บทที่ 52: หยิบยืมของยามวิกาล
ภายในห้องมีเพียงแสงสลัว เจียงเซี่ยมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย แต่กลับสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวและเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเขา
หัวใจของเธอเองก็เต้นระรัวไม่แพ้กัน ราวกับจะทะลุออกมานอกอก
ถึงแม้การได้ยินของโจวเฉิงเหล่ยจะไม่ดีนัก แต่สายตาในยามค่ำคืนของเขากลับยอดเยี่ยม เขามองเห็นร่างอรชรที่อยู่ใต้ร่างของตนได้อย่างชัดเจน ก่อนจะยกมือขึ้นปัดปอยผมที่หล่นลงมาปรกใบหน้าของเธอไปทัดไว้ที่หลังหูอย่างแผ่วเบา แล้วจึงค่อยๆ โน้มใบหน้าลงไป...
แต่ในจังหวะที่ริมฝีปากของเขากำลังจะสัมผัสกับริมฝีปากของเธอ เขากลับถูกผลักออกอย่างนุ่มนวล
“โจวเฉิงเหล่ย...ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันอยากไปเข้าห้องน้ำ”
เจียงเซี่ยทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ!
ยิ่งถูกเขากดทับอยู่เช่นนี้ ก็ยิ่งรู้สึกปวดหน่วงมากขึ้นไปอีก! “...”
ร่างกายของโจวเฉิงเหล่ยแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขาต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบอารมณ์ ก่อนจะพลิกตัวกลับไปนอนหงายที่ฝั่งด้านใน พยายามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ไปสิ! กินแตงโมเยอะไปล่ะสิเมื่อตอนเย็น?”
ถึงแม้เขาจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบพร่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครู่เขาเกือบจะสูญเสียการควบคุมตัวเองไปแล้ว เกือบจะทนไม่ไหวโดยที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากเธอ
“อืม...” ใบหน้าของเจียงเซี่ยร้อนผ่าว เธอรีบลุกขึ้นนั่ง แหวกมุ้งออกแล้วก้าวลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เขาใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งตามลงจากเตียง เดินไปเปิดไฟแล้วหยิบไฟฉายขึ้นมา “ไปกันเถอะ!”
ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ เขากลัวว่าเธอจะไม่กล้า
อีกทั้งตอนกลางวันก็เพิ่งเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น บ้านข้างๆ ก็ยังมีโจวจวิ้นเจี๋ยอาศัยอยู่ เขาจึงไม่วางใจที่จะปล่อยให้เธอออกไปเข้าห้องน้ำคนเดียว
สองนาทีต่อมา เจียงเซี่ยถือไฟฉายในมือ ยืนยองๆ อยู่บนก้อนหินสองก้อนในส้วมหลุม ในใจของเธอตอนนี้นั้นอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ! นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกัน! เธออยากจะรีบจัดการธุระให้เสร็จ แต่ก็กลัวว่าเสียงจะดังเกินไปจนคนที่รออยู่ข้างนอกได้ยิน ถึงแม้หูข้างหนึ่งของเขาจะไม่ค่อยดีและไม่น่าจะได้ยินก็ตาม
ขณะที่เธอกำลังปลดปล่อยอย่างระมัดระวังที่สุด เสียงยุงก็ยังมาบินหึ่งๆ อยู่ข้างหู ในใจก็หวาดระแวงว่างูจะโผล่ออกมา
ทั้งชีวิตนี้...เธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดและน่าอายเท่านี้มาก่อน! ในที่สุดเมื่อจัดการธุระเสร็จ เจียงเซี่ยก็ถือไฟฉายเดินออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “เสร็จแล้วค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้พูดอะไร ทั้งสองเดินกลับเข้ามาในลานบ้าน หลังจากที่เจียงเซี่ยล้างมือและกลับเข้าห้องไปแล้ว เขาก็เดินออกไปเข้าห้องน้ำบ้าง
เขายังต้องการเวลาเพื่อสงบสติอารมณ์อีกสักหน่อย
เจียงเซี่ยนอนแผ่กลับไปบนเตียง รู้สึกเพียงว่าท้องน้อยปวดหน่วงอยู่เล็กน้อย ความรู้สึกนี้ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ประจำเดือนกำลังจะมา
เธอไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จึงไม่รู้เลยว่ารอบเดือนของร่างกายนี้จะมาเมื่อไหร่
แล้วอีกอย่าง...ในยุคนี้มีผ้าอนามัยใช้กันแล้วหรือยัง? เธอไม่เห็นว่าในสัมภาระของเจ้าของร่างเดิมจะมีของใช้ประเภทนี้เลย
พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็ร้อนใจขึ้นมาทันที ถ้าไม่มีผ้าอนามัยแล้วจะใช้อะไรแทนล่ะ? ผ้ารัดประจำเดือนแบบโบราณอย่างนั้นเหรอ? นั่นมันน่าจะเป็นของใช้ในยุคโบราณไม่ใช่หรือไง หรือว่ายุคนี้ก็ยังใช้ของแบบนั้นกันอยู่? ในนิยายย้อนยุคที่เธอเคยอ่านก็ไม่ได้บอกไว้เสียด้วย! เจียงเซี่ยรีบลงจากเตียงเพื่อค้นหาดู แต่ทันทีที่เธอลุกขึ้นยืน เธอก็รู้สึกได้ถึงกระแสอุ่นๆ ที่ไหลซึมออกมา
เจียงเซี่ยขมิบก้นโดยอัตโนมัติ
ตอนนี้เธอยืนยันได้แล้ว...ว่ามันมาจริงๆ! โจวเฉิงเหล่ยกลับเข้ามาในห้องพอดี ก็เห็นเธอกำลังรื้อค้นข้าวของในหีบจนกระจุยกระจาย เสื้อผ้าทั้งหมดถูกกองออกมาด้านนอก
เขาปิดประตูห้องให้เรียบร้อยแล้วเอ่ยถาม “หาอะไรอยู่?”
เจียงเซี่ยหันขวับมามองเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ป้าแดงฉันมา”
เธอค้นหาของใช้ทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมจนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบผ้าอนามัยหรือของใช้สำหรับวันนั้นของเดือนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมจะไม่ได้เตรียมของพวกนี้ไว้เลย
ความจริงก็คือเจ้าของร่างเดิมนั้นใช้ผ้าอนามัย แต่ตอนที่แต่งงานมาเธอไม่ได้เตรียมมาด้วย เพราะของที่นำติดตัวมาในวันแต่งงานล้วนเป็นของที่มีความหมายเป็นสิริมงคล ไม่ใช่วันพิเศษแบบนี้ใครเขาจะพกของแบบนี้มาด้วยกันล่ะ? ปกติแล้วจะรอให้ใกล้ถึงวันแล้วค่อยเตรียมหาก็ยังทัน
โจวเฉิงเหล่ยฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “ป้าแดงของเธอมาเหรอ? อยู่ที่ไหน? นอกประตู? มีใครมาเคาะประตูรึไง?”
เจียงเซี่ยคาดไม่ถึงว่าเขาจะไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้ เธอจึงต้องพูดใหม่ “ประจำเดือนค่ะ ฉันมีประจำเดือน”
ประจำเดือน? คราวนี้โจวเฉิงเหล่ยเข้าใจแล้ว ในค่ายทหารก็มีทหารหญิงอยู่บ้าง และพวกเธอก็มีการลาป่วยด้วยเหตุนี้
เขามองไปยังกองเสื้อผ้าที่เธอรื้อค้นออกมา “ต้องการให้ผมช่วยอะไรไหม?”
ใบหน้าของเจียงเซิ่ยร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ตอนที่แต่งงานมาฉันลืมเตรียมของพวกนี้มาค่ะ ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้านพอจะมีผ้าอนามัยหรือของใช้อะไรทำนองนี้ขายไหมคะ? หรือไม่ก็...ทางคุณแม่พอจะมีบ้างไหม?”
โจวเฉิงเหล่ยตอบทันที “แม่ผมอายุหกสิบแล้ว...เดี๋ยวผมไปซื้อให้เอง” พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทันที
เจียงเซี่ยยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่!
มันน่าอายเกินไปแล้ว! โจวเฉิงเหล่ยวิ่งออกจากบ้านไป เขามุ่งหน้าไปยังร้านขายของชำในหมู่บ้านก่อน เคาะประตูอยู่พักใหญ่กว่าเจ้าของจะมาเปิด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...ไม่มีผ้าอนามัยขาย ของที่ทันสมัยขนาดนั้นคงต้องเข้าไปหาซื้อในตัวเมืองถึงจะมี ส่วนผ้ารัดแบบโบราณก็ไม่มีเช่นกัน อย่างน้อยต้องไปถึงในตัวอำเภอถึงจะมีขาย ที่ร้านมีเพียงกระดาษฟาง แต่ก็โชคร้ายที่เพิ่งจะขายห่อสุดท้ายหมดไปพอดี และคนที่ซื้อไปก็คือเถียนไฉ่ฮวา
โจวเฉิงเหล่ยจึงต้องวิ่งต่อไปยังบ้านใหม่ของพี่ใหญ่
เขาออกแรงทุบประตูรั้วเสียงดังลั่นพร้อมกับตะโกนเรียก “พี่ใหญ่! พี่สะใภ้ใหญ่!...”
ภายในบ้าน โจวเฉิงซินกับภรรยาหลับสนิทไปแล้ว พอได้ยินเสียงเรียกที่ดังและร้อนรนขนาดนั้น ก็นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น
โจวเฉิงซินรีบวิ่งออกมาเปิดประตูโดยที่ยังไม่ได้สวมรองเท้าด้วยซ้ำ “อาเหล่ย! มีเรื่องอะไรรึ? ทำไมมาซะดึกดื่นป่านนี้?”
โจวเฉิงเหล่ยบอกปัด “ไม่ใช่เรื่องของพี่ ผมมาหาพี่สะใภ้ใหญ่”
โจวเฉิงซิน: “...”
ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้มาหาภรรยาเขาถึงบ้าน จะมาคิดบัญชีรึไง? แต่เขาก็ยังหันกลับเข้าไปตะโกนเรียกภรรยา “อาฮวา! ออกมาหน่อย!”
เถียนไฉ่ฮวาเองก็ใจคอไม่ดี วันนี้เธอเพิ่งกลับมาจากบ้านแม่ก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เดิมทีตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปขอโทษเจียงเซี่ย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาหาถึงบ้านกลางดึกขนาดนี้ หลังจากสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยเธอก็เดินออกไป “มาแล้วๆ! น้องสี่ ฉันขอโทษนะ เป็นฉันเองที่ปากพล่อยไปหน่อย ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าพรุ่งนี้จะไปขอโทษเจียงเซี่ย”
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยขึ้น “เรื่องนั้นพี่ค่อยไปคุยกับเธอพรุ่งนี้แล้วกัน คือ...เจียงเซี่ยมีประจำเดือนน่ะครับ พี่สะใภ้ใหญ่พอจะมีผ้าอนามัยหรือของใช้อะไรทำนองนี้บ้างไหม?”
เถียนไฉ่ฮวา: “...”
มาขอยืมของหรอกเหรอ? ใครไม่รู้คงนึกว่ายมทูตมาทวงวิญญาณ! ทำเอาตกใจหมด! “ผ้าอนามัยน่ะฉันไม่มีหรอกนะ ได้ยินว่ามันแพงมาก! อย่าว่าแต่มีเลย แค่เคยเห็นฉันก็ยังไม่เคยเลย...เอากระดาษฟางไปก่อนไหมล่ะ?”
เธอกลัวแต่ว่าเจียงเซี่ยจะเคยใช้แต่ผ้าอนามัยจนชิน แล้วจะใช้กระดาษฟางหยาบๆ ของเธอไม่เป็น เถียนไฉ่ฮวานึกในใจ
“เอาครับ พี่สะใภ้ใหญ่ให้ผมหน่อย เดี๋ยวผมซื้อต่อเอง”
เถียนไฉ่ฮวากลับเข้าบ้านไปเพื่อหยิบกระดาษฟาง
โจวเฉิงซินจึงฉวยโอกาสนี้เอ่ยขอโทษ “วันนี้ฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่ของนายกลับไปบ้านแม่มา พอกลับมาถึงได้รู้ว่าครอบครัวพานไต้ตี้ไปที่บ้านเพื่อทวงไข่มุกแล้วก็ทำร้ายเสี่ยวเซี่ย ทั้งหมดเป็นเพราะพี่สะใภ้ใหญ่ของนายนั่นแหละที่ปากมากไปหน่อย นายช่วยไปบอกขอโทษเสี่ยวเซี่ยแทนฉันด้วยนะ”
“พี่ให้พี่สะใภ้ใหญ่ไปพูดกับเธอเองดีกว่าครับ” เรื่องไหนเรื่องนั้น โจวเฉิงเหล่ยคิดว่าเถียนไฉ่ฮวาควรจะเป็นคนไปขอโทษด้วยตนเอง
“ได้ๆ” โจวเฉิงซินรับปาก
โจวเฉิงเหล่ยยื่นเงินหนึ่งหยวนให้เขา “เดี๋ยวพี่เอาไปให้พี่สะใภ้ใหญ่”
“ไม่ต้องหรอก!” โจวเฉิงซินรีบปฏิเสธ
“ของแบบนี้มันยืมกันยากนะครับ มีให้ยืมก็ต้องมีคืน จะให้ผมมาคืนเป็นของรึไง? อีกอย่างผมยังต้องซื้อน้ำตาลทรายแดงด้วย” โจวเฉิงเหล่ยยัดเงินใส่มือของพี่ชาย
เมื่อครู่สีหน้าของเธอดูซีดเซียวมาก
พอโจวเฉิงซินได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธอีก ความจริงคือมันค่อนข้างน่าอายอยู่เหมือนกัน
ไม่นานเถียนไฉ่ฮวาก็หยิบกระดาษฟางออกมาให้หนึ่งห่อ
โจวเฉิงเหล่ยจึงขอแบ่งน้ำตาลทรายแดงจากเถียนไฉ่ฮวาอีกเล็กน้อย แล้วก็รีบร้อนจากไป
โจวเฉิงซินนำเงินที่ได้ไปให้เถียนไฉ่ฮวา
เถียนไฉ่ฮวารับเงินมาแล้วก็อดที่จะบ่นไม่ได้ “ช่างเป็นคุณหนูจริงๆ มีประจำเดือนทีต้องใช้ผ้าอนามัยด้วยเหรอ? ของแบบนั้นเป็นของนำเข้านะ แพงจะตายไป! ก็ไม่รู้ว่าไปหาซื้อมาจากไหน! โชคดีนะที่น้องสี่ของแกจะหย่ากับนาง ไม่อย่างนั้นจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยง? ได้ยินว่าห่อหนึ่งตั้งหลายหยวน มีอยู่ไม่กี่ชิ้น วันหนึ่งต้องเปลี่ยนตั้งสองสามชิ้น มาทีหนึ่งต้องเสียเงินไปตั้งหลายหยวน ใครที่ไหนจะมีปัญญาใช้กัน?”
แต่ในใจของเธอกลับอิจฉาอย่างยิ่ง เธอได้ยินมาว่าผ้าอนามัยนั่นใช้ดีมาก ไม่รั่วซึมง่ายๆ ในขณะที่กระดาษฟางที่เธอใช้นั้นนอกจากจะหยาบแล้วยังเปื่อยยุ่ยง่ายอีกด้วย ช่างเป็นคนละคนต่างวาสนากันจริงๆ
โจวเฉิงซินเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “เรื่องของคนอื่นเธจะไปยุ่งทำไมนักหนา? ก็เพราะเธอปากมากแบบนี้ไง พรุ่งนี้อย่าลืมไปขอโทษเจียงเซี่ยซะ!”
เถียนไฉ่ฮวาได้ยินก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที เมื่อกี้เธอเพิ่งจะขอโทษโจวเฉิงเหล่ยไปแล้วไม่ใช่รึไง เขาหูหนวกรึไงหา? เธอไม่สนใจเขาอีก สะบัดหน้ากลับเข้าห้องไปอย่างฉุนเฉียว
ณ บ้านเก่าของสกุลโจว เจียงเซี่ยมองดูกระดาษฟางคุณภาพต่ำสีแดงกุหลาบในมือของเขา เธอตะลึงไปครู่หนึ่งถึงจะยื่นมือไปรับมา ด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุดทำให้เธอหลุดปากถามออกไปโดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง “แล้ว...มันใช้ยังไงเหรอคะ?”
โจวเฉิงเหล่ย: “...”
(จบบท)