บทที่ 548: ลูกอม...ของต้องห้าม
ทันทีที่เถียนไฉ่ฮวาวิ่งหน้าตื่นมาถึง เธอก็เห็นเจียงเซี่ยกำลังก้มลงเก็บหอยขนาดใหญ่ตัวหนึ่งพอดี แม้จะเป็นเพียงเปลือกหอย แต่ขนาดที่ใหญ่โตและลวดลายอันงดงามของมันก็สะดุดตาอย่างยิ่ง หากความจำของเธอไม่ผิดเพี้ยน นี่คือหอยสังข์แตรหนึ่งในสี่ราชินีหอยงามอันเลื่องชื่อ
เจียงเซี่ยเองก็ยังไม่แน่ใจนัก เธอจึงแยกมันใส่ลงในถังน้ำใบเล็กอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เปลือกเป็นรอยขีดข่วน เมื่อเถียนไฉ่ฮวาวิ่งเข้ามาใกล้ขึ้น เจียงเซี่ยจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ นี่มันหอยอะไรเหรอคะ”
“หอยสังข์แตรน่ะสิ คนนิยมซื้อไปตั้งโชว์ไว้ในบ้านกันเยอะแยะเลยนะ เขาว่ากันว่ามันช่วยเรียกโชคลาภเงินทองได้ด้วย ของเธอใหญ่ขนาดนี้ต้องได้ราคาดีแน่ๆ แต่อย่าเพิ่งคิดขายเลย เก็บไว้ที่บ้านเราดีกว่า” เถียนไฉ่ฮวาตอบพลางเหลือบมองของในกระสอบป่านที่วางอยู่ข้างๆ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“นี่เธอโชคดีเกินไปแล้วนะ เก็บหอยมะระได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
เจียงเซี่ยเผยรอยยิ้มบางๆ “น่าจะยังมีอีกนะคะ พี่ลองหาดูสิ”
ได้ยินดังนั้น เถียนไฉ่ฮวาก็รีบแยกตัวออกไปค้นหาทันที
เจียงเซี่ยเดินสำรวจต่อไปอีกครู่หนึ่ง ไม่นานเธอก็พบกับดงหอยอีกกลุ่มหนึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้กอสาหร่าย มันคือหอยหวาน! ของอร่อยชั้นเลิศ!
หญิงสาวไม่รอช้า สองมือของเธอทำงานอย่างรวดเร็ว เธอโกยหอยหวานทั้งเจ็ดแปดตัวลงในกระสอบป่านจนหมดเกลี้ยง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังพบหอยมุกอีกหนึ่งตัวด้วย
เถียนไฉ่ฮวาที่เห็นเหตุการณ์อยู่ไกลๆ อดที่จะร้องทักขึ้นมาไม่ได้ “นั่นมันคงไม่ใช่หอยมุกจากฟาร์มของเราที่โดนคลื่นซัดขึ้นมาหรอกนะ”
พูดจบเธอก็รีบสบถกับตัวเองเบาๆ “เพ้ยๆ ไม่ใช่หรอกน่า ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด”
เจียงเซี่ยมองดูหอยมุกในมือ บนเปลือกของมันมีตะไคร่น้ำและสิ่งสกปรกเกาะติดอยู่หนาเตอะ เธอจึงตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่หรอกค่ะ หอยมุกที่เราเลี้ยงกันมีการทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้สกปรกขนาดนี้”
เถียนไฉ่ฮวามองพิจารณาอีกครั้งแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย “จริงด้วยสิ หอยมุกของเรา ฉันเพิ่งจะขัดตัวให้พวกมันไปเมื่อครึ่งเดือนก่อนเอง ไม่มีทางสกปรกแบบนี้แน่ๆ ตัวนี้เป็นหอยตามธรรมชาติ ไม่รู้ว่าข้างในจะมีไข่มุกหรือเปล่านะ ดูแล้วอายุน่าจะเยอะอยู่เหมือนกัน”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” เจียงเซี่ยตอบขณะที่สายตายังคงกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาของทะเลต่อไป และแล้วเธอก็พบหอยหวานเพิ่มอีกสองตัว
ขออีกสักสิบกว่าตัวก็คงจะพอสำหรับมื้อเย็นแล้ว! ดวงตาคู่สวยของเจียงเซี่ยสอดส่ายไปทั่วผืนทรายอย่างมีความหวัง
ในขณะเดียวกัน สายตาของเถียนไฉ่ฮวาก็เหลือบไปเห็นกองสาหร่ายทะเลที่อยู่ห่างออกไปมีลักษณะนูนขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้วยความสงสัยเธอจึงรีบวิ่งไปดู แล้วก็ต้องดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อพบว่ามันคือหอยเบี้ยตัวใหญ่!
เจียงเซี่ยมองตามแล้วส่งยิ้มให้ “พี่สะใภ้ใหญ่โชคดีจังเลยค่ะ”
“ฉันได้อานิสงส์จากเธอต่างหากล่ะ เปลือกหอยของฉันถึงจะไม่แพงเท่าของเธอ แต่มันก็มีเนื้อนะ” เถียนไฉ่ฮวาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เจียงเซี่ยเดินสำรวจต่อไปเรื่อยๆ และในที่สุดเธอก็เจอสิ่งที่ตามหา หอยหวานอีกหลายตัวซ่อนตัวอยู่ใต้กองสาหร่ายทะเลอย่างแนบเนียน
รวบตึงยกก๊วน!
เสียงหัวเราะดังขึ้นในใจ ความสุขของวันนี้เกิดขึ้นได้เพราะเจ้าหอยพวกนี้จริงๆ ต้องเดินหน้าหาต่อไป!
วันนี้ชายหาดช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหอยนานาชนิดจริงๆ โดยเฉพาะหอยหวานและหอยขี้นกที่มีให้เห็นเกลื่อนกลาด นอกจากนี้ยังมีหอยตลับปะปนอยู่ด้วย
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเจียงเซี่ยก็เก็บของทะเลได้เกือบครึ่งกระสอบป่าน ผู้คนบนชายหาดเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่กองหอยมหาศาลตรงนั้นถูกแบ่งปันกันจนหมด ทุกคนก็เริ่มกระจายตัวออกมาหาตามแนวชายหาดแห่งนี้
พวกผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจสาหร่ายทะเลกันนัก พวกเขาจึงแยกย้ายกันไปสำรวจตามจุดอื่นๆ เผื่อจะเจอของดีอย่างอื่นบ้าง ส่วนคนที่วิ่งมาทางนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิง
เจียงเซี่ยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีจึงประกาศขึ้นว่า “ทุกท่านคะ ถ้าใครเก็บสาหร่ายคอมบุได้แล้วทานไม่หมด เอามาขายให้ฉันได้นะคะ แบบที่ยังไม่ได้ล้างให้จินละห้าเฟิน แต่ถ้าล้างสะอาดแล้วให้จินละหนึ่งเหมาค่ะ”
มีคนหนึ่งได้ยินดังนั้นก็รีบถามทันที “แล้วสาหร่ายอื่นๆกับสาหร่ายวากาเมะรับซื้อด้วยไหม”
เจียงเซี่ยส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่รับค่ะ รับซื้อแค่สาหร่ายคอมบุอย่างเดียว”
เธอสังเกตเห็นว่านอกจากสาหร่ายคอมบุที่มีปริมาณค่อนข้างเยอะแล้ว สาหร่ายชนิดอื่นกลับมีไม่มากนัก เธอจึงไม่อยากเสียเวลาจัดการกับมันหลายอย่าง ทำแค่สาหร่ายคอมบุอย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว
เพียงเท่านั้น บรรดาหญิงสาวทั้งหลายก็ก้มหน้าก้มตาแย่งกันเก็บสาหร่ายคอมบุกันเป็นพัลวัน เพียงแค่นำไปล้างน้ำให้สะอาดก็ได้ราคาถึงจินละหนึ่งเหมา ใครกันจะไม่อยากเก็บ แค่เก็บได้สิบจินก็ได้เงินเท่ากับค่าแรงถักแหทั้งวันแล้ว และด้วยปริมาณสาหร่ายที่เกลื่อนชายหาดขนาดนี้ การจะเก็บให้ได้สักสามสิบสี่สิบจินนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
แม้แต่เด็กๆ ก็ยังกระตือรือร้นกันอย่างเต็มที่ เพราะเงินหนึ่งเหมาสำหรับพวกเขานั้นถือว่ามากมายมหาศาล
เจียงเซี่ยเดินสำรวจไปทั่วชายหาดที่ปกคลุมไปด้วยสีเขียวของสาหร่ายจนพอใจ เธอเก็บหอยได้เกือบครึ่งกระสอบและสาหร่ายคอมบุอีกหลายจิน เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้วจึงคิดจะเดินทางกลับบ้าน
สายตาของเธอมองไปยังจุดที่โจวเฉิงเหล่ยอยู่ เขากับโจวเฉิงเซินกำลังช่วยกันเก็บอวนที่วางดักไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
เจียงเซี่ยจึงเดินตรงเข้าไปหาพวกเขา
ทั้งสองคนเก็บอวนเสร็จอย่างรวดเร็ว โจวเฉิงเหล่ยเดินเข้ามาหาภรรยาแล้วยื่นมือไปรับกระสอบหอยจากเธอมาถือไว้เอง
เจียงเซี่ยมองลงไปในถังของเขา เห็นมีหอยอยู่จำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยกุ้งลายเสือและปูม้าอีกหลายตัว เธอจึงยิ้มพลางถามว่า “เมื่อกี้ได้หอยมากี่กระสอบคะ”
“หกกระสอบ”
“เก็บได้เยอะเหมือนกันนะคะ งั้นเรากลับบ้านกันเถอะ”
“ไม่เก็บต่อแล้วเหรอ”
“ไม่แล้วค่ะ ฉันกลัวว่าลูกๆ จะตื่นกันแล้ว”
“ถ้างั้นก็กลับกัน”
ทั้งสามคนเดินขึ้นมาจากชายหาดด้วยกัน แล้วช่วยกันนำรถลากที่บรรทุกหอยหลายกระสอบกลับบ้านไป
*
บ้านตระกูลโจว
เด็กแฝดสามตื่นนอนกันแล้ว หลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จเรียบร้อย โจวโจวและโจวอิ๋งก็นั่งอยู่หน้ารถเข็นเด็ก คอยเล่นเป็นเพื่อนและดูแลน้องๆ อย่างใกล้ชิด โดยมีพ่อโจวนั่งเฝ้าดูอยู่ไม่ห่าง
ส่วนแม่โจวกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอยู่ในห้องครัว
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนเรียกมาจากหน้าลานบ้าน “หย่งฝู อยู่บ้านไหม”
พ่อโจวจึงหันไปกำชับโจวโจวและโจวอิ๋งให้ดูแลน้องๆ ให้ดี ก่อนจะเดินออกไปดู “อยู่สิ มีเรื่องอะไรเหรอ”
“คือว่าแม่ของฉันเมื่อกี้เผลอลื่นล้มในลานบ้าน อยากจะขอยืมรถไถของนายไปส่งโรงพยาบาลหน่อยน่ะ”
พ่อโจวตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล “ได้เลย ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันขับรถไปให้”
แม่โจวซึ่งกำลังซาวข้าวอยู่ ได้ยินบทสนทนาก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรมากหรือเปล่า ทำไมถึงไม่ระมัดระวังกันเลยนะ”
“ลานบ้านมันมีตะไคร่น้ำเกาะเยอะ พอฝนตกพื้นก็เลยลื่นน่ะสิ เขาก็เลยลื่นล้มลงไปกองกับพื้น ร้องโอดโอยว่าเจ็บมาก พวกเราจะช่วยพยุงให้ลุกขึ้นก็ลุกไม่ไหว ไม่รู้ว่าเป็นอะไรหนักหนาหรือเปล่า เลยว่าจะพาไปให้หมอดูสักหน่อย”
“ลุกไม่ขึ้นเลยเหรอ ต้องเจ็บมากแน่ๆ ลานบ้านแบบนั้นต้องขยันขัดล้างบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นพอมีตะไคร่ขึ้นแล้วมันจะลื่นล้มง่าย ผู้สูงอายุก็ยิ่งซุ่มซ่ามอยู่ด้วย” แม่โจวบ่นพึมพำ เธอขัดล้างลานบ้านทุกวันจนสะอาดเอี่ยม โดยเฉพาะช่วงที่เจียงเซี่ยท้องแก่ เธอยิ่งไม่กล้าปล่อยปละละเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“ฉันก็แค่ขี้เกียจไปหน่อยเท่านั้นเอง” ชายคนนั้นตอบอย่างรู้สึกผิด
พ่อโจวหยิบกุญแจแล้วขับรถไถออกมาจากหลังบ้าน
โจวโหย่วซิงรีบพูดขึ้น “หย่งฝู คือฉันขับรถไถไม่เป็นน่ะ นายพอจะมีเวลาว่างไปส่งพวกเราหน่อยได้ไหม”
พ่อโจวหันไปมองหน้าแม่โจวเป็นเชิงปรึกษา หากปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียวจะรับมือไหวหรือไม่
แม่โจวจึงรีบพูดขึ้น “ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวเสี่ยวเซี่ยกับพวกเขาก็คงใกล้จะกลับมาแล้ว อีกอย่างโจวโจวกับอิ๋งอิ๋งก็ช่วยดูแลน้องๆ ได้อยู่”
“ถ้างั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันจะแวะไปเรียกอาเหล่ยกับพวกเขากลับบ้านด้วยเลย”
ว่าแล้วพ่อโจวก็ขับรถไถออกไปเพื่อช่วยส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาล
แม่โจวเดินกลับเข้ามาในบ้านเพื่อดูหลานๆ โจวโจวและโจวอิ๋งกำลังหยิบหนังสือนิทานภาพเล่มหนึ่งขึ้นมา แล้วเล่าเรื่องราวในนั้นให้น้องๆ ฟัง
เด็กแฝดสามนอนฟังอย่างเงียบสงบ มีเพียงแขนขาเล็กๆ ที่ขยับไปมาเป็นครั้งคราว ดวงตากลมโตของพวกเขามองตามการเคลื่อนไหวของมือพี่สาวทั้งสองที่กำลังพลิกหน้าหนังสือไปทีละหน้า
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แม่โจวจึงกลับไปทำอาหารต่อ
หลังจากเล่านิทานไปได้สักพัก โจวอิ๋งก็เริ่มรู้สึกคอแห้ง เธอจึงลุกไปดื่มน้ำ สายตาพลันเหลือบไปเห็นลูกอมบนโต๊ะ ความอยากกินก็ผุดขึ้นมาทันที เธอจึงหยิบลูกอมนมยี่ห้อกระต่ายขาวขึ้นมาสองเม็ด แล้วแบ่งให้โจวโจวหนึ่งเม็ด
สองพี่น้องนั่งกินลูกอมไปพลาง คุยกับแฝดสามไปพลาง
เด็กแฝดสามได้แต่นอนมองพี่สาวทั้งสองที่กำลังเคี้ยวลูกอมกันอย่างเอร็ดอร่อย ปากเล็กๆ ของพวกเขาก็ขยับตามไปด้วย
โจวอิ๋งเห็นดังนั้นก็คิดว่าน้องๆ คงจะอยากกินลูกอมเหมือนกัน
เธออมลูกอมอยู่ในปาก รู้สึกว่าการที่ตัวเองได้กินแต่น้องๆ ไม่ได้กินนั้นมันดูไม่ดีเอาเสียเลย จึงเอ่ยชวนน้องสาวขึ้นว่า “เราป้อนลูกอมให้น้องๆ กินกันไหม”
โจวโจวรีบปฏิเสธ “แต่คุณอาเล็กบอกว่าน้องยังเล็กมาก ยังไม่มีฟัน นอกจากนมแล้วยังกินอย่างอื่นไม่ได้นะ”
โจวอิ๋งแย้งขึ้น “กินลูกอมไม่ต้องใช้ฟันสักหน่อย แค่อมๆ เลียๆ ก็พอแล้ว”
โจวโจวถึงกับพูดไม่ออก “…”
“แต่น้องจะกินลูกอมได้เหรอ”
“ลูกอมนมยี่ห้อนี้ก็ทำมาจากนมเหมือนกัน พอมันละลายในปากก็กลายเป็นนม ทำไมจะกินไม่ได้ล่ะ ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เรากินลูกอมเยอะก็เพราะกลัวฟันจะผุ แต่น้องๆ ยังไม่มีฟันสักซี่ ไม่เห็นต้องกลัวเลย เราให้พวกเขาเลียๆ ชิมๆ ก็พอแล้ว ดูสิน้องมองพวกเราตาแป๋วเลย เดี๋ยวก็ร้องไห้งอแงหรอก” โจวอิ๋งอ้าปากกว้างให้โจวโจวดูน้ำตาลนมที่ละลายอยู่ในปาก “เห็นไหมล่ะ มันก็เหมือนนมดีๆ นี่เอง”
โจวโจวมองดูแล้วก็รู้สึกว่ามันคล้ายๆ กัน แต่ในใจก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็หาเหตุผลมาค้านไม่ได้
โจวอิ๋งจึงหยิบลูกอมนมขึ้นมาอีกสามเม็ด แกะกระดาษห่อออก แล้วใช้นิ้วมือคีบลูกอมเม็ดหนึ่งยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของน้องสาวคนเล็ก “เราอย่าเพิ่งใส่เข้าไปในปากพวกเขาทั้งเม็ดนะ ใช้มือจับให้พวกเขาเลียๆ เอาก็พอ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะติดคอ เหมือนที่ฉันทำนี่ไง”
โจวอิ๋งค่อยๆ แตะลูกอมลงบนริมฝีปากของน้องสาว ปากเล็กๆ ของหนูน้อยก็เริ่มขยับทันที ในตอนแรกเป็นเพียงการดูดตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อได้ลิ้มรสความหวาน เธอก็เริ่มดูดแรงขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“เห็นไหมล่ะ น้องชอบกินมากเลย”
โจวโจวเห็นดังนั้นก็คล้อยตาม เธอจึงหยิบลูกอมนมกระต่ายขาวอีกเม็ดหนึ่งขึ้นมา แล้วป้อนให้น้องชายลองชิมบ้าง
ขณะเดียวกัน แม่โจวที่ล้างผักเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รู้สึกผิดสังเกตขึ้นมา ทำไมในบ้านมันถึงได้เงียบผิดปกติเช่นนี้
หรือว่าหลานแฝดสามจะโดนโจวโจวกับโจวอิ๋งกล่อมจนหลับไปแล้ว
เธอเช็ดมือที่เปียกชื้นกับผ้ากันเปื้อนพลางเดินเข้ามาในห้องนอนอย่างเงียบๆ
(จบบท)