บทที่ 49: บุกมาหาเรื่องถึงหน้าบ้าน
หลังจากที่พานไต้ตี้เข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย พอยิ่งคิดว่าตนเองพลาดโอกาสได้ไข่มุกเม็ดนั้นไป หัวใจของเธอก็ปวดแปลบขึ้นมาทันที หญิงวัยกลางคนกุมหน้าอกเดินกลับเข้าไปในลานบ้านของตนเอง
แม้ว่าช่วงสองปีมานี้ในหมู่บ้านจะมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่สำหรับชาวบ้านในชนบท เวลาสามทุ่มก็ถือว่าดึกมากแล้ว โดยเฉพาะกับครอบครัวที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อออกเรือไปหาปลา
บ้านของพานไต้ตี้ไม่มีเรือเป็นของตัวเองจึงไม่ต้องออกทะเล แต่ที่บ้านก็ไม่มีทั้งโทรทัศน์และวิทยุ ด้วยความที่ต้องการจะประหยัดค่าไฟ พวกเขาจึงเข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ
เมื่อกลับมาถึงห้อง เธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเพียงลำพัง ความเจ็บใจและความไม่พอใจถาโถมเข้าใส่เธอตลอดทั้งคืน มันเป็นความรู้สึกราวกับว่าได้พลาดเงินร้อยล้านไปต่อหน้าต่อตา
ทั้งคืนเธอแทบจะข่มตาหลับไม่ลง จนกระทั่งใกล้สว่างถึงได้เผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีก็ตะวันสายโด่งเสียแล้ว เมื่อลุกขึ้นมาก็พบว่าทั้งบ้านมีเพียงเธอที่ตื่นนอนหญิงวัยกลางคนจึงเริ่มลงมือทำอาหารเช้าด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ส่งเสียงดังโครมครามจนปลุกคนทั้งบ้านให้ตื่นขึ้นมา
โจวจวิ้นเจี๋ยอ้าปากหาวหวอดๆ เดินงัวเงียออกมาจากห้อง พอเห็นพานไต้ตี้ก็เอ่ยปากถาม “แม่ มีอะไรกินบ้างครับ? ผมหิวแล้ว”
พานไต้ตี้ที่อารมณ์คุกรุ่นอยู่แล้วถึงกับเลือดขึ้นหน้า ทนไม่ไหวปรี่เข้าไปทุบตีลูกชายของตน “กิน! กิน! กิน! วันๆ แกรู้จักแต่จะกินรึไง! ไอ้ลูกผลาญ!”
โจวจวิ้นเจี๋ยถูกตีจนต้องวิ่งหนีหัวซุนไปหลบอยู่ด้านหลังภรรยาที่ร่างใหญ่กำยำของตน “แม่! นี่มันเรื่องอะไรกันครับเนี่ย?”
สะใภ้รองของพานไต้ตี้รีบใช้ร่างใหญ่โตของเธอขวางแม่สามีไว้ “คุณแม่คะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ?”
สามีของเธอกลับมาจากชายหาดก็เอาแต่นอนหลับเป็นตาย เมื่อคืนก็ไม่ได้ออกไปทำเรื่องเหลวไหลที่ไหนมาเสียหน่อย!
สะใภ้ใหญ่และลูกชายคนโตของพานไต้ตี้ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็พากันเดินออกมาจากห้องเพื่อดูเรื่องสนุก
ไม่รู้ว่าเจ้าน้องรองไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกแล้ว หรือว่าจะแอบไปเล่นพนันจนเสียเงินมาอีก?
พานไต้ตี้เอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย “ก็ไอ้ลูกตัวดีของแกน่ะสิ! เมื่อวานมันเตะหอยสังข์ตัวหนึ่งทิ้งไป แล้วบ้านสกุลโจวก็เก็บไปผ่าเจอไข่มุก! เธอบอกมาสิว่ามันน่าตีไหม! โอ๊ย ฉันจะโมโหตายอยู่แล้ว!”
เจอหอยสังข์ที่มีไข่มุกอยู่ข้างในแล้วไม่รู้จักเก็บก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่ยังอุตส่าห์เตะมันทิ้งไปอีก
สะใภ้รองของพานไต้ตี้ถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน “คุณแม่ว่าอะไรนะคะ? หอยสังข์มีหนามตัวนั้นผ่าเจอไข่มุกเหรอคะ?”
สะใภ้ใหญ่เองก็หูผึ่งขึ้นมาทันที “เจอไข่มุกจริงๆ เหรอคะ? แล้วคุณแม่รู้ได้ยังไง?”
พานไต้ตี้ตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็เถียนไฉ่ฮวาเป็นคนบอก จะโกหกได้ยังไงล่ะ? ไอ้ลูกชั่วนี่! ถ้าไม่ใช่เพราะแกเตะหอยสังข์นั่นทิ้งไป ป่านนี้บ้านเราก็ได้ไข่มุกมาแล้ว!”
สะใภ้รองรีบพูดขึ้นทันควัน “คุณแม่คะ! แต่หอยสังข์นั่นอาเจี๋ยเป็นคนเจอก่อนนะคะ ถ้าอย่างนั้นหอยสังข์ก็ควรจะเป็นของบ้านเราสิ! เราต้องไปทวงไข่มุกเม็ดนั้นคืนมาจากบ้านโจวเฉิงเหล่ย!”
พานไต้ตี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบฉาดเข้าที่ต้นขาของตน “นั่นสิ เธอพูดถูก! ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงนะ? หอยสังข์นั่นอาเจี๋ยเป็นคนเจอคนแรก มันก็ควรจะเป็นของบ้านเรา!”
โจวจวิ้นเหวิน ลูกชายคนโตกลับรู้สึกว่าแม่และน้องสะใภ้กำลังพูดจาข้างๆ คูๆ “แม่ครับ หอยสังข์นั่นพวกเขาก็เก็บไปแล้ว มันก็ต้องเป็นของเขาสิครับ พวกแม่อย่าไปขายขี้หน้าที่นั่นเลย”
พานไต้ตี้เถียง “ทำไม จะเป็นของคนอื่นได้ยังไง ในเมื่ออาเจี๋ยเป็นคนเจอคนแรก”
สะใภ้รองเสริม “ใช่ค่ะ! ใครเจอคนแรกก็ต้องเป็นของคนนั้นสิ”
“ไป! เราจะไปทวงไข่มุกของเราคืนมา!”
สองแม่ผัวลูกสะใภ้ต่างพากันวิ่งพรวดพราดออกไปจากบ้านด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
โจวจวิ้นเจี๋ยเห็นดังนั้นก็รีบตามออกไป ที่จริงแล้วเหตุผลส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาอยากจะไปเจอเจียงเซี่ย
แขนคู่นั้น ขาคู่นี้ ช่างขาวเรียวเนียนเสียจริง แค่มองก็ทำให้เลือดลมในกายพลุ่งพล่านแล้ว
โจวจวิ้นเหวินคิดจะตามไป แต่ก็ถูกภรรยาของตนดึงแขนไว้ “อย่าไปเลยค่ะ มันน่าอายขายขี้หน้า!” พูดจบนางก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
พานไต้ตี้และสะใภ้รองของเธอออกจากบ้านมาได้ไม่นาน พอเลี้ยวตรงหัวมุมก็มาถึงหน้าบ้านของเจียงเซี่ย
วันนี้มีแดดออกแล้ว แต่คลื่นลมในทะเลยังคงค่อนข้างแรง โจวเฉิงเหล่ยและพ่อโจวจึงไม่ได้ออกเรือไปหาปลา
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ แม่โจวก็ออกไปรดน้ำแปลงผัก ส่วนพ่อโจวกับโจวเฉิงเหล่ยก็ออกไปตัดไม้ไผ่ เพราะเสื่อสำหรับตากกุ้งแห้งมีไม่พอใช้ จึงต้องตัดไม้ไผ่กลับมาสานเพิ่ม ทำให้ตอนนี้มีเพียงเจียงเซี่ยอยู่บ้านคนเดียว
ประตูรั้วหน้าบ้านไม่ได้ปิด อีกทั้งยังเป็นธรรมเนียมของคนในชนบท ที่ตอนกลางวันหากมีคนอยู่บ้านก็มักจะไม่ปิดประตูรั้ว เพื่อความสะดวกของเพื่อนบ้านที่จะแวะเวียนมาพูดคุยทักทาย
ทันทีที่พานไต้ตี้ก้าวเข้ามาในประตู เธอก็สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ก่อน เมื่อเห็นว่าในตัวบ้านไม่มีใคร และในลานบ้านก็มีเพียงเจียงเซี่ยกำลังรดน้ำต้นองุ่นอยู่คนเดียว เธอก็รีบเท้าสะเอวแล้วเปิดฉากขึ้นก่อนทันที “เจียงเซี่ย! เอาหอยสังข์กับไข่มุกที่ลูกชายฉันเตะไปตรงหน้าเธอเมื่อวานออกมาคืนให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
สะใภ้รองของเธอรีบกล่าวเสริม “ใช่แล้ว! นั่นสามีฉันเป็นคนเจอคนแรกนะ! ทำไมเธอถึงเก็บไป!”
เจียงเซี่ยค่อยๆ บรรจงเทน้ำที่เหลืออีกครึ่งกระบวยลงไปที่โคนต้นองุ่นจนหมด ก่อนจะยืดตัวตรงขึ้นแล้วปรายตามองผู้มาเยือนทั้งสามด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แล้วราชโองการล่ะ?”
พานไต้ตี้ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก “ราชโองการอะไร?”
“ไม่มีราชโองการแล้วพวกเธอเอาสิทธิ์อะไรมาทำท่าทีเหมือนจะมาเอาผิดฉันถึงที่นี่? คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? คนไม่รู้คงนึกว่าเป็นขันทีมาประกาศราชโองการกระมัง! ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปตั้งนานแล้ว พวกเธอมาจากไหนก็ไสหัวกลับไปที่นั่นซะ!” เจียงเซี่ยเอ่ยพลางมองไปยังพานไต้ตี้ที่เป็นหัวโจก และลูกสมุนซ้ายขวาอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาเย้ยหยัน
พูดจบเธอก็หิ้วถังน้ำแล้วเดินไปรดน้ำให้ต้นสตรอว์เบอร์รีและดอกไม้ที่มุมกำแพงต่ออย่างไม่หยี่ระ
พานไต้ตี้โกรธจนแทบกระอักเลือด นังสารเลวคนนี้คิดว่าตัวเองมีการศึกษาสูงหน่อยแล้วจะมาด่าคนแบบไม่ใช้คำหยาบได้งั้นรึ พอเห็นว่าในบ้านไม่มีใครอยู่เลยสักคน แถมเจียงเซี่ยก็ดูบอบบางน่ารังแก ในขณะที่พวกตนมากันถึงสามคน ความคิดชั่วร้ายจึงผุดขึ้นมาในใจ เธอพุ่งตรงเข้าไปกระชากผมของเจียงเซี่ยจากด้านหลังทันที “แกจะเอาออกมาดีๆ ไหม! รีบเอาไข่มุกนั่นออกมาคืนให้ฉันนะ!”
เจียงเซี่ยไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกกระชากผมจากด้านหลังอย่างแรงจนเจ็บแปลบไปทั้งหัว น้ำตาแทบจะเล็ดออกมา! เธอจึงหันกลับไปฟาดถังน้ำในมือใส่เท้าของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่กระชากผมของอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ยอมแพ้! พานไต้ตี้โดนถังน้ำฟาดเข้าที่เท้าอย่างจังจนต้องยอมปล่อยมือด้วยความเจ็บปวด แต่ในวินาทีถัดมาเธอก็ถูกเจียงเซี่ยกระชากผมอย่างแรงจนเสียหลักเซถลาล้มลงไปกองกับพื้น
สะใภ้รองของพานไต้ตี้เห็นดังนั้นก็รีบพุ่งเข้ามาช่วย ฉวยโอกาสเข้าทางด้านหลังแล้วกระชากผมของเจียงเซี่ย
ผมเปียอีกข้างของเจียงเซี่ยถูกดึงเธอจึงหันกลับไปแล้วใช้อีกมือหนึ่งกระชากผมของสะใภ้รองกลับอย่างสุดแรงจนหัวของแม่ผัวลูกสะใภ้โขกกันเข้าอย่างจัง ทั้งคู่เจ็บจนตาลายเห็นดาวระยิบระยับ!
แต่สะใภ้รองของพานไต้ตี้ก็ตอบสนองได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เธอยังคงกำผมของเจียงเซี่ยไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แล้วใช้ร่างที่ใหญ่โตของตนพุ่งเข้ากระแทกเจียงเซี่ยอย่างดุดัน
พานไต้ตี้เองก็มีร่างกายใหญ่โตไม่แพ้กัน สองแม่ผัวลูกสะใภ้จึงช่วยกันกระชากผมของเจียงเซี่ยแล้วใช้ร่างกายที่ใหญ่โตของพวกตนพุ่งเข้ากระแทกเธออย่างสุดกำลัง
เจียงเซี่ยใช้มือทั้งสองข้างกำผมของพวกเธอไว้แน่น ก่อนจะใช้เท้ากวาดไปด้านหลังอย่างรวดเร็วจนสะใภ้รองของพานไต้ตี้เสียหลักล้มลง
ผมของเจียงเซี่ยถูกอีกฝ่ายดึงจนหลุดออกมาเป็นกระจุก ความเจ็บปวดที่หนังศีรษะยิ่งทำให้เธอโหดเหี้ยมขึ้นไปอีก! เธอออกแรงกระชากอีกครั้งอย่างสุดแรงจนมีผมสองกระจุกใหญ่หลุดติดมือมา!
พานไต้ตี้เองก็ถูกแรงกระชากนั้นทำให้ล้มลงไปทับร่างของสะใภ้รอง
เจียงเซี่ยระดมเตะพวกเธออย่างบ้าคลั่ง!
ความเหี้ยมโหดนั้นทำให้สองแม่ผัวลูกสะใภ้ถึงกับหวาดกลัว! พวกมันบุกมาถึงบ้านสามคนเพื่อรุมทำร้ายเธอคนเดียว ถ้าเธอไม่สู้ยิบตาแล้วจะรอดได้หรือ? เธอรู้ดีว่าทางเดียวที่จะรอดได้คือต้องโหดเหี้ยมกว่าเท่านั้น!
สะใภ้รองที่ถูกร่างของแม่สามีทับอยู่จนลุกไม่ขึ้น ตะโกนใส่สามีของตนที่ยืนตะลึงตาค้างอยู่ด้วยความหวาดกลัว “แกตายแล้วรึไง! ยืนบื้ออยู่ตรงนั้นทำไม? ไม่คิดจะเข้ามาช่วยกันรึไง? หรืออยากจะรอเก็บศพพวกฉันหา!”
พานไต้ตี้เองก็ถูกเจียงเซี่ยเตะจนเจ็บไปทั้งตัว เธอถูกความเหี้ยมโหดของอีกฝ่ายข่มขวัญจนลุกไม่ขึ้น ได้แต่ร้องโวยวาย “ช่วยด้วย!”
โจวจวิ้นเจี๋ยเองก็ถูกข่มจนตัวแข็งทื่อไปเช่นกัน พอได้สติเขาก็รีบวิ่งเข้าไปแสร้งทำเป็นห้ามทัพ “อย่าตีกัน! อย่าตีกันเลย! มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันสิ อย่าตีกันเลย…”
โจวจวิ้นเจี๋ยยื่นมือออกไปฉวยข้อมือขาวเรียวเนียนของเจียงเซี่ยไว้แล้วก็รีบปล่อย สันดานดิบในใจพลันกำเริบขึ้นมา เขาจึงฉวยโอกาสนั้นยื่นมือไปยังเอวของเธอ…
(จบบท)