บทที่ 602: รังเกียจ
จางรุ่ยเอ่ยขึ้น “ได้สิ พี่มีบัตรเชิญอยู่ใบนึง เดี๋ยวให้เธอ”
เมื่อหลี่ชิวเฟิ่งได้ยินว่าต้องใช้บัตรเชิญด้วย ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเข้าไปชมก็เข้าไปได้เลย เธอจึงรีบปฏิเสธทันที “ไม่เป็นไรค่ะพี่ หนูแค่คิดว่าเข้าไปดูได้เลย ไม่ได้อยากไปขนาดนั้น”
แววตาที่ใสซื่อของหลี่ชิวเฟิ่งทำให้จางรุ่ยมองทะลุปรุโปร่งว่าแท้จริงแล้วเธออยากไป แต่แค่เขินอายที่จะรับมันไว้ตรงๆ
จางรุ่ยจึงพูดต่อ “พี่ก็ไม่มีใครจะให้เหมือนกัน ตัวพี่เองก็ไม่ได้ต้องการใช้ ถ้าเธอไม่ไปก็เสียของเปล่าๆ”
หลี่ชิวเฟิ่งไม่เชื่อหรอกว่าจะเสียของเปล่า คงมีคนมากมายที่อยากได้บัตรเชิญใบนี้ “หนูไม่ไปดีกว่าค่ะ อากาศหนาวจะตาย ไม่อยากออกจากบ้านเลย ว่าจะอยู่ถักเสื้อไหมพรมน่ะค่ะ”
บัตรเชิญใบนี้เป็นสิ่งที่จางรุ่ยอุตส่าห์ไปหามาโดยเฉพาะ เขามีภารกิจในใจ ที่บอกว่าอยากให้เธอไปชมพิธีการนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง ความจริงแล้วเขาแค่อยากให้เธอไปเห็นเขาในวันงานต่างหาก
แต่จางรุ่ยก็ไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ เขาเดินเข้าไปในห้องหนังสือพร้อมกับยื่นบัตรเชิญให้โจวเฉิงเหล่ย “ญาติผู้น้องของเธอน่าจะอยากไปนะ แต่เธอคงไม่กล้ารับจากฉันโดยตรง ฉันให้นายแล้วกัน นายค่อยเอาไปให้เธอทีหลัง”
โจวเฉิงเหล่ยและจางหรงต่างพากันจ้องมองมาที่เขา
จางหรงถามขึ้น “นี่แกเป็นอะไรของแก?”
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่น้องชายของเขาต้องไปดิ้นรนหาบัตรเชิญพวกนี้มา?
จางรุ่ยนั่งลงพลางตอบกลับ “เป็นอะไรของผมที่ไหนกัน?”
“คุณย่าบอกให้แกกลับไปที่บ้านใหญ่วันชาติ เพื่อไปดูตัวหลานสาวของบ้านต่ง ฉันรับปากแทนแกไปแล้ว”
จางรุ่ยถึงกับตาโต “เดี๋ยวนะ พี่ไปรับปากอะไรแทนผม? พี่รับปากเองพี่ก็ไปดูเองสิ ยังไงผมก็ไม่ไป!”
“แล้วเจิงจิ้งล่ะ? คุณย่าเจิงก็มาคุยกับคุณย่าเราเหมือนกัน คุณย่าเลยบอกให้แกกลับบ้านวันชาติ จะได้นัดสองบ้านกินข้าวกัน”
จางรุ่ยปวดหัวตุบๆ “ไม่กิน ไม่ว่าง! ผู้หญิงบ้านพวกนั้นขายไม่ออกกันหรือไง ถึงได้มาจ้องจะจับฉันกันหมด!”
จางหรงเอ่ยต่อ “คุณย่าเห็นว่าญาติผู้น้องของอาเหล่ยนิสัยดี อยากจะแนะนำให้แกรู้จัก แกจะไปเจอไหมล่ะ?”
“ไม่เจอ! ไม่เจอใครทั้งนั้น! แล้วนั่นญาติกันนะ ไม่ได้ยินหรือไงว่าญาติใกล้ชิดกันแต่งงานกันไม่ได้?”
เดี๋ยวนะ... ญาติผู้น้องมาจากไหนกัน? บ้านเขามีญาติผู้น้องด้วยเหรอ? “ญาติผู้น้องคนไหน?”
“ญาติผู้น้องของอาเหล่ยไง”
โจวเฉิงเหล่ยสวนกลับทันควัน “อยู่ให้ห่างจากญาติของฉันไว้เลย”
จางรุ่ย “...”
ไม่ใช่สิ ทำไมต้องให้เขาอยู่ห่างๆ ด้วย? พี่สี่รังเกียจเขาหรือยังไงกัน?
ยิ่งใกล้วันชาติ บรรยากาศแห่งความสุขและความรื่นเริงก็ยิ่งคึกคักและเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในมหาวิทยาลัยหรือตามท้องถนนก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ช่วงพลบค่ำหลังเลิกเรียน เมื่อเจียงเซี่ยกลับมาถึงบ้าน เธอยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าประตูรั้ว ก็ได้ยินเสียงพ่อกับแม่กำลังหยอกล้อเล่นกับหลานๆ อยู่ในสวนแล้ว
เด็กๆ ส่งเสียง “อืม...อืม...” ตอบรับอย่างน่าเอ็นดู
เจียงเซี่ยเข็นจักรยานเข้ามาในบ้านด้วยความประหลาดใจ “พ่อคะ แม่คะ มากันได้ยังไงคะเนี่ย?”
“ก็วันชาติน่ะสิลูก พ่อต้องมาทำงานที่นี่พอดี แม่เขาก็เลยตามกลับมาด้วย!” พ่อเจียงอุ้มหลานสาวตัวน้อยลุกขึ้นยืน แล้วพินิจมองลูกสาวของตนเอง...ดูผอมลงอีกแล้ว!
หลานทั้งสามคนดูอ้วนท้วนสมบูรณ์และตัวสูงขึ้น แต่ลูกสาวของเขากลับผอมลง
เจียงเซี่ยจับมือน้อยๆ อวบอ้วนของลูกสาวพลางพูดว่า “พวกเราว่าจะกลับบ้านกันมะรืนนี้พอดีเลยค่ะ!”
โจวเฉิงเหล่ยจองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าแล้ว เป็นเที่ยวบินเวลาบ่ายสองโมงของวันที่สามสิบกันยายน ซึ่งตรงกับวันศุกร์พอดี และเจียงเซี่ยก็ไม่มีเรียนในช่วงบ่าย
“พ่อรู้แล้วล่ะ พ่อกับแม่กะว่าจะกลับวันที่สองตุลาหลังหมดวันหยุดยาว”
แม่เจียงรู้สึกไม่สบายใจ จึงตัดสินใจเดินทางมาพร้อมกับสามี “แม่กับพ่อแวะมาดูพวกหนูน่ะ แล้ว...คนนั้นเขาไม่ได้มาหาลูกใช่ไหม?”
พ่อเจียงได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ ภรรยาของเขาช่างกังวลเกินเหตุ มีที่ไหนกันมาถึงก็ถามคำถามนี้เลย บรรยากาศกำลังดีๆ อยู่แท้ๆ ต่อให้มาจริงๆ ก็ไม่เห็นต้องกลัว! ความจริงก็คือความจริง ลูกสาวของเขาก็คือลูกสาวของเขา ใครหน้าไหนก็มาแย่งไปไม่ได้!
เจียงเซี่ยตอบ “ไม่มีนี่คะ ไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันสักหน่อย เขาจะมาหาหนูทำไมกัน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่เจียงก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่มาตามหา ก็คงจะไม่มาหาเจียงเซี่ยแล้วจริงๆ
พ่อเจียงมองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง “ทั้งเรียนทั้งเลี้ยงลูกก็เหนื่อยพอแล้วนี่ยังจะไปร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจาอีก อย่าหักโหมจนร่างกายทรุดนะลูก นี่ก็ผอมลงอีกแล้ว”
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ แล้วก็ไม่ได้ผอมลงด้วย แค่กล้ามเนื้อมันกระชับขึ้นต่างหาก ปั่นจักรยานทุกวัน มหาวิทยาลัยก็ใหญ่ซะขนาดนั้น ตอนนี้ขาหนูแข็งโป๊กเลยนะ!” เจียงเซี่ยตบต้นขาเรียวยาวในกางเกงยีนส์ของตัวเองเสียงดัง ‘แปะๆ’
“สมญานาม ‘ขาทองคำ’ เลยนะ!”
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองเจียงเซี่ย ช่วงนี้เธอดูร่างกายแข็งแรงกระชับขึ้นจริงๆ
พ่อเจียงถึงกับหลุดหัวเราะออกมากับการเล่นตลกของลูกสาว “พูดจาเหลวไหล”
เจียงตงโพล่งขึ้น “พ่อครับ พ่อไม่เห็นมองผมบ้างเลย ผมนี่แหละที่ผอมลง!”
พ่อเจียงเหลือบมองลูกชายด้วยสายตาตำหนิ “นี่แกกินฟรีอยู่ฟรีบ้านพี่เขยจนตัวจะแตกเป็นหมูอยู่แล้ว ยังจะบอกว่าผอมอีก!”
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ?”
เขาออกกำลังกายทุกวันนะ!
จางฟู่เหยียนหัวเราะคิกคัก “อ้วนขึ้นจริงๆ นั่นแหละ!”
เจียงตง “...”
“พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะกลับไปกินข้าวที่มหาลัย!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันทั้งครอบครัว
พ่อเจียงหันไปพูดกับลูกสาวอีกครั้ง “ถ้าพวกหนูกลับกันมะรืนนี้แล้วไปถึงดึกดื่น ก็มานอนค้างที่บ้านเราก่อนได้นะ หรือจะกลับไปนอนที่ห้องของพวกลูกก็ได้ พ่อกับแม่ทำความสะอาดไว้หมดแล้ว”
ทุกเช้าพ่อเจียงจะวิ่งไปที่ห้องของเจียงเซี่ยเพื่อทำความสะอาด เปิดหน้าต่างระบายอากาศ แล้วขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อดูแลสวนผักเล็กๆ ของเธอ เขากับภรรยาไม่ค่อยได้ทานข้าวที่บ้านเท่าไหร่ ผักที่ปลูกไว้ก็เพียงพอสำหรับสองคนตายาย บางครั้งยังเหลือพอที่จะแบ่งให้เพื่อนร่วมงานได้อีกด้วย
“ค่ะ”
เจียงเซี่ยคิดว่าคงต้องค้างในตัวเมืองสักคืนหนึ่ง เมื่อลงจากเครื่องบินก็น่าจะประมาณสี่โมงเย็นแล้ว ป้าสะใภ้รองคงไม่มีรถกลับบ้านแล้ว หากจะเดินทางกลับหมู่บ้านด้วยกัน วันรุ่งขึ้นก็ต้องกลับเข้ามาในเมืองเพื่อขึ้นรถอีก มันจะวุ่นวายเกินไป
ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าทุกคนจะค้างคืนในเมืองด้วยกัน ถือโอกาสพาเด็กๆ ไปตรวจสุขภาพ แล้วค่อยเดินทางกลับหมู่บ้านในเช้าวันถัดไป
แต่เมื่อมีป้าสะใภ้รองอยู่ด้วย เธอจึงไม่คิดที่จะไปนอนบ้านพ่อแม่ กลับไปนอนที่ห้องของตัวเองน่าจะดีกว่า
แม่เจียงไม่อยากรอสามีแล้ว “งั้นแม่กลับบ้านพร้อมพวกเธอเลยดีกว่า ตอนนี้ยังจองตั๋วได้อยู่ไหม?”
สามีของเธอมาทำงาน แต่เธออยู่ต่อก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี ในเมื่อหลานๆ ก็กลับกันหมดแล้ว เธอจะอยู่ต่อทำไมกัน?
เจียงตงอาสา “เดี๋ยวผมโทรไปถามให้ครับ”
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ เขาก็จะไปส่งจางฟู่เหยียนกลับบ้านแล้วค่อยโทรศัพท์ไปจองตั๋วเครื่องบิน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยมีเรียนแต่เช้า เธอจึงรีบป้อนนมลูกๆ ทานอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว แล้วเดินกลับเข้าห้องไปบอกโจวเฉิงเหล่ยว่า “ฉันไปเรียนก่อนนะ!”
“ใส่เสื้อคลุมไปด้วยสิ วันนี้ข้างนอกลมแรง” โจวเฉิงเหล่ยกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก แต่ก็ยังลุกขึ้นไปหยิบเสื้อคลุมมาให้เธอ
เขายังคงออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้าเช่นเคย และเมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาที่ลูกๆ ตื่นพอดี วันนี้อากาศเย็นลงเล็กน้อยและมีลมแรง
“อืม” เจียงเซี่ยรับคำ หยิบเสื้อคลุมมาพาดแขน คว้ากระเป๋าหนังสือแล้วเข็นจักรยานออกจากบ้านไป
พ่อเจียงวิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี เขาเห็นแต่ไกลว่าเสื้อคลุมของลูกสาววางพาดอยู่บนแฮนด์จักรยาน จึงหยิบมันขึ้นมาแล้วส่งสัญญาณให้
“ลมแรงนะ ใส่เสื้อคลุมก่อนสิ! แล้วทำไมไม่ให้น้องขับรถไปส่ง”
เจียงเซี่ยจำใจต้องยื่นมือไปสวมเสื้อคลุม “มันไม่สะดวกนี่คะ”
เธอต้องไปๆ มาๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยสองแห่ง เวลาเลิกเรียนก็ไม่ตรงกับเจียงตง การขี่จักรยานจึงสะดวกกว่ามาก
“ติดกระดุมให้เรียบร้อยด้วย”
เจียงเซี่ยทำตามอย่างว่าง่าย เธอสวมเสื้อคลุมและติดกระดุมเรียบร้อยก่อนจะออกจากบ้านไป
ทว่าพอขี่จักรยานออกมาได้ไม่ไกล เธอก็ถอดเสื้อคลุมออก เพราะเธอขี่จักรยานเร็ว ทำให้เหงื่อออกง่าย
หลังเลิกเรียนในตอนบ่าย เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นพอดี เจียงเซี่ยกับจางฟู่เหยียนจึงชวนกันไปเดินเล่นเป็นเพื่อนแม่เจียง
ทั้งสามคนไปที่ร้านมิตรภาพ เจียงเซี่ยตั้งใจจะซื้อนาฬิกาให้แม่ เมื่อคืนตอนที่แม่เจียงช่วยอาบน้ำให้หลานๆ เธอถอดนาฬิกาออกแล้วเผลอทำตกใส่กะละมังน้ำจนน้ำเข้าและหยุดเดินไป การไม่มีนาฬิกาทำให้ไม่สะดวก เจียงเซี่ยจึงอาสาพามาซื้อเรือนใหม่
แม่เจียงถูกใจนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Longines เรือนหนึ่ง มันมีดีไซน์ที่เรียบง่ายและดูดีมาก
เมื่อลองสวมบนข้อมือก็ดูสวยสง่า ทว่า...
“แต่มันแพงไปหน่อยนะลูก”
ราคาตั้งสามร้อยกว่าหยวน เรือนเก่าของเธอราคาแค่ร้อยกว่าหยวนเอง
เจียงเซี่ยบอก “ไม่แพงหรอกค่ะ สวยดีออก”
อันที่จริงแล้ว เจียงเซี่ยอยากให้แม่ซื้อนาฬิกายี่ห้อ Rolex รุ่นนั้นมากกว่า เพราะมันสามารถรักษามูลค่าได้ดีกว่าในอนาคต แต่แม่ของเธอไม่ชอบ
จางฟู่เหยียนพยักหน้าเห็นด้วย “เหมาะกับบุคลิกของคุณน้ามากเลยค่ะ”
เจียงเซี่ยควักเงินออกมาพร้อมกับพูดกับพนักงานขาย “พวกเราเอารุ่นนี้ค่ะ”
แล้วเธอก็จ่ายเงินไป
พนักงานขายกล่าวด้วยความชื่นชม “คุณมีลูกสาวที่กตัญญูจริงๆ นะคะ!”
ถ้าเธอมีลูกสาวที่ดีแบบนี้บ้างก็คงจะดี
แม่เจียงได้แต่ยิ้มรับ
ลูกๆ ทั้งสองคนของเธอกตัญญูเป็นที่สุด
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะเดินออกจากร้านนั่นเอง สายตาก็พลันไปปะทะเข้ากับต่งเยี่ยนที่เดินเข้ามาพอดี
(จบบท)
ผู้แปล F