บทที่ 531: เมื่อเธอจะไป
โจวเฉิงเหล่ยขับรถออกจากประตูบ้าน ก่อนจะทยอยยกกระเป๋าสัมภาระทีละใบใส่ขึ้นไปบนรถอย่างเป็นระเบียบ
ท้องฟ้าของวันนี้มืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน พยากรณ์อากาศแจ้งว่าอาจมีฝนตก ถึงแม้ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่นัก แต่พ่อโจวก็ตัดสินใจที่จะไม่ออกเรือในวันนี้อยู่ดี
พ่อโจวเดินเข้ามาช่วยลูกชายขนของพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “จะให้แม่เขาไปช่วยดูแลเสี่ยวเซี่ยที่ในเมืองด้วยไหม พ่ออยู่บ้านคนเดียวได้ไม่มีปัญหาหรอก”
ที่บ้านยังมีหลานสาวสองคนต้องไปโรงเรียน อย่างน้อยก็ควรจะต้องมีใครสักคนอยู่ดูแล
“ไม่ต้องหรอกครับพ่อ” โจวเฉิงเหล่ยตอบกลับอย่างหนักแน่น เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถดูแลเจียงเซี่ยได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคุณพ่อและคุณแม่ของเธอคอยช่วยเหลืออยู่ที่นั่นอีกแรง
จังหวะนั้นเอง โจวปิงเฉียงที่เพิ่งก้าวออกจากบ้านก็สังเกตเห็นสองพ่อลูกกำลังง่วนอยู่กับการขนข้าวของกองโตจึงเอ่ยปากทักขึ้นมา “หย่งฝู จะไปไหนกันแต่เช้าเชียว ข้าวของพะรุงพะรังเต็มไปหมด หรือว่าเสี่ยวเซี่ยจะคลอดแล้วเหรอ”
เขาจำได้ว่าวันนี้คือวันที่สิบสี่เดือนหกแล้ว แม้แต่เวินหว่านที่ใกล้ถึงกำหนดคลอดเต็มทีก็ยังไม่มีวี่แวว แล้วเจียงเซี่ยจะคลอดเร็วกว่าได้อย่างไรกัน
พ่อโจวได้ฟังดังนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ยังหรอกน่า อาเหล่ยจะพาเขาไปรอคลอดที่บ้านในเมืองน่ะ ถึงเวลาจะได้คลอดที่โรงพยาบาลในเมืองเลย ใครใช้ให้เสี่ยวเซี่ยของพวกเราอุ้มท้องแฝดสามกันล่ะ จะให้คลอดที่นี่พวกเราก็ไม่สบายใจ ต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในเมืองถึงจะอุ่นใจหน่อย”
โจวปิงเฉียงถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งฟังอย่างเงียบๆ
รู้แล้วว่าพวกเขามีบ้านอยู่ในเมือง!
แล้วก็รู้แล้วด้วยว่าเจียงเซี่ยกำลังตั้งท้องแฝดสาม!
จำเป็นต้องย้ำเรื่องแฝดสามทุกครั้งที่เปิดปากพูดเลยหรือไงนะ!
ขณะนั้นแม่โจวก็เดินถือตะกร้าไข่ไก่ออกมาจากในบ้าน เธอวางมันลงบนรถอย่างเบามือแล้วหันไปถามโจวปิงเฉียง “แล้วเวินหว่านล่ะเป็นยังไงบ้าง ตกลงว่าจะคลอดที่บ้านหรือที่สถานีอนามัยกันแน่จ้ะ เธอก็ใกล้จะคลอดแล้วไม่ใช่เหรอ เห็นว่าท้องก่อนเสี่ยวเซี่ยเสียอีกนี่นา”
โจวปิงเฉียงไม่เคยนึกถึงคำถามนี้มาก่อน เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย จึงตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ
“ก็แล้วแต่พวกเขาจะตัดสินใจกันนั่นแหละ เรื่องของคนรุ่นใหม่ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งให้วุ่นวายหรอก กั๋วหัวเขากตัญญูจะตายไป เรื่องแค่นี้เขาจัดการเองได้เรียบร้อยอยู่แล้ว ไม่ต้องให้คนเป็นพ่อต้องมานั่งคิดอะไรให้ปวดหัวหรอก ทุกวันนี้ฉันน่ะสบายจะตาย วันๆ ก็เอาแต่เล่นไพ่ ไม่ต้องออกเรือ ไม่ต้องทำอะไรเลย!”
‘หึ คิดจะอวดว่าหลานเยอะรึไง ฝั่งนี้ก็จะอวดว่าลูกชายกตัญญูเหมือนกัน!’ เขาคิดในใจ
พ่อโจวเข้าใจในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ จึงแสร้งทำเป็นยิ้มกว้างแล้วพูดขึ้นว่า “แหม ช่างน่าอิจฉาแกจริงๆ เลยนะ บ้านไหนมีเรือน้อยลำก็สบายแบบนี้แหละ ไม่ต้องวุ่นวายอะไรมาก แต่ฉันมันพวกอยู่ไม่สุขนี่สิ! เรือที่บ้านก็เยอะเกินไป ถึงอาเหล่ยจะจ้างคนมาช่วยตั้งยี่สิบสามสิบคนแล้ว แต่ก็ยังยุ่งจนหัวหมุนอยู่ดี ไหนจะเรื่องเปิดโรงงาน ไหนจะเรื่องฟาร์มเลี้ยงปลา ธุรกิจมันเยอะแยะไปหมด จะไม่ให้ช่วยดูลูกมันหน่อยได้ยังไงกันล่ะ จริงไหม? อีกอย่างร่างกายก็ยังแข็งแรงดี เดินเหินคล่องแคล่ว ทำงานแทนคนหนุ่มๆ ได้ตั้งสองคน จะรีบเกษียณไปทำไมกัน เงินทองมันไม่หอมหรือยังไง?”
โจวปิงเฉียงถึงกับพูดอะไรไม่ออกอีกเป็นครั้งที่สอง
เมื่อรู้ตัวว่าไม่อาจจะโอ้อวดสู้ได้ เขาจึงได้แต่เดินคอตกกลับเข้าบ้านไปอย่างเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน ที่ลานบ้านของโจวปิงเฉียง เวินหว่านและโจวกั๋วหัวกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ โจวกั๋วหัวเอ่ยถามภรรยาของเขาขึ้นว่า “ตกลงว่าเราจะคลอดลูกกันที่บ้านหรือที่สถานีอนามัยดี”
“ไปในเมืองสิคะ” เวินหว่านตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เธออยากจะรู้ว่าความฝันที่เธอเคยเห็นนั้นจะเป็นจริงหรือไม่
นอกเหนือจากความปรารถนาที่จะได้เห็นว่าการคลอดลูกของเจียงเซี่ยจะเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่แล้ว ในใจของเวินหว่านเองก็ยังคงมีความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ เธอเกรงว่าสถานีอนามัยของที่นี่อาจจะมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่เพียบพร้อมเพียงพอ ดังนั้นการเดินทางไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลในเมืองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ
ภรรยาของโจวปิงเฉียงที่ได้ยินบทสนทนานั้นเข้าพอดีก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์
“จะไปในเมืองทำไมกัน มันไม่สะดวกจะตายไป แล้วแม่จะไปส่งข้าวส่งน้ำให้ยังไง คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์มาจากในเมืองหรือไงกัน! เดี๋ยวจ้างหมอตำแยมาทำคลอดที่บ้านก็พอแล้ว!”
แค่จะคลอดลูกถึงกับต้องถ่อไปถึงในเมืองเลยเหรอ?
ทำไมไม่เหาะขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ?
ตอนที่เธอคลอดลูกชายลูกสาวแต่ละคน ก็คลอดอยู่ที่บ้านนี่แหละ
ในหมู่บ้านนี้จะมีสักกี่ครอบครัวกันที่ยอมเสียเงินเสียทองไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล มันมีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าห้องพักเพิ่มขึ้นมาอีกนะ
เวินหว่านยืนกรานเสียงแข็ง “ยังไงฉันก็จะไปคลอดที่ในเมือง ถ้าไม่ให้ไปฉันก็ไม่คลอด! โจวกั๋วหัว คุณไปหาเช่าบ้านในเมืองเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะไปรอคลอดที่นั่น”
พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินกลับเข้าห้องไปทันที
โจวกั๋วหัวได้แต่นั่งนิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก
ภรรยาของโจวปิงเฉียงมองตามหลังลูกสะใภ้ไปด้วยความโกรธจนแทบสำลัก ในใจอยากจะตะโกนออกไปเหลือเกินว่า ‘จะคลอดหรือไม่คลอดก็เรื่องของเธอสิ!’
*
เมื่อเดินทางมาถึงในเมือง โจวเฉิงเหล่ยก็พาเจียงเซี่ยตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจครรภ์ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยมุ่งหน้ากลับบ้านของพวกเขา
พ่อเจียงทราบข่าวว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในวันนี้ ตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากเลิกงาน เขากับแม่เจียงก็พากันมาช่วยทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกได้ว่าทุกซอกทุกมุมสะอาดเอี่ยมอ่องจนไร้ฝุ่นเลยก็ว่าได้
ข้าวสารและน้ำมันที่เก็บไว้ตั้งแต่คราวก่อนก็ถูกเปลี่ยนเป็นของใหม่ทั้งหมด ส่วนของเก่านั้นพ่อเจียงก็นำกลับไปทานเองที่บ้าน เพราะข้าวที่เก็บไว้นานๆ ความหอมของมันก็จะลดน้อยลงไป
นอกจากนี้ อ่างไม้อาบน้ำขนาดใหญ่สำหรับเด็ก อ่างเคลือบสำหรับล้างหน้าและล้างก้น พ่อเจียงก็จัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ
พอถึงช่วงเที่ยงของวันนี้ ทันทีที่เลิกงาน พ่อเจียงและแม่เจียงก็รีบตรงมาที่นี่เพื่อเตรียมทำอาหารกลางวันรอทันที
แม่เจียงที่กำลังยืนอยู่ตรงระเบียงเหลือบไปเห็นรถของโจวเฉิงเหล่ยขับเข้ามาจึงรีบตะโกนเรียกสามีด้วยความดีใจ “คุณ! คุณคะ! พวกเขามาถึงข้างล่างแล้ว!”
พ่อเจียงรีบล้างมือให้สะอาดสะอ้าน เขาปลดผ้ากันเปื้อนออกแล้วใช้มันเช็ดมือให้แห้ง “เดี๋ยวผมลงไปช่วยยกของเอง คุณคอยดูผัดผักในกระทะไว้นะ ผมปรุงรสไว้เรียบร้อยแล้ว รสชาติกำลังดีเลย อย่าเผลอใส่เพิ่มเข้าไปอีกล่ะ”
“รู้แล้ว…” แม่เจียงรับคำแล้วรีบวิ่งเข้าไปในครัวทันที
พ่อเจียงจึงรีบวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อลงมาถึงข้างล่าง โจวเฉิงเหล่ยก็จอดรถเข้าที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังประคองเจียงเซี่ยลงจากรถอย่างระมัดระวัง
พ่อเจียงที่มาถึงพอดีจึงเอ่ยขึ้น “อาเหล่ย ลูกพาเซี่ยเซี่ยขึ้นไปพักผ่อนบนห้องก่อนเลย เดี๋ยวเรื่องกระเป๋าสัมภาระพ่อจัดการยกขึ้นไปให้เอง”
โจวเฉิงเหล่ยตอบกลับด้วยความเกรงใจ “คุณพ่อช่วยยกแค่กระเป๋าเสื้อผ้าก็พอครับ ที่เหลือเดี๋ยวผมลงมาจัดการเอง” เสื้อผ้ามีไม่เยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าเด็ก ส่วนของอื่นๆ ล้วนเป็นของกินซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมาก
“ใครยกก็เหมือนกันนั่นแหละ” พ่อเจียงพูดพลางลงมือยกของ
การเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นหกในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจียงเซี่ยอีกต่อไป เธอไม่สามารถเดินรวดเดียวจนถึงได้เหมือนเมื่อก่อน สองสามวันมานี้เธอมีอาการปวดหลังและเริ่มเจ็บที่บริเวณหัวหน่าวเล็กน้อย
โจวเฉิงเหล่ยจึงตัดสินใจช้อนตัวอุ้มเธอขึ้นในท่าเจ้าสาวทันที
เขาอุ้มเธอขึ้นบันไดไปสองชั้นแล้ววางเธอลงให้พักสักครู่ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นไปต่อ แต่ด้วยท่าอุ้มที่ไม่ค่อยถนัดนัก ทำให้เจียงเซี่ยรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
เจียงเซี่ยยกมือขึ้นนวดเอวของตัวเองเบาๆ โจวเฉิงเหล่ยเห็นดังนั้นจึงช่วยนวดให้เธอ “เจ็บเหรอ?”
“นิดหน่อยค่ะ”
พ่อเจียงที่เดินตามหลังมาเห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ “พ่อไม่รู้ว่าลูกเดินไม่ไหว ถ้ารู้แต่แรกพ่อคงไปซื้อรถเข็นมาแล้วจะได้ช่วยอาเหล่ยอุ้มลูกขึ้นไป”
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูเดินเองช้าๆ ก็ได้”
“อย่าเลยลูก!” พ่อเจียงรีบห้าม
โจวเฉิงเหล่ยรอจนเจียงเซี่ยพักหายเหนื่อยแล้วจึงอุ้มเธอขึ้นบันไดต่อไป ก้าวเดินของเขาทั้งรวดเร็วและมั่นคง หลังจากพักไปทั้งหมดสองครั้ง ในที่สุดเขาก็พาเธอมาถึงหน้าประตูบ้านได้สำเร็จ
แม่เจียงที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับตกใจ รีบยื่นมือเข้าไปประคองเจียงเซี่ย “เกิดอะไรขึ้นน่ะลูก?”
เจียงเซี่ยเดินเข้าไปในบ้านพลางตอบ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ พอดีพี่เหล่ยเขาไม่วางใจให้หนูเดินขึ้นบันไดเองน่ะค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยมีเหงื่อท่วมตัว ส่วนหนึ่งมาจากความเหนื่อยล้า แต่อีกส่วนใหญ่มาจากความกังวลใจเสียมากกว่า
หลังจากที่เจียงเซี่ยเข้าไปนั่งพักในบ้านเรียบร้อยแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็บอกให้พ่อเจียงนั่งพักผ่อนอยู่ในบ้าน ส่วนตัวเขาเองก็รีบวิ่งลงไปข้างล่างเพื่อขนของที่เหลือขึ้นมา
แต่ถึงอย่างนั้นพ่อเจียงก็ยังคงตามลงไปช่วยอยู่ดี
ทั้งสองคนช่วยกันขนของขึ้นลงอยู่สองรอบ ในที่สุดสัมภาระทั้งหมดก็ถูกนำขึ้นมาไว้บนห้องจนครบ
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจียงเซี่ยก็ได้ใช้ชีวิตรอคลอดอยู่ที่บ้านในเมืองอย่างสบายใจ
เมื่อมีเวลาว่าง ในแต่ละวันหลังจากตื่นนอน เธอก็จะรดน้ำต้นไม้ จากนั้นก็เริ่มทบทวนตำราเรียนสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและข้อสอบที่เคยทำผิดไปอีกครั้ง ซึ่งนี่นับเป็นการทบทวนครั้งที่สี่ของเธอแล้ว
การสอบจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ส่วนกำหนดคลอดของเธอคือกลางเดือนกรกฎาคม
หมอเกาบอกว่าเธออาจจะคลอดก่อนกลางเดือนกรกฎาคมด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เธอตั้งครรภ์ได้สามสิบสามสัปดาห์กว่าแล้ว และจากการตรวจครรภ์ครั้งล่าสุด ทารกก็กลับหัวเข้าสู่เชิงกรานเป็นที่เรียบร้อย
โจวเฉิงเหล่ยแทบจะไม่ยอมขยับตัวห่างจากเจียงเซี่ยเลย นอกจากงานแปลภาษาที่ทำอยู่ที่บ้านแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นใดอีก
อาหารการกินในแต่ละวันก็เป็นหน้าที่ของพ่อเจียงที่จะซื้อของสดมาส่งให้ถึงที่ทุกเช้า
ในช่วงเย็นหลังเลิกงาน พ่อเจียงและแม่เจียงก็จะแวะมาหา ทั้งสองจะอยู่เป็นเพื่อนคุยจนกระทั่งเจียงเซี่ยเข้านอนแล้วจึงค่อยเดินทางกลับบ้าน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ พ่อเจียงจึงเดินทางมาพร้อมกับตะกร้าที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์และผักสดตั้งแต่เช้าตรู่
ส่วนแม่เจียงนั้นมีธุระด่วนต้องกลับไปจัดการที่โรงงาน เนื่องจากมีเสื้อผ้าล็อตหนึ่งถูกส่งไปให้ลูกค้าผิดพลาด ตอนนี้ทางนั้นแจ้งว่าได้รับของเกินจำนวนที่สั่งไป เธอจึงต้องรีบกลับไปตรวจสอบดูว่าเกิดจากความผิดพลาดในการสั่งซื้อของลูกค้า หรือเป็นความผิดพลาดของฝ่ายคลังสินค้าเอง
ลูกค้าแจ้งว่าเขาสั่งซื้อสินค้าไปทั้งหมดเพียงหนึ่งหมื่นชิ้น แต่กลับได้รับสินค้ามากถึงหนึ่งแสนชิ้น
แม่เจียงกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าแล้ว ในช่วงเวลานั้นเจียงเซี่ยกำลังนอนกลางวันอยู่ พ่อเจียงเห็นสีหน้าของภรรยาดูไม่สู้ดีนัก จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ทานข้าวหรือยัง? แล้วตกลงว่าเป็นความผิดของใครกันแน่?”
(จบบท)