บทที่ 490: จะแต่งหรือไม่แต่ง
เวินหว่านกลับเข้ามาในห้องของเธอด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในอก ก่อนจะเหวี่ยงประตูให้ปิดกระแทกเข้ากับวงกบเสียงดังปัง! ราวกับต้องการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดที่มีออกมา
ร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าข้างโต๊ะเขียนหนังสือ สองแขนถูกยกขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วฟุบใบหน้าลงซบกับแขน ปล่อยให้น้ำตาที่พยายามอดกลั้นมานานไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป เสียงสะอื้นไห้ดังระงมไปทั่วห้องที่เงียบสงัด
ความพยายามทั้งหมดของเธอพังทลายลงในพริบตา เอกสารเกี่ยวกับเสื้อผ้ากองหนาที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น คือหยาดเหงื่อและแรงกายของเธอตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของเนื้อผ้าแต่ละชนิด กรรมวิธีการผลิตที่ซับซ้อน เธอล้วนท่องจำมันจนขึ้นใจ ทั้งยังอุตส่าห์ทำบันทึกคำอธิบายอย่างละเอียดแนบไว้ด้วยตัวเอง เสื้อผ้ากว่าร้อยแบบที่ต้องนำเสนอ เธอก็ได้ลงมือเขียนคำบรรยายไปแล้วกว่าหนึ่งในสามจนเต็มสมุดไปทั้งเล่ม แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุ่มเททำมากลับต้องมลายหายไป เพียงเพราะโทรศัพท์สายเดียวจากเจียงเซี่ย
หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดและขมขื่นอย่างสุดซึ้ง เธอกำลังตั้งครรภ์ ร่างกายที่อุ้ยอ้ายควรจะได้พักผ่อน แต่เธอกลับต้องนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อเตรียมตัวสำหรับโอกาสครั้งสำคัญนี้ เธอต้องลำบากยากเย็นขนาดไหนกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่ทำไมเจียงเซี่ยถึงได้ทำลายมันลงอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ เธอทำแบบนี้กับคนที่กำลังจะเป็นแม่คนได้อย่างไร มันช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว
ในขณะนั้น โจวกั๋วหัวซึ่งกำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงเนื่องจากวันนี้ไม่ต้องออกเรือ ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นมานั่งอย่างตื่นตระหนกเพราะเสียงปิดประตูดังสนั่นหวั่นไหวที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ภาพแรกที่เขาเห็นคือภรรยาสุดที่รักกำลังฟุบหน้าร้องไห้อยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ชายหนุ่มรีบก้าวลงจากเตียงตรงเข้าไปหาเธอทันที สองแขนโอบรอบไหล่ที่สั่นเทาของเวินหว่านไว้เบาๆ พร้อมกับเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
"เป็นอะไรไปครับ ทะเลาะกับแม่อีกแล้วเหรอ เดี๋ยวผมไปคุยกับท่านเองนะ คุณอย่าคิดมากเลย อย่าร้องไห้สิ การร้องไห้ไม่ดีต่อลูกในท้องของเรานะ"
ทว่าคำปลอบโยนของเขากลับยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟ เวินหว่านคว้าหนังสือเล่มหนาบนโต๊ะขึ้นมาแล้วฟาดลงบนตัวของโจวกั๋วหัวอย่างไม่ยั้งแรง "ทั้งหมดเป็นความผิดของคุณ! ถ้าไม่ใช่เพราะคุณทำฉันท้อง ฉันจะพลาดโอกาสไปงานมหกรรมการค้ากวางเจาหรือยังไง"
โจวกั๋วหัวไม่ได้หลบเลี่ยงการทุบตีของภรรยา เขาเป็นห่วงว่าเธออาจจะทำร้ายตัวเองหรือส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้ ชายหนุ่มทำได้เพียงยกแขนขึ้นมาป้องศีรษะไว้พลางเอ่ยปากยอมรับผิดอย่างว่าง่าย
"ใช่ๆๆ เป็นความผิดของผมเองทั้งหมดเลย คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ"
แม้ในใจเขาจะไม่ได้อยากให้เธอไปร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจาเลยสักนิด แต่เขาก็กลัวอารมณ์ฉุนเฉียวของเธอมากกว่าสิ่งใด
ความโกรธของเวินหว่านยังไม่ทุเลาลง เธอระบายอารมณ์ด้วยการกวาดหนังสือทุกเล่มที่อยู่บนโต๊ะขว้างใส่ร่างของสามีจนหมดสิ้น สุดท้ายเหลือเพียงขวดหมึกที่ยังตั้งอยู่ เธอก็คว้ามันขึ้นมาแล้วปาออกไปสุดแรง ขวดหมึกพุ่งเข้ากระทบศีรษะของโจวกั๋วหัวอย่างจัง!
เป็นโชคร้ายที่เวินหว่านเพิ่งจะเติมหมึกเมื่อช่วงเช้าและยังไม่ได้ปิดฝาขวดให้สนิทดีนัก ส่งผลให้น้ำหมึกสีดำสาดกระจายเต็มใบหน้าของโจวกั๋วหัว หน้าผากของเขาปูดบวมขึ้นมาเป็นลูกมะนาวในทันที แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาให้เห็น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
เวินหว่านเองก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ในจังหวะนั้นเอง ภรรยาของโจวปิงเฉียงซึ่งเป็นแม่ของโจวกั๋วหัวก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากชั้นบน ด้วยความเป็นห่วงว่าลูกชายจะเสียเปรียบ เธอจึงรีบเดินขึ้นมาดู แล้วก็ได้พบกับภาพที่ทำให้เธอแทบจะล้มทั้งยืน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอยืนนิ่งด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำหมึกสีดำ เสื้อผ้าก็เลอะเทอะไปหมด
"แกเป็นบ้าอะไรของแก! มีใครเขาทำกับสามีตัวเองแบบนี้บ้าง ถ้าไม่อยากอยู่ด้วยกันแล้วก็ไสหัวกลับไปบ้านตระกูลเวินของแกเลยไป! บ้านฉันหลังเล็กเกินกว่าจะรองรับคุณหนูอย่างแกได้"
คำพูดของแม่สามีทำให้เวินหว่านที่กำลังรู้สึกผิดอยู่บ้างกลับเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง เธอสวนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
"เรื่องทั้งหมดมันเป็นความผิดของแม่นั่นแหละ! ก็เพราะแม่ไม่มีเหตุผล ไปแจ้งความเรื่องที่คนอื่นวางยา ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นฝีมือของฉัน คนพวกนั้นเลยโทรศัพท์ไปหาบรรณาธิการสำนักพิมพ์กับเจ้าของโรงงานทอผ้า ทำให้ฉันต้องตกงานแบบนี้ไงล่ะ!"
ภรรยาของโจวปิงเฉียงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
"แกหมายความว่ายังไง"
แม้ว่านิสัยของเวินหว่านจะไม่ค่อยดีนัก แต่เธอก็ยอมรับว่าลูกสะใภ้คนนี้หาเงินเก่งมาก ในฐานะนักแปล เธอมีรายได้ที่ไม่น้อยเลยทีเดียว จนคนในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาที่เธอได้ลูกสะใภ้ที่สามารถทำเงินได้มากมายขนาดนี้
เวินหว่านแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา "หมายความว่ายังไงน่ะเหรอ ก็หมายความว่าเพราะแม่ไปแจ้งความเรื่องเจียงเซี่ย เจียงเซี่ยเลยโทรไปหาบรรณาธิการ ทำให้ฉันอดไปเป็นล่ามในงานมหกรรมการค้ากวางเจา แล้วก็แปลงานให้สำนักพิมพ์ไม่ได้อีกต่อไป! ฉันหาเงินไม่ได้แล้ว แม่พอใจแล้วใช่ไหมล่ะ"
คำพูดนั้นทำให้ภรรยาของโจวปิงเฉียงโกรธจนตัวสั่น "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันเล่า ที่ฉันไปแจ้งความก็เพราะฟังที่แกพูดไม่ใช่หรือไง ถ้าแกไม่พูดขึ้นมาก่อน ฉันจะไปรู้เรื่องได้ยังไง"
เวินหว่านเถียงกลับอย่างไม่ลดละ "ฟังที่ฉันพูดอะไรกัน แม่ไปแจ้งความเองจะมาเกี่ยวอะไรกับฉัน! ฉันแค่พูดลอยๆ แต่ฉันไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด! ฉันบอกแล้วไงว่าตั๊กแตนจะไปล้มช้างได้อย่างไรกัน! เป็นเพราะแม่ใจดำเองต่างหาก"
ภรรยาของโจวปิงเฉียงไม่ยอมแพ้ "ก็แกนั่นแหละที่เป็นคนพูด แกบอกว่าแกได้กลิ่นเหม็นๆ นั่น"
โจวกั๋วหัวที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำหมึกบนใบหน้า แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเลอะเทอะไปกันใหญ่ เขามองดูภรรยากับแม่ที่ยังคงโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใครแล้วก็รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด ชายหนุ่มจึงตัดสินใจหมุนตัวเดินลงไปข้างล่าง ปล่อยให้สองแม่ลูกสะใภ้ทะเลาะกันต่อไปโดยไม่สนใจอีก
เสียงทะเลาะวิวาทที่ดังลั่นมาจากบ้านข้างๆ นั้น แน่นอนว่าเจียงเซี่ยก็ได้ยินเช่นกัน แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด แต่เธอก็จับใจความสำคัญได้คร่าวๆ ถึงกระนั้นเจียงเซี่ยก็ไม่ได้รู้สึกใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ ไม่ว่าใครในสองคนนั้นจะเป็นคนไปแจ้งความ เวินหว่านก็สมควรได้รับผลกรรมนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อได้ระบายความโกรธแค้นออกไปแล้ว เจียงเซี่ยก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เธอหันมาพูดคุยกับสวี่หลิงที่กำลังช่วยก่อไฟอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
ช่วงนี้เนื่องจากต้องเร่งทำงานล่วงเวลาจนถึงห้าทุ่มเที่ยงคืนทุกวัน และบ้านของสวี่หลิงก็อยู่ไกล เธอจึงต้องมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักแขกชั้นล่างในบ้านของเจียงเซี่ยเป็นการชั่วคราว ก่อนหน้านี้ลุงตงเคยชวนให้สวี่หลิงไปพักที่บ้านของเขา โดยให้อยู่ห้องเดียวกับหลานสาวและทานข้าวที่บ้านด้วยกัน แต่สวี่หลิงรู้สึกเกรงใจอย่างมาก เธอเพิ่งจะเริ่มคบหากับโจวกั๋วตงได้ไม่นาน ทั้งสองยังไม่ค่อยสนิทสนมกันดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เธอจึงเลือกที่จะพักและทานอาหารที่บ้านของเจียงเซี่ยแทน มีเพียงเมื่อคืนวานนี้ซึ่งเป็นวันเกิดของคุณย่าของเธอ สวี่หลิงจึงไม่ได้อยู่ทำงานล่วงเวลาและกลับบ้านไปตั้งแต่ช่วงบ่าย ก่อนจะกลับมาทำงานอีกครั้งในเช้าวันนี้
สวี่หลิงเอ่ยขึ้นกับเจียงเซี่ยด้วยสีหน้าครุ่นคิด "ป้าตงอยากให้ฉันกับกั๋วตงรีบแต่งงานกันเร็วๆ ค่ะ แม่ของฉันเองก็บอกว่าถ้าคบกับกั๋วตงแล้วไปกันได้ดี ก็ควรจะรีบแต่งงานให้เร็วที่สุด แม่บอกว่าตอนนี้ครอบครัวของกั๋วตงหาเงินได้เยอะขนาดนี้ ถือเป็นคู่ครองที่ดีที่หาได้ยาก แม่กลัวว่าจะมีคนมาแย่งไป กลัวว่าถ้าช้าไปกว่านี้ รอจนกว่าพวกเขาจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้แล้ว พอมีเงินมีทองมากขึ้น พวกเขาอาจจะมองไม่เห็นหัวฉันอีกต่อไป พี่เซี่ยคะ พี่คิดว่าฉันควรจะรีบแต่งงานขนาดนั้นเลยเหรอคะ"
ช่วงที่ผ่านมา สามพี่น้องตระกูลโจวได้ออกเรือไปจับหมึกหลอดตอนกลางคืนพร้อมกับโจวเฉิงเหล่ย ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากจนสามารถนำเงินไปจ่ายหนี้ค่าผ่าตัดของลุงตงได้หมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น โจวกั๋วตงยังได้เช่าพื้นที่ทะเลอีกร้อยหมู่เพื่อทำฟาร์มเลี้ยงหอยแมลงภู่ เรียกได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่กำลังจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้เอง แม่ของสวี่หลิงจึงเกิดความกังวลว่าครอบครัวของลุงตงอาจจะดูแคลนครอบครัวของตนในอนาคต เพราะเมื่อมีฐานะดีขึ้นแล้ว จะหาภรรยาแบบไหนให้ลูกชายก็ย่อมได้ทั้งนั้น
แม่ของสวี่หลิงมองว่าลูกสาวของตนมีหน้าตาธรรมดาๆ แถมครอบครัวก็ยังยากจน เมื่อป้าตงบอกว่าโจวกั๋วตงอายุมากแล้วและอยากให้พวกเขาแต่งงานกันเร็วๆ แม่ของเธอจึงอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพราะกลัวว่าหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานแล้วอาจจะพลาดโอกาสได้ลูกเขยที่ดีคนนี้ไป
ช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันทุกวัน ครอบครัวของโจวกั๋วตงจึงไม่ได้เสี่ยงออกเรือท่ามกลางสายฝนอีกต่อไป เมื่อความกดดันทางการเงินลดน้อยลง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตออกไปผจญกับลมฝนและคลื่นลมในทะเลอีก ทำให้ในช่วงสองสามวันนี้โจวกั๋วตงมีเวลาว่างมาช่วยงานที่บ้านของเจียงเซี่ย ซึ่งการมาช่วยงานที่นี่ก็เท่ากับเป็นการมาช่วยงานของสวี่หลิงไปในตัวด้วย เจียงเซี่ยเองก็สังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่นี้ค่อยๆ พัฒนาและผูกพันกันมากขึ้นเรื่อยๆ
โจวกั๋วตงเป็นคนกตัญญูอย่างแท้จริง ทั้งครอบครัวของเขาก็เป็นคนดีมีน้ำใจ พี่น้องรักใคร่สามัคคีกันดี และทุกคนต่างก็ขยันขันแข็งทำมาหากิน สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตาของเจียงเซี่ยมาโดยตลอด
เมื่อได้ยินคำถามของสวี่หลิง เจียงเซี่ยก็พอจะเดาได้ว่าในใจของหญิงสาวเองก็คงมีความคิดที่อยากจะแต่งงานอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตอย่างการแต่งงาน เจียงเซี่ยก็ไม่รู้ว่าจะให้คำแนะนำอย่างไรดี
เจียงเซี่ยกลัวที่สุดที่จะต้องตอบคำถามประเภทนี้ เธอจึงได้แต่พูดไปตามความรู้สึก
"เรื่องนี้พี่เองก็ให้ความเห็นอะไรไม่ได้หรอก ความสัมพันธ์ของคนสองคนจะสามารถเดินไปด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ จะยิ่งเดินยิ่งดีขึ้นหรือเปล่า ใครจะไปรู้ได้ล่ะ ต่อให้เป็นพี่กับโจวเฉิงเหล่ยก็ตาม เธอดูสิว่าความสัมพันธ์ของเราดีแค่ไหน แต่พี่เองก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน หรืออนาคตจะเป็นอย่างไร พี่คิดว่าคนเราควรจะมีการวางแผนสำหรับอนาคตในเชิงบวก และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า"
นี่คือทัศนคติในการใช้ชีวิตของเจียงเซี่ย ไม่หวาดหวั่นต่ออนาคต ไม่สร้างความทุกข์ใจให้ตัวเอง และใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุด เธอจึงได้แต่บอกเล่าความคิดนี้ให้สวี่หลิงฟัง
สวี่หลิงทำหน้าครุ่นคิด "ถ้าอย่างนั้น ที่พี่บอกว่าให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ หมายความว่าเรื่องแต่งงานนี่ควรจะแต่งหรือไม่แต่งดีคะ"
ในจังหวะนั้นเอง โจวเฉิงเหล่ยกับโจวกั๋วตงก็เดินเข้ามาในบ้านพอดี ทั้งสองคนได้ยินประโยคคำถามของสวี่หลิงเข้าอย่างจัง
สวี่หลิงถึงกับหน้าแดงก่ำ ใบหน้าที่มีสีผิวแทนน้ำผึ้งอ่อนๆ ของเธอกลับแดงระเรื่อขึ้นมาในทันที
เมื่อเช้านี้ โจวกั๋วตงได้ไปกับโจวเฉิงเหล่ยเพื่อตรวจดูการเจริญเติบโตของหอยแมลงภู่ที่ชายหาด เนื่องจากน้ำยังไม่ลด พวกเขาจึงต้องขอยืมเรือไม้ลำเล็กจากชาวบ้านในหมู่บ้านเพื่อพายออกไปดู ด้วยเหตุนี้เองทั้งสองคนจึงกลับมาพร้อมกัน
ทันทีที่เจียงเซี่ยเห็นโจวกั๋วตง เธอก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอรีบลุกขึ้นยืนทันที
‘ตามธรรมชาติ’ ที่ว่าได้มาถึงแล้ว!
ให้พวกเขาไปคุยกันเองเถอะ!
จะแต่งหรือไม่แต่งก็ให้พวกเขาตัดสินใจกันเอง เธอจะไปรู้ได้อย่างไร!
เจียงเซี่ยหันไปพูดกับโจวเฉิงเหล่ย "เราไปโทรศัพท์หาเจ้าของฟาร์มลูกปลากันดีกว่าค่ะ ไปถามดูว่าเขาจะมาเมื่อไหร่ ช่วงนี้ฝนตก ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินเรือของเขาหรือเปล่า"
ตามกำหนดการที่นัดหมายกันไว้ เจ้าของฟาร์มลูกปลาควรจะเดินทางมาถึงในช่วงสองสามวันนี้ ไม่รู้ว่าเขาออกเรือมาแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ออกเรือก็น่าจะยังรับโทรศัพท์ได้
โจวเฉิงเหล่ยยื่นมือออกไปประคองภรรยาของเขา "ผมกำลังจะบอกคุณพอดีเลยครับว่าเขามาถึงแล้ว มื้อกลางวันนี้เราจะไปทานข้าวกับเขาที่ในเมืองกัน"
(จบบท)