยงานในครัวอย่างแข็งขันโดยไม่ต้องมีใครเอ่ยปาก ป้าตงลอบมองการทำงานของสวี่หลิงแล้วก็ยิ่งพอใจ หญิงสาวทำงานคล่องแคล่วเป็นระเบียบ มือนั้นแม้จะหยาบกร้านเล็กน้อยจากการทำงานหนัก แต่ก็บ่งบอกถึงความขยันหมั่นเพียรได้เป็นอย่างดี ส่วนป้าสะใภ้รองเองก็แอบมองโจวกั๋วตง เขาสับเนื้อด้วยท่าทีที่หนักแน่นมั่นคง ก่อนจะลงมือทำอาหารก็ล้างมือจนสะอาดสะอ้าน แสดงถึงนิสัยรักความสะอาดและความรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยักหน้าให้กันอย่างพึงพอใจ
ระหว่างมื้ออาหารที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ เจียงเซี่ยสังเกตเห็นภาพเล็กๆ ที่น่าประทับใจ ขณะที่สวี่หลิงกำลังพยายามจะเอื้อมไปคีบกับข้าวอย่างหนึ่งที่อยู่ไกลตัว โจวกั๋วตงซึ่งนั่งอยู่ใกล้กว่าก็คีบกับข้าวจานนั้นไปวางในชามข้าวของเธออย่างเป็นธรรมชาติ
สวี่หลิงชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาขอบคุณ ส่วนโจวกั๋วตงเพียงแค่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป แต่รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของเจียงเซี่ยไปได้
เธอยิ้มออกมาอย่างเบาใจ การดูตัวในวันนี้...คงจะลงเอยด้วยดีอย่างแน่นอน
(จบบท)