บทที่ 503: วางเบ็ดราว
เจียงตงเดินทางมาในครั้งนี้โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อนำเอกสารหุ้นของบริษัทมามอบให้กับเจียงเซี่ยผู้เป็นพี่สาว พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสฝากฝังให้เธอช่วยดูแลกิจการในช่วงที่เขาไม่อยู่ เพราะหากเขาตัดสินใจไปศึกษาต่อต่างประเทศจริง ก็คงจะไม่มีเวลามาบริหารบริษัทแห่งนี้ได้ด้วยตัวเอง ส่วนจางฟู่เหยียนนั้นก็ไม่ได้มีความสนใจในเรื่องธุรกิจของบริษัทเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าไม่ใช่การขอให้เจียงเซี่ยเข้ามาบริหารงานในทันที แต่เป็นหลังจากที่เธอคลอดลูกและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องการไปเรียนต่อต่างประเทศของเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เขาจำเป็นต้องผ่านการสอบของมหาวิทยาลัยทางนั้นและยื่นเอกสารต่างๆ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดก็หนึ่งปี
หลังจากพูดคุยเรื่องสำคัญเสร็จสิ้น เจียงเซี่ยก็หันไปเอ่ยถามจางฟู่เหยียนด้วยความสนใจว่า “แล้วพวกเธอจะเดินทางไปกวางโจวกันเมื่อไหร่เหรอ”
“พรุ่งนี้เช้าจ้ะ” จางฟู่เหยียนตอบกลับมา
“จะนั่งรถไฟไปหรือว่านั่งรถยนต์โดยสารไปกันล่ะ”
เจียงตงเป็นฝ่ายตอบคำถามนี้แทน “ผมจะขับรถไปเองครับ การขับรถไปเองสะดวกกว่าเยอะ เวลาจะเดินทางจากโรงแรมไปยังศูนย์จัดแสดงสินค้าก็ไม่ต้องคอยเรียกแท็กซี่ทุกวัน”
เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเดินทางโดยรถไฟนั้นมีผู้คนพลุกพล่านและแออัด แต่การขับรถไปเองจะมีเพียงเขากับเสี่ยวเหยียนสองคนเท่านั้น บรรยากาศจะเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงเซี่ยก็อดรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้ “แล้วนายจะขับรถไปถูกทางเหรอ”
ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีระบบนำทางหรือจีพีเอสเหมือนในอนาคต หากขับรถหลงทางขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เจียงตงก็เพิ่งจะหัดขับรถเป็นก่อนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเสียอีก แม้ว่าจะเรียนรู้มาได้สองปีแล้ว แต่โอกาสที่จะได้ขับรถจริงๆ นั้นมีน้อยมาก ทักษะการขับขี่ของเขาจึงยังไม่ถือว่าชำนาญนัก เจียงเซี่ยเคยนั่งรถที่เขาขับแล้วครั้งหนึ่ง และรู้สึกว่าฝีมือการขับรถของน้องชายยังสู้ของเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ
อีกทั้งการเดินทางไปยังกวางโจวในปัจจุบัน สภาพถนนหนทางยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ดีเท่าที่ควร แม้แต่ถนนหลวงสายหลักก็ยังไม่ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ ทำให้การเดินทางค่อนข้างลำบากและทุลักทุเล ข้อดีเพียงอย่างเดียวของการเดินทางด้วยรถยนต์ในยุคนี้คงจะเป็นเรื่องที่บนท้องถนนมีรถราสัญจรไปมาน้อยมากนั่นเอง
เจียงตงกลับแสดงความมั่นใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม “มีป้ายบอกทางอยู่แล้วน่าพี่ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมก็แค่ขับตามรถคันอื่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง”
ขนาดโจวเฉิงเหล่ยที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ยังอดไม่ได้ที่จะกำชับขึ้นมาด้วยความห่วงใย “เดินทางก็ระมัดระวังด้วยนะ อย่าขับรถเร็วจนเกินไปล่ะ”
สภาพถนนที่ไม่ดีนักทำให้การขับรถไปยังกวางโจวต้องใช้เวลาเดินทางนานถึงแปดหรือเก้าชั่วโมง หากขับช้าหน่อยก็อาจจะใช้เวลานานถึงสิบชั่วโมงเลยทีเดียว
“พี่เขยไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมทราบดี”
หลังจากที่เรื่องสำคัญได้ถูกพูดคุยจนเสร็จสิ้น เจียงตงก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า “พี่เขยครับ บ่ายนี้พอจะมีเวลาว่างไหมครับ เราออกเรือไปตกปลากันดีไหม”
ในแต่ละวัน เจียงตงค่อนข้างมีตารางเวลาที่ยุ่งเหยิง ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียน ก็ต้องขลุกตัวอยู่ในห้องปฏิบัติการวิจัย เวลาส่วนใหญ่ของเขาในแต่ละวันมีเพียงแค่ตอนเช้าที่ไปส่งจางฟู่เหยียนไปเรียน ตอนกลางวันที่ได้ทานอาหารกลางวันด้วยกัน และตอนบ่ายที่ไปรับเธอกลับบ้าน
แม้ว่าทั้งสองจะคบหากันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เขากลับไม่ค่อยมีเวลาพาเธอไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลย วันนี้พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง เขาจึงอยากจะพาเธอออกทะเลไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย และยังถือโอกาสนี้เป็นการใช้เวลาร่วมกับพี่สาวของเขาไปในตัว เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้าตอบรับทันที “ได้สิ งั้นเราเอาเรือเล็กลำนั้นออกไปวางเบ็ดราวกัน”
จางฟู่เหยียนมองไปยังเจียงเซี่ยที่กำลังตั้งครรภ์ท้องแก่ด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “เซี่ยเซี่ย ตอนนี้เธอออกทะเลได้เหรอ หรือว่าเราจะไปเดินเล่นเก็บของทะเลที่ชายหาดกันดีกว่าไหม”
“ตอนนี้น้ำยังไม่ลดเลย คงจะเก็บของทะเลไม่ได้หรอก มีสหายโจวอยู่ด้วยทั้งคนฉันไปได้อยู่แล้ว ใช่ไหมคะสหายโจว” เจียงเซี่ยกล่าวพลางหันไปยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มที่อยู่เคียงข้างกาย
“ไปได้ครับ” โจวเฉิงเหล่ยลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวผมไปเอาเบ็ดราวออกมาก่อน”
เจียงตงพลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันใด “พี่เขยครับ ผมไปช่วยด้วย”
โจวเฉิงเหล่ยจึงเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับเจียงตงเพื่อเตรียมอุปกรณ์เบ็ดราว ส่วนเหยื่อปลานั้นค่อยไปหาซื้อที่ท่าเรือก็ได้ เจียงเซี่ยกับจางฟู่เหยียนเองก็พากันเดินตามลงมาด้วยเช่นกัน
จางฟู่เหยียนเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา เธอเดินคล้องแขนของเจียงเซี่ยเอาไว้แล้วเริ่มเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังไม่หยุดปาก ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นการบ่นถึงความไม่เอาไหนของเจียงตงเสียมากกว่า
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันเคยบอกเขาว่าร้านนั้นทำขนมจีบอร่อยมากเลยนะ แต่ว่าซื้อยากมาก ต้องไปต่อคิวนานมากเลยล่ะ ผลก็คือตลอดทั้งเดือนนั้น อาหารเช้าของฉันก็คือขนมจีบจากร้านนั้นทุกวันเลย กินจนฉันรู้สึกว่าชาตินี้คงไม่อยากจะกินขนมจีบอีกต่อไปแล้ว เบื่อจะแย่แล้ว”
เจียงเซี่ยได้ฟังก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ
“แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะ ตอนช่วงปีใหม่ การใส่เสื้อผ้าสีแดงมันจะดูเป็นมงคลใช่ไหมล่ะ พอฉันกับเขาไปซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน ฉันก็เลยตั้งใจเลือกซื้อแต่เสื้อผ้าสีแดง หลังจากนั้นมาครึ่งปี เสื้อผ้าที่เขาซื้อให้ฉันทั้งหมดก็เลยกลายเป็นสีแดงไปหมดเลย ตอนนี้ในตู้เสื้อผ้าของฉันมีแต่เสื้อผ้าสีแดงเต็มไปหมด ไม่มีสีอื่นปนเลยสักนิด พอฉันไปถามเขาว่าทำไมถึงเอาแต่ซื้อเสื้อผ้าสีแดงมาให้ เขายังมาย้อนถามฉันกลับอีกนะว่า ก็คุณชอบสีแดงไม่ใช่เหรอ ฉันไปชอบสีแดงตอนไหนกัน นอกจากช่วงปีใหม่แล้ว ปกติฉันไม่เคยใส่เสื้อผ้าสีแดงเลยนะ”
แม้ว่าน้ำเสียงของจางฟู่เหยียนจะฟังดูเหมือนกำลังบ่นว่า แต่เจียงเซี่ยกลับสัมผัสได้ถึงความสุขและความอิ่มเอมใจที่เปี่ยมล้นออกมาจากคำพูดเหล่านั้น
วันนี้จางฟู่เหยียนสวมชุดกระโปรงยาวลายสก็อตสีน้ำตาลแดง ซึ่งขับให้เธอดูสวยงามและโดดเด่นเป็นอย่างมาก
เจียงเซี่ยพินิจมองเพื่อนสาวอย่างละเอียดก่อนจะเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้มว่า “สีแดงช่วยขับผิวให้ดูขาวผ่องขึ้นนะ เธอใส่แล้วสวยมากเลย”
จางฟู่เหยียนก้มลงมองกระโปรงบนตัวของเธอเองแล้วก็ยิ้มออกมาเช่นกัน “ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขามีรสนิยมดีอยู่บ้าง เลือกเสื้อผ้าได้พอดูได้ ฉันไม่ยอมใส่หรอกนะ คนที่ไม่รู้คงจะคิดว่าฉันกำลังจะแต่งงานทุกวันเลยล่ะมั้ง”
ถึงแม้จะเป็นสีแดง แต่เสื้อผ้าที่เจียงตงเลือกซื้อมาให้นั้นล้วนเป็นสีแดงในโทนที่แตกต่างกันไป อีกทั้งรูปแบบและดีไซน์ก็ไม่ซ้ำกันเลยสักชุด แต่ละชุดล้วนมีความสวยงามในแบบของตัวเอง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอถูกคนอื่นทักว่าทำไมถึงใส่แต่เสื้อผ้าสีแดงทุกวัน จนกระทั่งเธอได้ตระหนักว่าเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้ล้วนเป็นสีแดงจริงๆ เมื่อถึงตอนนั้น ตู้เสื้อผ้าของเธอก็แทบจะกลายเป็นสีแดงทั้งหมดไปแล้ว
เธอรู้สึกเสียดายที่จะไม่ใส่เสื้อผ้าเหล่านั้น ในเมื่อซื้อมาแล้ว หากไม่ใส่ก็เท่ากับเป็นการสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ
เจียงเซี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
ในยุคสมัยนี้ บนท้องถนนเรามักจะเห็นภาพของคู่บ่าวสาวที่กำลังจัดพิธีแต่งงาน โดยฝ่ายชายจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวหรือชุดจงซาน แล้วใช้จักรยานปั่นพาเจ้าสาวที่สวมชุดกระโปรงสีแดงกลับบ้าน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพิธีรับตัวเจ้าสาวที่สมบูรณ์แล้ว
จางฟู่เหยียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฉันพูดจริงๆ นะ ถ้าบนหัวฉันมีดอกไม้ไข่มุกสีแดงประดับอีกสักหน่อย ก็คงไม่ต่างอะไรกับเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนร่วมงานที่ฝึกงานด้วยกันยังหัวเราะแล้วถามฉันเลยว่าแต่งงานแล้วเหรอ”
คราวนี้เจียงเซี่ยไม่สามารถกลั้นหัวเราะได้อีกต่อไป เธอระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
ในขณะนั้นเอง ทั้งสองคนก็ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างพอดี เมื่อเห็นเจียงเซี่ยหัวเราะอย่างมีความสุขเช่นนั้น ทั้งเจียงตงและโจวเฉิงเหล่ยต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง
“แต่งงานอะไรกันเหรอ” เจียงตงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
แน่นอนว่าเจียงตงเองก็มีความปรารถนาที่จะแต่งงานกับจางฟู่เหยียนเช่นกัน แต่เนื่องจากพวกเขาทั้งสองคนยังเรียนไม่จบ จึงยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
เจียงเซี่ยแกล้งพูดขึ้นมาว่า “เสี่ยวเหยียนบ่นว่าเธอใส่แต่กระโปรงสีแดงทุกวัน บางทีพอยืนคู่กับเพื่อนร่วมงานผู้ชาย ก็เลยโดนคนอื่นแซวว่าพวกเขาเป็นคู่บ่าวสาวกันหรือเปล่าน่ะสิ”
จางฟู่เหยียนถึงกับพูดไม่ออก “…”
เธอไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย
เจียงตงเองก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ “…”
เขามองไปยังจางฟู่เหยียนแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจในใจว่าต่อไปนี้เขาจะไม่ซื้อเสื้อผ้าหรือกระโปรงสีแดงให้เธออีกแล้ว! เขาไปส่งเสี่ยวเหยียนไปเรียนทุกเช้า และไปรับเธอกลับบ้านทุกเย็น ทำไมถึงไม่มีใครมาถามบ้างเลยล่ะว่าพวกเขาเป็นคู่บ่าวสาวกันหรือเปล่า
เนื่องจากมีเวลาจำกัด โจวเฉิงเหล่ยจึงเตรียมเบ็ดราวไว้เพียงสองกระบะเท่านั้น จากนั้นพวกเขาทั้งสี่คนก็พากันมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ
เมื่อมาถึงท่าเรือ โจวเฉิงเหล่ยได้แวะซื้อปลาเบ็ดเตล็ดราคาถูกจำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นเหยื่อ จากนั้นจึงได้ขับเรือออกสู่ท้องทะเล
โจวเฉิงเหล่ยรับหน้าที่เป็นคนขับเรือ ส่วนภารกิจการเกี่ยวเหยื่อปลาเข้ากับตัวเบ็ดจึงตกเป็นของเจียงตงโดยปริยาย จางฟู่เหยียนเองก็ดูจะให้ความสนใจเป็นอย่างมากและเข้าร่วมวงด้วยอย่างกระตือรือร้น
เจียงเซี่ยจึงช่วยพวกเขาหั่นเนื้อปลาให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อใช้เป็นเหยื่อ เมื่อหั่นเหยื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ลงมือช่วยเกี่ยวเหยื่อด้วยอีกแรง เพราะหากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจียงตงกับจางฟู่เหยียนเพียงสองคน เกรงว่ากว่าที่พวกเขาจะเกี่ยวเหยื่อเข้ากับตัวเบ็ดหลายร้อยตัวจนครบ ท้องฟ้าก็คงจะมืดค่ำเสียก่อน
การตกปลาด้วยเบ็ดราวนั้น คือการใช้สายเบ็ดเส้นหลักที่ยาวมาก และในทุกๆ ระยะห่างประมาณครึ่งเมตรถึงหนึ่งเมตร ก็จะมีการผูกสายเอ็นที่ยาวราว 25 เซนติเมตรซึ่ง ปลายสายมีตัวเบ็ดอยู่ สายเบ็ดหลักหนึ่งเส้นสามารถผูกตัวเบ็ดได้เป็นจำนวนมาก บางคนชอบที่จะใช้เบ็ด 100 ตัว บางคนก็ชอบ 200 ตัว หรือแม้แต่ 300 ถึง 500 ตัวก็มีเช่นกัน
เบ็ดราวที่โจวเฉิงเหล่ยใช้นั้นเป็นแบบ 200 ตัว
หลังจากที่เกี่ยวเหยื่อเข้ากับตัวเบ็ดเรียบร้อยแล้ว ก็นำไปหย่อนลงในทะเล ตัวเบ็ดพร้อมเหยื่อจะเรียงตัวกันเป็นแถวยาว อาศัยกระแสน้ำพัดพาให้เหยื่อปลิวไสวไปมา ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้ปลาในทะเลเข้ามาติดเบ็ด
เนื่องจากมีตัวเบ็ดเป็นจำนวนมากและสายเบ็ดก็ยาวมาก จึงจำเป็นต้องจัดเรียงตัวเบ็ดให้เกี่ยวไว้กับขอบกระบะไม้หรือถังไม้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนสายเบ็ดก็จะถูกขดเก็บไว้ในกระบะอย่างเรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้สายพันกัน เพราะหากสายเบ็ดพันกันเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลาอย่างมาก
เมื่อเบ็ดราวกระบะแรกถูกเตรียมจนพร้อมแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็ได้มองหาบริเวณที่เหมาะสม เขาพิจารณาทิศทางลมและกระแสน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกให้เจียงเซี่ยมาเป็นคนขับเรือแทน ส่วนตัวเขาจะไปเป็นคนวางเบ็ดราวเอง
“คุณก็แค่ขับเรือตรงไปข้างหน้าแบบนี้เรื่อยๆ ก็พอแล้วครับ”
“ค่ะ” เจียงเซี่ยรับคำ แล้วจึงเริ่มบังคับเรือตามที่เขาบอก
จากนั้นโจวเฉิงเหล่ยก็ได้เริ่มวางเบ็ดราวลงสู่ท้องทะเล
จางฟู่เหยียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมออกมาด้วยความทึ่ง “เซี่ยเซี่ย เธอเก่งมากเลยนะ ขับเรือก็เป็นด้วย”
เจียงเซี่ยหัวเราะเบาๆ “ถ้าเธออยากเรียนล่ะก็ ไว้มีโอกาสฉันจะสอนให้นะ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก”
เจียงตงเห็นว่าความเร็วในการวางเบ็ดนั้นรวดเร็วมาก เขาจึงเร่งมือในการเกี่ยวเหยื่อให้เร็วขึ้นตามไปด้วย
หลังจากที่วางเบ็ดราวกระบะแรกเสร็จสิ้น โจวเฉิงเหล่ยก็ได้ขับเรือไปยังบริเวณอื่นของทะเล เพื่อทำการวางเบ็ดราวกระบะที่สองต่อไป
เมื่อวางเบ็ดราวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องให้เวลาปลาสักพักเพื่อที่จะได้เข้ามากินเหยื่อ ในขณะนั้นเอง ระดับน้ำทะเลก็ได้เริ่มลดลง โจวเฉิงเหล่ยสังเกตเห็นแนวโขดหินแห่งหนึ่งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา เขามองเห็นว่ามีโขดหินอยู่กลุ่มหนึ่งปรากฏให้เห็นอยู่รำไร
เขาจึงตัดสินใจขับเรือมุ่งหน้าไปยังบริเวณนั้นทันที เพื่อดูว่าจะมีสิ่งมีชีวิตทางทะเลให้เก็บได้บ้างหรือไม่
(จบบท)
ชี้แจง : 穗城 (Suì Chéng) เมื่องซุ่ย คือชื่อย่ออีกชื่อหนึ่งของ กวางโจว ก่อนหน้านี้ผู้แปลอีกคนแปลว่าเมืองซุ่ยในมหกรรมการค้ากวางเจา เนื่องจากเราชอบกวางโจวมากกว่า หลังจากนี้จะขอใช้คำว่า เมืองกวางโจว แทนนะคะ