บทที่ 609: ก้างขวางคอ
โจวเฉิงเหล่ยเดินตรงเข้าไปยืนขวางหน้าชายคนนั้นจนมิด บดบังทัศนียภาพที่เขากำลังจับจ้องอยู่ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
ชายหัวล้านเงยหน้าขึ้นมองโจวเฉิงเหล่ย ก่อนจะพบว่าบุรุษตรงหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่กว่าตนเองอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร “พี่ชาย โรงงานแห่งนี้เป็นของคุณเหรอครับ”
“อืม” โจวเฉิงเหล่ยตอบรับในลำคอ
“แล้วที่ดินผืนใหญ่รอบๆ โรงงานนี่ก็ด้วยใช่ไหม” ชายหัวล้านยังคงซักถามต่อด้วยรอยยิ้ม
“ใช่”
“โรงงานของคุณก็ดูเหมือนจะสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่นา แล้วที่ดินที่เหลือคงไม่ได้ใช้งานอะไรแล้วใช่ไหมล่ะครับ พอจะแบ่งขายให้ผมได้หรือเปล่า เรื่องราคาน่ะคุยกันได้สบายมากเลยนะ”
ชายหัวล้านเฝ้ารอคอยเจ้าของที่ดินผืนนี้มานานหลายวันแล้ว เขาได้รับมอบหมายจากนายทุนใหญ่ชาวฮ่องกงให้มาเสาะหาที่ดินแปลงงามเพื่อสร้างโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทว่าที่ดินในบริเวณนี้กลับมีเจ้าของจับจองไปจนหมดสิ้น
จากการสืบเสาะข้อมูล เขาได้ความว่าที่ดินผืนใหญ่นับสิบไร่ผืนนี้ยังไม่มีแผนที่จะก่อสร้างโรงงานใดๆ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากปากของคนงานในโรงงานแห่งนี้นั่นเอง
ในขณะที่ที่ดินผืนอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงต่างกำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบ หรือไม่ก็กำลังเตรียมการที่จะเริ่มก่อสร้างในไม่ช้า แม้กระทั่งที่ดินที่ยังไม่มีการลงมือก่อสร้าง ก็ล้วนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนต่างชาติรายใหญ่ หรือไม่ก็เป็นการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีฐานะทางการเงินที่มั่งคั่งและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ การจะเข้าไปเจรจาขอซื้อที่ดินจากกลุ่มคนเหล่านี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
มีเพียงที่ดินผืนนี้เท่านั้นที่เป็นของเอกชน และที่สำคัญคือมีเจ้าของเพียงคนเดียว ซึ่งทำให้การเจรจาต่อรองดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก
นายทุนใหญ่ของเขาถึงกับลงทุนเชิญซินแสชื่อดังจากฮ่องกงมาดูฮวงจุ้ย และก็เป็นไปตามคาด ที่ดินผืนนี้มีฮวงจุ้ยที่ดีเลิศที่สุดในบรรดาที่ดินทั้งหมดในบริเวณนี้ ด้วยความที่นายทุนของเขาเป็นคนที่เชื่อถือในเรื่องศาสตร์เร้นลับเหล่านี้อย่างสุดหัวใจ เขาจึงกำชับให้ชายหัวล้านพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ที่ดินผืนนี้มาครอบครองให้จงได้ แม้จะต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าปกติก็ยอม
แน่นอนว่าข้อมูลสำคัญเหล่านี้ เขาไม่มีทางปริปากบอกกับเจ้าของที่ดินเป็นอันขาด เพราะเขายังหวังที่จะทำกำไรจากส่วนต่างของราคาอีกทอดหนึ่ง แค่เพียงเศษเงินที่ลอดออกมาจากง่ามนิ้วของนายทุนใหญ่ ก็มากพอที่จะทำให้เขาสุขสบายไปได้ทั้งชาติแล้ว
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก “ไม่ขายครับ เรายังต้องใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนี้”
“โรงงานของคุณก็สร้างเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอครับ ผมเห็นว่าเริ่มก่อกำแพงล้อมรอบแล้วด้วยซ้ำ คนงานของคุณก็บอกว่าใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วนี่นา พี่ชายครับ เจ้านายของผมเป็นคนมีฐานะมั่งคั่ง เรื่องราคาต่อรองกันได้สบายมาก รับรองได้เลยว่าจะไม่ทำให้คุณต้องขาดทุนอย่างแน่นอน” ชายหัวล้านพยายามโน้มน้าวอย่างสุดความสามารถ
“ต่อให้เสนอราคาสูงแค่ไหนก็ไม่ขาย”
“แล้วคุณจะเก็บที่ดินไว้ใช้ทำอะไรกันล่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้นอีกต่อไป เขาไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องอธิบายเรื่องส่วนตัวให้กับคนแปลกหน้าได้รับรู้
เมื่อสิ้นสุดบทสนทนา โจวเฉิงเหล่ยก็จูงมือเจียงเซี่ยให้ก้าวขึ้นรถจี๊ป ก่อนจะเคลื่อนรถออกไปจากบริเวณนั้นทันที
ในตอนที่โจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ พวกเขาวางแผนการใช้งานไว้อย่างชัดเจนแล้ว โรงงานแปรรูปอาหารจะใช้พื้นที่เพียงสิบไร่ในระยะแรก และจะสำรองที่ดินไว้อีกสิบไร่สำหรับการขยายโรงงานในอนาคต ส่วนที่ดินที่เหลืออีกสามสิบไร่นั้น พวกเขาวางแผนที่จะสร้างโรงงานอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหากไม่ได้ดำเนินกิจการด้วยตนเอง ก็สามารถปล่อยให้เช่าเพื่อเก็บค่าเช่าได้
ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่จางหรงเคยแนะนำก็ยังไม่แน่ว่าจะเหมาะสมหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โจวเฉิงเหล่ยก็ตั้งใจที่จะใช้ที่ดินผืนนี้สร้างโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของตนเองขึ้นมา การมีโรงงานสองแห่งตั้งอยู่ใกล้กันเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องสะดวกสำหรับเจียงเซี่ยในการบริหารจัดการ
ชายหัวล้านมองตามรถจี๊ปที่ขับจากไปจนลับสายตา ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่สบอารมณ์
“หึ เก็บไว้ทำซากอะไรกันวะ หรือว่าจะสร้างโรงงานเพิ่มอีกสักแห่งรึไง มีปัญญาหาเงินมาสร้างหรือเปล่าเถอะ ถ้ามีเงินเยอะขนาดนั้นจริง ทำไมไม่สร้างให้มันใหญ่โตไปเลยทีเดียวตั้งแต่แรกล่ะ”
แค่ขับรถจี๊ปคันเดียว คิดว่าเท่ห์นักหรือไง คงไม่เคยเห็นรถหรูของจริงสินะ
ชายหัวล้านเหลือบมองที่ดินผืนงามที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า พลางครุ่นคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะให้นายทุนใหญ่ของเขาเป็นผู้เจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
กั๊กที่ไว้เฉยๆ ไม่ทำประโยชน์ มันจะไปมีค่าอะไรกัน บางทีอาจจะเป็นเพราะต้องการเรียกร้องเงินเพิ่มก็เป็นได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหัวล้านจึงรีบขี่รถมอเตอร์ไซค์ของตนจากไป
โจวเฉิงเหล่ยขับรถพาเจียงเซี่ยตระเวนสำรวจไปทั่วบริเวณนั้นอย่างช้าๆ
บริเวณนี้ถูกกำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรม ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ปัจจุบันที่ดินผืนงามในแถบนี้ล้วนมีเจ้าของจับจองไปจนหมดสิ้นแล้ว ทั่วทุกหนแห่งกำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ถนนดินลูกรังเต็มไปด้วยรถบรรทุกและคนงานก่อสร้างที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
ฝุ่นดินตลบอบอวล บรรยากาศโดยรอบคึกคักและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเริ่มต้น ก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่และความหวังครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง
นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่พวกเขาตัดสินใจซื้อที่ดินผืนใหญ่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากมาช้ากว่านี้ คงไม่มีที่ดินเหลือให้จับจองอีกแล้ว
เจียงเซี่ยสังเกตเห็นว่าโรงงานหลายแห่งที่กำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณนี้ มีหลายแห่งที่เป็นผลงานการก่อสร้างของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่พวกเขาได้เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นไว้
“หุ้นพวกนั้นน่ะ ซื้อไว้ไม่เสียแรงจริงๆ ด้วยสินะ” เจียงเซี่ยเอ่ยขึ้นด้วยความพึงพอใจ
โจวเฉิงเหล่ยซึ่งกำลังทำหน้าที่เป็นสารถีอยู่ ได้แต่ส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาสิบโมงครึ่งแล้ว เด็กๆ ทั้งสามคนยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง
เจียงเซี่ยรีบเข้าไปล้างหน้าล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สวมใส่สบายกว่าเดิม พอเธอเดินออกมาจากห้องนอน เด็กๆ ก็เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ราวกับรู้ว่ามารดาของตนกลับมาแล้ว
เจียงเซี่ยตรงเข้าไปอุ้มลูกๆ ทีละคน กอดพวกเขาไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่น พลางพูดคุยหยอกล้อกับพวกเขาด้วยความรักใคร่
เด็กน้อยทั้งสามดูเหมือนจะหิวกันแล้ว พวกเขาพยายามซุกไซร้ใบหน้าเล็กๆ เข้าหาอ้อมอกของมารดา พลางส่งเสียง “อืมๆ อาๆ” ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ มากมายให้เธอฟัง
รอจนกระทั่งโจวเฉิงเหล่ยชงนมผงเสร็จเรียบร้อยและป้อนนมให้เด็กๆ จนอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้าแล้ว เจียงตงและจางฟู่เหยียนก็เดินทางมาถึงพอดี
ผู้ที่เดินทางมาพร้อมกับพวกเขายังมีโอวหมิ่นหลิง ลูกพี่ลูกน้องของจางฟู่เหยียน และหร่วนถังอีกด้วย
โอวหมิ่นหลิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของจางฟู่เหยียน ซึ่งก็คือลูกสาวของหัวหน้าบรรณาธิการฝานนั่นเอง
เดิมทีวันนี้โอวหมิ่นหลิงนัดกับหร่วนถังซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอว่าจะไปเดินเล่นซื้อของด้วยกัน แต่เมื่อเธอรู้ว่าจางฟู่เหยียนกำลังจะไปหาหอยหาปูที่ชายทะเล เธอก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที จึงได้เอ่ยปากชวนหร่วนถัง
หร่วนถังย้ายมาอยู่ที่นี่ได้หลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปสัมผัสประสบการณ์หาหอยหาปูตามชายหาดเลยสักครั้ง การไปเดินเล่นซื้อของนั้นจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ที่มีเวลาว่าง แต่การไปหาหอยหาปูนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้บ่อยๆ ดังนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจติดตามจางฟู่เหยียนมาด้วย
เจียงตงทำหน้าที่เป็นธุระแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันอย่างกระตือรือร้น โดยเน้นไปที่การแนะนำลูกพี่ลูกน้องของจางฟู่เหยียนเป็นพิเศษ เพราะหร่วนถังกับเจียงเซี่ยนั้นรู้จักกันดีอยู่แล้ว
ในขณะนั้นเอง โจวอิ๋งและโจวโจวก็วิ่งกลับเข้ามาในบ้านพอดี “คุณอาเล็กคะ คุณพ่อบอกว่าน้ำทะเลเริ่มลดแล้ว เตรียมตัวไปหาหอยกันได้แล้วค่ะ”
โจวเฉิงเซินและโจวเฉิงซินออกไปทำงานที่ฟาร์มเลี้ยงหอยแมลงภู่ตั้งแต่เช้าตรู่ เด็กๆ ทั้งหลายจึงพากันไปวิ่งเล่นอยู่แถวชายหาดใกล้ๆ นั้น
ทันทีที่โจวอิ๋งก้าวเข้ามาในบ้าน เธอก็เหลือบไปเห็นหร่วนถังเข้าพอดี จึงเอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ “พี่หมอคะ ทำไมมาอยู่ที่บ้านของหนูได้ล่ะคะ”
หร่วนถังยิ้มอย่างอ่อนโยน “ก็มาเล่นกับพวกหนูน่ะสิ แล้วพวกหนูจะพาพี่ไปหาหอยได้ไหมจ๊ะ”
โจวอิ๋งรีบตอบรับอย่างแข็งขัน “ได้เลยค่ะ งั้นพี่หมอตามหนูมาเลยนะคะ”
หร่วนถังลูบศีรษะของเธอเบาๆ “ขอบใจนะจ๊ะอิ๋งอิ๋ง”
โจวอิ๋งเอ่ยต่อด้วยความกระตือรือร้น “พี่หมอคะ เดี๋ยวหนูจะสอนวิธีดูรูหอยให้นะคะ คนที่ดูรูหอยไม่เป็นน่ะ ไปหาหอยก็เก็บอะไรไม่ได้หรอกค่ะ”
หร่วนถังแสดงท่าทีประหลาดใจ “จริงเหรอจ๊ะ งั้นหนูต้องสอนพี่นะ พี่เพิ่งเคยมาหาหอยครั้งแรก ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง”
“หนูสอนเองค่ะ”
จางฟู่เหยียนยิ้มกว้าง “แล้วพี่กับพี่สาวคนนี้ล่ะจ๊ะ ใครจะสอนพวกเรา”
โจวโจวรีบเสนอตัวทันที “หนูก็ทำเป็นค่ะ พี่สาว เดี๋ยวหนูสอนพวกพี่เอง หนูนะเก่งเรื่องดูรูหอยที่สุดเลย แล้วหนูยังรู้ด้วยนะว่ารูไหนเป็นรูกั้ง รูไหนเป็นรูปลาตีน แล้วก็รูไหนเป็นรูปู”
จางฟู่เหยียนหัวเราะเบาๆ “โจวโจว เก่งขนาดนั้นเลยเหรอจ้ะ”
โจวโจวมีท่าทีเขินอายเล็กน้อย “ก็ไม่ถึงกับเก่งมากหรอกค่ะ คนในหมู่บ้านของเราก็ทำเป็นกันทุกคน”
เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เจียงเซี่ยยิ้มอย่างเอ็นดู “ถ้างั้นเราก็ออกเดินทางไปสอนพี่สาวทั้งสามคนจับปูกันเลยดีกว่า”
ช่วงที่น้ำทะเลลงเต็มที่ น้ำจะลดลงเร็วกว่าปกติ ตอนนี้เดินไปก็น่าจะพอดีแล้ว
“เอารถไถไปดีกว่านะ” โจวเฉิงเหล่ยเสนอขึ้นเมื่อเห็นว่ามีคนจำนวนมาก เหตุผลหลักคือเขากังวลว่าจางฟู่เหยียนและเพื่อนๆ ซึ่งไม่คุ้นเคยกับการหาหอยหาปู อาจจะเหนื่อยจนเดินกลับไม่ไหว
ดังนั้น โจวเฉิงเหล่ยจึงไปจัดเตรียมอุปกรณ์หาหอยต่างๆ เช่น ถังน้ำ ตาข่าย พลั่วเล็ก และคีมเหล็ก ใส่ขึ้นไปบนรถไถ ก่อนจะขับรถไถพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังชายหาด
โอวหมิ่นหลิงเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้นั่งรถไถ”
หร่วนถังโอบไหล่ของโจวอิ๋งไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอพลัดตก พลางยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันก็เหมือนกัน”
โจวอิ๋งนั่งอยู่ข้างๆ หร่วนถัง เอ่ยถามพวกเธอว่า “นั่งรถไถสนุกไหมคะ หนูชอบนั่งรถไถที่สุดเลย”
โจวโจวนั่งอยู่ข้างกายเจียงเซี่ย โดยมีเจียงเซี่ยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด “หนูก็ชอบนั่งรถไถที่สุดเหมือนกันค่ะ”
ไม่นานนักพวกเขาก็เดินทางมาถึงชายหาด เจียงเซี่ยมองออกไปแล้วพูดว่า “น้ำทะเลยังลดไม่สุด แต่ก็พอได้แล้วล่ะ”
หลังจากที่โจวเฉิงเหล่ยจอดรถไถเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างก็รีบหยิบถังน้ำ ตาข่าย พลั่วเล็ก และอุปกรณ์ต่างๆ ตรงดิ่งไปยังชายหาดทันที
โจวเฉิงเซินซึ่งอยู่ในเรือลำเล็กใกล้ๆ เมื่อเห็นพวกเขามาถึง ก็รีบโบกมือเรียกพลางส่งสัญญาณให้พวกเขาขึ้นเรือ “ไปที่หาดฝั่งป่าชายเลนกันเถอะ”
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread