บทที่ 619: เถียนไฉ่ฮวาตกตะลึงอีกครา
เจียงเซี่ยกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถ้าหากขายไม่หมด ฉันจะจัดการขนย้ายทั้งหมดไปเองค่ะ โดยจะเริ่มขายตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป และจะขายเพียงแค่สามวันเท่านั้น”
ผู้อำนวยการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ “จะให้จัดส่งไปที่ไหนหรือครับ”
“เมืองปักกิ่งค่ะ” เจียงเซี่ยตอบกลับอย่างมั่นใจ
ผู้อำนวยการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า “…”
ขนส่งไปยังเมืองปักกิ่งอย่างนั้นหรือ ค่าขนส่งคงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยกระมัง ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านั้นมากนัก ในเมื่อส่วนต่างของกำไรตกเป็นของเธอทั้งหมด ก็น่าจะเพียงพอสำหรับค่าขนส่งอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาในตอนนี้คือให้สินค้าเหล่านี้ขายออกไปได้ โรงงานจะได้ถูกส่งมอบสัญญาเช่าเสียที
จากนั้นเขาจะได้นำเงินไปจ่ายเงินเดือนให้แก่คนงาน และชำระหนี้สินที่ค้างไว้กับโรงงานทอผ้าและโรงงานวัตถุดิบอื่นๆ เสียให้หมดสิ้น ภาระหนี้สินก้อนโตที่ทับถมอยู่กว่าสามแสนหยวนนั้นหนักอึ้งเสียจนทำให้เขานอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว
“เมืองปักกิ่งดีเลยครับ พรุ่งนี้ผมจะสั่งให้คนงานจัดการแพ็คของให้อย่างดี แล้วคุณจะจัดการขนส่งไปปักกิ่งด้วยวิธีไหนครับ”
“พรุ่งนี้ให้คนงานช่วยแพ็คเสื้อผ้าจำนวนสองหมื่นชุดให้เรียบร้อยนะคะ ขอให้คละขนาดมาให้ครบถ้วนด้วย แล้วมะรืนนี้ฉันจะให้คนไปรับของที่โรงงานเพื่อนำไปส่งที่สถานีรถไฟเองค่ะ”
สองหมื่นชุดอย่างนั้นหรือ
ในชั่วพริบตา ความกังวลในใจของผู้อำนวยการโรงงานก็คลายลงไปกว่าครึ่ง เขาสันนิษฐานในใจว่าเจียงเซี่ยคงจะมีเส้นสายหรือคนรู้จักอยู่ที่เมืองปักกิ่งเป็นแน่
เดิมทีเขาไม่คิดว่าวิธีการของเจียงเซี่ยที่เพียงแค่แปะกระดาษสีแดงไม่กี่แผ่นไว้หน้าโรงงานเพื่อขายเสื้อผ้าจะได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะไม่มีใครรู้จักสภาพการสัญจรของผู้คนบนถนนสายหน้าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว ในแต่ละวันผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆ การขายด้วยวิธีนี้ อย่างมากที่สุดก็คงจะขายได้สักสองถึงสามพันชุดก็ถือว่าเก่งแล้ว
แต่เมื่อได้ยินว่าเธอจะขนส่งเสื้อผ้าจำนวนสองหมื่นชุดไปยังเมืองปักกิ่ง เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
เมื่อขนย้ายไปสองหมื่นชุด และขายที่หน้าโรงงานอีกสักสองสามพันชุด สินค้าคงคลังก็จะเหลือเพียงประมาณหนึ่งหมื่นชุดเท่านั้น เท่ากับว่าลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ผู้อำนวยการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากล่าวด้วยความยินดีปรีดา “ได้เลยครับ ผมจะสั่งให้คนงานแพ็คของให้อย่างดีแน่นอน แล้วเรื่องที่จะเริ่มขายที่โรงงานในวันพรุ่งนี้ คุณต้องการเตรียมการอะไรบ้างไหมครับ ให้ผมจัดหาคนมาช่วยงานตามที่คุณต้องการเลยหรือเปล่า”
เจียงเซี่ยไม่มีเวลาพอที่จะรอให้คนอื่นๆ มารวมตัวกันเพื่อรับฟังคำสั่งทีละคน เธอยังต้องรีบกลับไปให้นมลูก อีกทั้งการจัดงานลดราคาล้างสต็อกก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก พรุ่งนี้เช้าค่อยมาสอนงานพวกเขาก็ยังทัน
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่บอกให้พวกเขามาเช้าหน่อยก็พอแล้ว แต่ว่าวันนี้สามารถเริ่มกระจายข่าวออกไปได้เลยนะคะ”
จากนั้น เจียงเซี่ยก็ได้แนะนำวิธีการกระจายข่าวให้กับผู้อำนวยการโรงงาน รวมถึงการจัดสรรจำนวนคนงานสำหรับวันพรุ่งนี้และหน้าที่ที่แต่ละคนต้องทำ นอกจากนี้ เธอยังชี้แนะให้โจวเฉิงเหล่ยและผู้อำนวยการโรงงานช่วยกันนำป้ายกระดาษสีแดงที่เขียนข้อความ “ลดราคาล้างสต็อก” ไปติดในตำแหน่งที่เหมาะสม
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยและเซ็นสัญญาข้อตกลงกับผู้อำนวยการโรงงานเป็นที่เรียบร้อย โดยระบุว่าเธอจะช่วยโรงงานขายเสื้อผ้าเป็นเวลาหนึ่งเดือน และในช่วงเวลานี้เขาจะไม่สามารถโอนสิทธิ์การเช่าโรงงานให้แก่ผู้อื่นได้ เจียงเซี่ยและคนอื่นๆ ก็เดินทางกลับ โดยจะกลับมาอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อออกจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามาได้สักพัก จางหรงจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เสื้อผ้าสองหมื่นชุดที่จะขนไปขายที่ปักกิ่งก็คงจะขายได้ยากเหมือนกันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก พยายามขายให้ได้มากที่สุดก็พอแล้ว อย่างน้อยตอนนี้เราก็ไม่ต้องควักเงินค่าสินค้าไปก่อน อย่างมากก็แค่เสียแรงกับเสียเวลาไปบ้าง ขาดทุนก็คงไม่เท่าไหร่หรอก ลองดูก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”
เมื่อจางหรงได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ในเมื่อไม่ได้ขาดทุนอะไร เขาก็ไม่ได้กล่าวทัดทานอะไรอีก
แม้ว่าเสื้อผ้าเหล่านี้จะมีรูปแบบที่ล้าสมัยไปแล้ว และแทบจะไม่มีใครซื้อเมื่อวางขายในร้านสหกรณ์หรือห้างสรรพสินค้า แต่สาเหตุที่ไม่มีคนซื้อก็เป็นเพราะราคายังไม่ได้ลดลงมาต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศทางสังคมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ไม่ได้ตึงเครียดและเข้มงวดเหมือนในอดีต ผู้คนต่างเริ่มหันมาสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสกันมากขึ้น และในตลาดก็มีตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม เมื่อราคาเท่ากัน ทุกคนย่อมเลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีรูปแบบใหม่และสวยงามกว่าเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ผู้คนในยุคนี้โดยส่วนใหญ่ยังคงมีฐานะยากจน ชาวบ้านในชนบทจำนวนมากยังคงสวมใส่เสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนอยู่เลย แม้กระทั่งในรั้วมหาวิทยาลัย ก็ยังคงมีนักศึกษาที่สวมใส่เสื้อผ้าปะชุนให้เห็นอยู่
ดังนั้น หากนำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปวางขายเป็นแผงลอยในตลาด ขอเพียงแค่ราคาถูกพอและไม่ต้องใช้คูปองผ้า ก็ย่อมมีผู้คนจำนวนมากสนใจซื้อหาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองปักกิ่งซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เสื้อผ้าล็อตนี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
เสื้อผ้าที่ผ่านการปะชุนแล้วปะชุนอีก ย่อมมีวันที่จะไม่สามารถซ่อมแซมต่อไปได้อีก เมื่อมีความจำเป็น ผู้คนก็จะกัดฟันซื้อชุดใหม่สักชุดในยามที่ราคาถูกลง เพราะของแพงนั้นซื้อไม่ไหว หรือไม่ก็เสียดายเงินที่จะต้องจ่ายไป
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะขายได้มากน้อยเพียงใด เจียงเซี่ยก็ยังคงต้องการที่จะเข้าครอบครองโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนั้นให้ได้
เหตุผลหลักก็คือทำเลที่ตั้งของโรงงานนั้นยอดเยี่ยมเกินไปจริงๆ
พื้นที่ใช้สอยของอาคารโรงงานมีขนาดประมาณสองพันตารางเมตร แต่โรงงานยังมีลานกว้างขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง รวมแล้วน่าจะมีพื้นที่ทั้งหมดราวสามพันตารางเมตร
ในอนาคตที่ใจกลางเมืองมีแต่ที่ดินราคาแพงดุจทองคำ การได้ครอบครองที่ดินกว่าสามพันตารางเมตรนั้นมีความหมายเพียงใดกัน
หากไม่ใช่เพราะมีสินค้าคงคลังที่ค้างสต็อกอยู่มากเกินไป จนทำให้เธอไม่สามารถหาเงินสดจำนวนมากขนาดนั้นมาได้ในทันที เธอก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้ หากมีเงินพอ เธอคงจะเข้าซื้อกิจการโดยตรง แล้วค่อยๆ จัดการกับเสื้อผ้าเหล่านั้นในภายหลัง
ตอนนี้เธอยุ่งอยู่กับหลายเรื่องจริงๆ
โชคยังดีที่เรื่องการขายเสื้อผ้านั้นสามารถจ้างคนมาช่วยทำได้
เจียงเซี่ยคิดออกแล้วว่าจะจ้างใครมาช่วยขายเสื้อผ้าดี
เธอยังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แม้ว่าเสื้อผ้าจะยังขายไม่หมด เธอก็จะยังคงเข้าซื้อกิจการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนี้อยู่ดี
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า งานมหกรรมการค้ากวางเจาก็จบลงพอดี ถึงตอนนั้นเธอน่าจะมีเงินเพียงพอแล้ว
หลังจากส่งจางหรงกลับไปที่ห้างสรรพสินค้าแล้ว โจวเฉิงเหล่ยกับเจียงเซี่ยก็ขับรถกลับบ้าน
โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยขึ้น “เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปถือหุ้นในโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปักกิ่งก็ได้นะ แบบนั้นเราก็น่าจะมีเงินพอ”
เจียงเซี่ยรีบขัดขึ้นมาทันที “ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าถึงตอนนั้นฉันมีเงินไม่พอสำหรับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าจริงๆ ก็ค่อยขายหุ้นบางส่วนออกไปก็ได้”
เรื่องโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้า โจวเฉิงเหล่ยกับจางหรงได้พูดคุยตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และนั่นก็เป็นสิ่งที่โจวเฉิงเหล่ยชื่นชอบที่จะทำจริงๆ จะให้เขาต้องยอมถอยเพื่อเธออยู่ตลอดเวลาคงไม่ได้
“แต่คุณเคยบอกว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะขายนี่”
เจียงเซี่ยพยักหน้ายอมรับ “ใช่ค่ะ มันยังไม่ถึงเวลาจริงๆ แต่ธุรกิจที่เป็นรูปธรรมย่อมสำคัญกว่าหุ้น หุ้นดีๆ ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนี่คะ ในอนาคตถ้ามีเงินก็ค่อยกลับไปซื้อใหม่ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวเฉิงเหล่ยก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแต่ตั้งใจไว้ว่าในงานมหกรรมการค้ากวางเจาครั้งนี้จะต้องพยายามให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ทำเงินให้ได้มากที่สุด
สองสามีภรรยาขับรถกลับไปที่บ้านในเมืองเพื่อบอกกล่าวกับพ่อโจวและแม่โจวว่าคืนนี้พวกเขาจะค้างคืนที่นี่ เนื่องจากพรุ่งนี้เช้าตรู่ต้องรีบไปที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อจัดการเรื่องการขาย
พ่อโจวพอได้ฟังก็เอ่ยถามขึ้นทันที “ตัดสินใจจะเช่าโรงงานแล้วเหรอลูก”
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้ารับ “ครับ แต่ว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามีสินค้าค้างสต็อกเยอะเกินไป ทำให้ราคาค่าเช่าสูงมาก พวกเราเลยตั้งใจว่าจะช่วยทางโรงงานจัดการกับสินค้าพวกนั้นก่อน แล้วค่อยทำสัญญาเช่าครับ”
เถียนไฉ่ฮวาซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยถึงกับตกตะลึงอีกครั้งหนึ่ง เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา “จะเช่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งโรงงานเลยเหรอ ต้องใช้เงินเท่าไหร่กันเนี่ย”
ทำไมถึงได้ร่ำรวยกันขนาดนี้ พวกเขาไปเอาเงินมาจากไหนกันมากมาย
เจียงเซี่ยตอบกลับไป “ยังไม่ทราบแน่ชัดหรอกค่ะ ต้องรอดูอีกทีว่าจะสามารถระบายเสื้อผ้าออกไปได้มากน้อยแค่ไหน”
พ่อโจวไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม ในเมื่อลูกชายและเจียงเซี่ยได้พิจารณาแล้วและตัดสินใจที่จะเช่า ก็ย่อมหมายความว่ามันคุ้มค่าที่จะทำ เขาจึงกล่าวขึ้นทันที “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ถ้าพ่อแม่ของเสี่ยวเซี่ยมาช่วยดูแลหลานๆ ให้ พ่อกับแม่จะไปช่วยขายเสื้อผ้าเอง คืนนี้พวกเราก็พักที่นี่แหละ ไม่ต้องกลับหมู่บ้านแล้ว”
เถียนไฉ่ฮวารีบกล่าวเสริม “ฉันก็ไปช่วยด้วย”
เจียงเซี่ยยิ้มแล้วกล่าว “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ ที่โรงงานมีคนงานอยู่แล้ว พี่กับคุณแม่พักผ่อนอยู่ที่บ้านดีกว่าค่ะ แล้วพี่ใหญ่กับพี่รองไปไหนกันเหรอคะ”
แม่โจวตอบ “ไปดูหนังกันน่ะสิ นี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้วยังไม่กลับมากันเลย ดูหนังอะไรกันจะนานขนาดนั้น”
“หนังบางเรื่องก็ยาวสองสามชั่วโมงเลยนะคะ” เจียงเซี่ยอธิบาย
พ่อโจวบ่นพึมพำ “ถ้ายังไม่กลับมาอีกเดี๋ยวก็จะมืดค่ำ ต้องขับรถกลับหมู่บ้านตอนกลางคืนอีก”
“ถ้าดึกเกินไปก็ไม่ต้องรีบกลับหมู่บ้านหรอกค่ะ ค้างที่นี่สักคืนก็ได้ ส่วนหนูกับพี่เหล่ยคืนนี้จะไปนอนค้างที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ของหนูเองค่ะ” เจียงเซี่ยเสนอทางออก
บ้านในเมืองหลังนี้มีสามห้องนอน โจวเฉิงซิน โจวเฉิงเซิน และเหล่ากวงจงเย่าจู่ สามารถนอนรวมกันในห้องเดียวได้ พ่อโจวกับแม่โจวพักอีกห้องหนึ่งโดยมีโจวโจวและโจวอิ๋งนอนด้วย ส่วนเถียนไฉ่ฮวาและโจวเฉิงซินก็นอนกับโจวเหวินกวงในอีกห้องหนึ่งก็ลงตัวพอดี
โซฟาในห้องนั่งเล่นก็ยังสามารถใช้เป็นที่นอนได้อีกหนึ่งคน หรือจะปูที่นอนเสริมบนพื้นก็ได้ เพราะผ้าห่มและเครื่องนอนต่างๆ มีเพียงพออยู่แล้ว หากใครไม่อยากนอนเบียดเสียดหรือนอนบนพื้น ก็สามารถให้พ่อเจียงกลับไปที่หน่วยงานเพื่อขอใบรับรอง แล้วไปเปิดห้องพักที่โรงแรมก็ได้เช่นกัน
เถียนไฉ่ฮวาเองก็อยากจะไปช่วยงานที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเช่นกัน เธออยากจะเห็นกับตาว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ว่านั้นใหญ่โตสักแค่ไหน “ถ้าอย่างนั้นก็ค้างที่นี่สักคืนแล้วกัน”
“รอให้พี่ใหญ่พวกเธอกลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” พ่อโจวกล่าวสรุป
ณ โรงภาพยนตร์
โจวเฉิงเซินนั่งเป็นเพื่อนเด็กๆ ดูภาพยนตร์ไปได้ราวสองชั่วโมง แม้ว่าภาพยนตร์จะยังไม่จบ แต่เขาก็เริ่มทนอาการอยากบุหรี่ไม่ไหวอีกต่อไป
หลังจากอดทนมาได้สักพัก เขาก็บอกกับโจวเฉิงซินว่าจะออกไปสูบบุหรี่ข้างนอก
เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดวันชาติ บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์จึงเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ โจวเฉิงเซินจึงเดินเลี่ยงออกมาไกลเล็กน้อย ไปยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงทางเดินเล็กๆ ข้างโรงภาพยนตร์ เขาสูบบุหรี่ไปได้เพียงครึ่งมวนเท่านั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นหร่วนถังเข้าพอดี
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread