บทที่ 62: หัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
หลังจากปลอบโจวโจวจนอารมณ์ดีแล้ว เจียงเซี่ยก็บอกให้เด็กหญิงไปอาบน้ำ ส่วนตัวเธอเองก็กลับมาช่วยทุกคนนำปลาที่ทำความสะอาดแล้วมาหมักเกลือต่อ
หากเป็นช่วงหลังฤดูใบไม้ร่วงจะสามารถตากแบบไม่ใช้เกลือได้ แต่ในหน้าร้อนเช่นนี้ การหมักเกลือแล้วนำไปตากจะถนอมอาหารได้ดีกว่า
โชคดีที่ช่วงสองวันนี้แดดแรงจัดและลมก็แรง พวกเขานำปลาไปแขวนไว้ในตอนกลางคืนให้ลมโกรกจนผิวชั้นนอกแห้งสนิท พอตอนกลางวันก็นำไปวางเรียงบนหลังคาให้ความร้อนระอุจากกระเบื้องช่วยเร่งให้แห้งเร็วขึ้น คาดว่าเพียงหนึ่งถึงสองวันก็น่าจะแห้งสนิทดี หรือถ้ายังไม่สนิทจริงๆ ตากเพิ่มอีกสักวันก็ใช้ได้แน่นอน
ชาวบ้านสิบกว่าชีวิตต่างช่วยกันทำงานอย่างแข็งขันจนถึงสามทุ่มก็ยังไม่แล้วเสร็จ ทุกคนยังคงง่วนอยู่กับการนำปลาแต่ละตัวขึ้นไปแขวนบนราวไม้ไผ่ ภาพปลาที่ห้อยเรียงรายเป็นทิวแถวเต็มราวแลดูตระการตาอย่างยิ่ง
เจียงเซี่ยกำลังก้มๆ เงยๆ ปูหนังสือพิมพ์ลงบนพื้นเพื่อรองรับน้ำเลือดปลาที่หยดลงมา โดยมีโจวเฉิงเหล่ยคอยยกก้อนหินมาทับไว้กันลมพัดปลิว
เขาบอกกับเธอว่า “ใกล้เสร็จแล้วล่ะ ที่เหลือผมจัดการเอง คุณไปอาบน้ำก่อนเถอะ ไม่ใช่ว่าต้องสระผมด้วยเหรอ”
เจียงเซี่ยเป็นคนรักความสะอาดมาก เธอแทบจะสระผมทุกวัน
แม่โจวได้ยินก็พูดเสริม “ใช่แล้ว รีบไปอาบน้ำกันได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องออกทะเลแต่เช้านะ!”
“พรุ่งนี้ไม่ออกทะเลครับ” โจวเฉิงเหล่ยแก้ “ผมสลับเวรกับพี่ใหญ่แล้ว ผมกับเจียงเซี่ยจะเข้าเมืองกัน”
เวินหว่านที่ได้ยินบทสนทนานั้นก็เหลือบมองโจวเฉิงเหล่ยแวบหนึ่ง...พวกเขาจะเข้าเมืองกันเหรอ?
ไปทำอะไรกันนะ หรือว่าทะเบียนบ้านย้ายกลับมาได้แล้ว? เวินหว่านอดที่จะคาดเดาไปต่างๆ นานาไม่ได้ ทันใดนั้นสายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นข้อความส่วนหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ที่ถูกใครบางคนวงกลมเอาไว้
เธอชะงักไปเล็กน้อย
“ถึงอย่างนั้นก็รีบไปอาบน้ำได้แล้ว” แม่โจวพูดต่อ “ทำงานกันมาทั้งวันเหนื่อยแย่แล้ว เสี่ยวเซี่ย รีบไปอาบน้ำเถอะลูก เป่าผมให้แห้งสนิทก่อนค่อยนอนนะ ไม่งั้นแก่ตัวไปจะปวดหัวเอาง่ายๆ”
“ค่ะ” เจียงเซี่ยขานรับ เธอช่วยโจวเฉิงเหล่ยปูพื้นจนเสร็จ ในเมื่อมีคนงานและมีแม่สามีคอยดูแลอยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้กังวลกับงานที่เหลือและปลีกตัวไปสระผมอาบน้ำ
โจวเฉิงเหล่ยตักน้ำเตรียมไว้ให้เธอเรียบร้อย “เดี๋ยวผมช่วยสระผมให้”
เขาคิดว่าถ้าเธอได้นอนสระคงจะสบายกว่า ไม่ต้องเหนื่อยมาก
เจียงเซี่ยเหลือบมองชาวบ้านที่ยังอยู่กันเต็มลานบ้านแล้วปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณไปเอาเงินให้คุณแม่จ่ายค่าแรงให้ทุกคนเถอะ”
โจวเฉิงเหล่ยจึงจำต้องกลับเข้าห้องไปนำเงินออกมา
เวินหว่านคอยสังเกตปฏิสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ตลอดเวลา ในใจก็ยิ่งรู้สึกว่าโจวเฉิงเหล่ยคือสามีในอุดมคติ และแม่โจวก็เป็นแม่สามีที่แสนดี เป็นครอบครัวที่เธอจะพลาดไปไม่ได้โดยเด็ดขาด
ในยุคสมัยนี้ การจะหาผู้ชายดีๆ แบบนี้มันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
หลังจากสระผมอาบน้ำจนสดชื่น เจียงเซี่ยก็กลับเข้ามาในห้อง กลิ่นคาวปลาในลานบ้านนั้นรุนแรงเกินไปสำหรับเธอ
เธอนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือหนึ่งโบกพัดใบตาลขนาดใหญ่ไปมา ส่วนอีกมือก็ช่วยสางผมให้แห้งเร็วขึ้น เธอต้องรอให้ผมแห้งสนิทก่อนถึงจะล้มตัวลงนอนได้
แต่วันนี้เธอเหนื่อยล้าเกินไปจริงๆ ตื่นตั้งแต่ตีสี่ ทำงานต่อเนื่องจนถึงสามทุ่ม พออาบน้ำเสร็จก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว เจียงเซี่ยโบกพัดไปได้ไม่นานเปลือกตาก็หนักอึ้งจนทานทนไม่ไหว เผลอฟุบหน้าลงกับโต๊ะเพื่อพักสายตาสักครู่ กะว่ารอให้ผมแห้งแล้วค่อยลุกไปนอนบนเตียง
โจวเฉิงเหล่ยหลังจากจัดการธุระทุกอย่างและอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย เมื่อกลับเข้ามาในห้องก็เห็นเธอนอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ
เขาลองใช้มือสัมผัสเส้นผมของเธอเบาๆ พบว่ามันแห้งดีแล้ว จึงค่อยๆ ดึงพัดใบตาลออกจากมือเธอไปวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะช้อนร่างของเธอขึ้นอุ้มในแนวขวางอย่างนุ่มนวลที่สุด
ปกติแล้วเจียงเซี่ยเป็นคนหลับลึกมาก ชาติที่แล้วเธอทำงานพิเศษหลายอย่างจนมีเวลานอนน้อยนิด ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้หลับ เธอก็มักจะเข้าสู่ภาวะหลับลึกทันที แต่การถูกอุ้มจนตัวลอยก็ยังทำให้เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นว่าเป็นโจวเฉิงเหล่ย เธอก็หลับตาลงแล้วผล็อยหลับไปอีกครั้งในทันที
โจวเฉิงเหล่ยเดินไปที่เตียง คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนฟูก แล้วค่อยๆ วางร่างของเธอลงบนเตียงฝั่งด้านในอย่างระมัดระวัง โดยเว้นระยะห่างจากขอบมุ้งไว้เล็กน้อย
เขากำลังจะลุกไปหยิบพัดมาพัดให้เธอ แต่ก็สังเกตเห็นว่าแขนและข้อเท้าขาวเนียนของเธอมีตุ่มยุงกัดอยู่หลายจุด แม้กระทั่งบนใบหน้าก็ยังมีรอยหนึ่ง ด้วยผิวที่ขาวผ่องของเธอทำให้ตุ่มแดงเหล่านั้นเห็นได้ชัดเป็นพิเศษ
โดนยุงกัดขนาดนี้ยังไม่ตื่น เห็นได้ชัดว่าเธอคงจะเหนื่อยมากจริงๆ
ความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายแล่นวาบขึ้นมาในใจของเขา
เขาลงจากเตียง เดินไปหยิบตลับยาหม่องสารพัดประโยชน์จากลิ้นชัก แล้วกลับมาบรรจงทาให้เธออย่างเบามือ จากนั้นก็หยิบยาน้ำมันว่านฮวามาทาซ้ำที่แผลบนหัวเข่าซึ่งตอนนี้เริ่มจะตกสะเก็ดแล้ว
หลังจากทายาให้เธอเสร็จเรียบร้อย โจวเฉิงเหล่ยก็ดับตะเกียงแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆ
ในความมืดสลัว เขานอนตะแคงมองใบหน้าของคนที่หลับสนิทอยู่ข้างกาย มองไปมองมาก็อดใจไม่ไหว ก้มลงประทับรอยจูบแผ่วเบาบนหน้าผากของเธอ
เจียงเซี่ยยกมือขึ้นเกาหน้าผากอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคง แขนและขาของเธอพาดลงบนร่างกายของเขาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วหลับสนิทต่อไป
โจวเฉิงเหล่ยถือโอกาสนั้นกุมมือของเธอไว้ ในใจก็ครุ่นคิด...ชีวิตชาวประมงในชนบทเทียบไม่ได้กับในเมือง ทั้งเสี่ยงและเหนื่อยยาก
แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ เขาไม่คิดที่จะปล่อยมือไปอีกแล้ว
ค่ำคืนนั้นเขาคิดอะไรหลายต่อหลายเรื่อง กว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็เป็นเวลานาน นี่นับเป็นคืนที่สองในรอบยี่สิบเก้าปีของเขา นอกเหนือจากคืนที่ค้นพบว่าหูข้างขวาของตัวเองไม่ได้ยินอีกต่อไป ที่เขานอนไม่หลับเพราะมีเรื่องให้คิดมากมายขนาดนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยตื่นขึ้นมาตอนที่ฟ้ายังไม่สางดี โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว ตราบใดที่เขาไม่ได้ออกทะเล เขาก็จะออกไปวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ
เมื่อเจียงเซี่ยเดินออกจากห้องมา แม่สามีก็เตรียมโจ๊กร้อนๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว
อาหารเช้าฝีมือแม่โจวแทบจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย นั่นคือโจ๊กมันเทศ แต่วันนี้กลับพิเศษกว่าทุกวัน เพราะมีข้าวโพดอ่อนสองสามฝักกับไข่ต้มอีกสองฟองวางอยู่ด้วย
“วันนี้พวกลูกจะเข้าเมือง เอาข้าวโพดกับไข่ต้มไปกินรองท้องบนรถนะ” เธอบอกกับเจียงเซี่ย
“ในกระติกแม่ก็เติมน้ำไว้ให้สองกระติกเต็มๆคงน่าจะพอ”
เจียงเซี่ยยิ้มรับ “ค่ะ พอแล้วค่ะ”
“เงินทองก็เก็บให้ดีๆ” แม่โจวกำชับ “บนรถคนมันเยอะ ไม่รู้ว่ามีพวกมือดีอยู่รึเปล่า”
“ค่ะ”
“ตอนนั่งรถก็คอยดูให้ดีๆ มีที่ก็นั่งไปเลย ไม่ต้องไปลุกให้ใครหรอกนะ ไม่งั้นพอคนแน่นๆ จะโดนเบียดจนไม่มีที่ยืน” แม่โจวบ่นพึมพำต่อไป “รีบไปแปรงฟันล้างหน้าแล้วมากินข้าวได้แล้ว กินเสร็จจะได้รีบออกเดินทางกัน แล้วนี่อาเหล่ยไปวิ่งทำไมยังไม่กลับมาอีก ไม่รู้รึไงว่าวันนี้ต้องเดินทางไกล เดี๋ยวก็พลาดรถเที่ยวเช้ากันพอดี”
สิ้นเสียงของแม่โจว ร่างสูงใหญ่ของโจวเฉิงเหล่ยก็วิ่งกลับเข้าบ้านมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว
แม่โจวเหลือบมองลูกชายแล้วบ่นอย่างไม่จริงจังนัก “รีบไปอาบน้ำกินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวนี้ชักจะวิ่งนานขึ้นทุกวัน สองวันนี้เห็นตื่นไปวิ่งเร็วกว่าปกติเป็นชั่วโมงเลยไม่ใช่รึไง แรงเยอะจนไม่มีที่ให้ใช้รึไงหา”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้สนใจคำบ่นของมารดา เขาเดินไปแปรงฟันก่อนเพื่อพักให้หายเหนื่อย แล้วจึงตักน้ำสองถังเข้าไปอาบน้ำในห้อง
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ โจวเฉิงเหล่ยก็เดินเข้าไปในห้องเก็บของแล้วยกรถจักรยานทรงคานสูงรุ่นโบราณออกมา
เจียงเซี่ยหยิบตะกร้าสานใบหนึ่งติดมือมาด้วย เผื่อไว้ใช้ใส่ของ
เมื่อเห็นโจวเฉิงเหล่ยนำจักรยานออกมา เธอก็ประหลาดใจ “เราจะขี่จักรยานไปเหรอคะ”
เธออยากจะถามว่าระยะทางจากที่นี่เข้าเมืองมันใกล้มากหรือ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างคนก่อนเคยเดินทางไปแล้ว จึงไม่ได้เอ่ยถามออกไป
“อืม วันนี้รถไถของกองผลิตไม่ว่าง” เขาตอบสั้นๆ
ส่วนรถโดยสารนั้น ครั้งที่แล้วที่เขาพาเธอนั่งไปในเมือง ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน บนรถทั้งคนเยอะทั้งกลิ่นอับจนเธอทนไม่ไหวและอาเจียนออกมา
และเขาก็ยังมีเหตุผลส่วนตัวอีกอย่าง การขี่จักรยานไปกันแค่สองคน จะไม่มีใครมารบกวนพวกเขาได้
“ถ้างั้นฉันไปเข็นจักรยานอีกคันออกมาด้วยดีกว่าค่ะ” ในบรรดาสินสอดของเจียงเซี่ยมีรถจักรยานอยู่สองคัน คันหนึ่งเป็นของที่โจวเฉิงเหล่ยซื้อให้เป็นสินสอด แต่พ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้เก็บไว้ กลับมอบจักรยานทรงผู้หญิงเพิ่มมาให้อีกคันหนึ่ง
“ไม่ต้องหรอก เธอนั่งซ้อนท้ายผมก็พอ”
โจวเฉิงเหล่ยเข็นจักรยานออกจากลานบ้าน ขึ้นคร่อมรถอย่างคล่องแคล่ว ขาข้างหนึ่งเหยียบแป้นถีบไว้ ส่วนอีกข้างก็ยันพื้นเอาไว้ ด้วยความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของเขา ทำให้เขาสามารถควบคุมรถจักรยานขนาดใหญ่ที่คนทั่วไปขี่ยากได้อย่างสบายๆ
การเดินทางเข้าเมืองนั้นค่อนข้างไกล ระยะทางกว่าสามสิบกิโลเมตรเพิ่งจะถึงแค่ชานเมืองเท่านั้น กว่าจะถึงตัวเมืองจริงๆ ก็ต้องไปต่ออีกหลายกิโลเมตร ไปกลับรวมแล้วก็ราวๆ หกสิบถึงเจ็ดสิบกิโลเมตร เธอไม่มีทางขี่ไหวแน่นอน
แม่โจวเองก็เห็นด้วยว่านั่งรถโดยสารนั้นไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการโดนล้วงกระเป๋า “ขี่จักรยานไปน่ะดีแล้ว ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใคร สะดวกกว่าเยอะ”
จากหมู่บ้านไม่มีรถโดยสารเข้าเมืองโดยตรง ต้องเดินเท้าไปขึ้นรถที่ตัวอำเภอ ซึ่งก็มีรถแค่วันละสองเที่ยวคือรอบเช้ากับรอบเที่ยง สมัยนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการบรรทุกเกินพิกัด รถแต่ละเที่ยวจึงอัดแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน นี่จึงเป็นโอกาสทองของพวกมือดี แม่โจวเองก็เคยโดนล้วงกระเป๋าบนรถโดยสารจนเงินหายเกลี้ยงมาแล้วครั้งหนึ่ง เสียดายจนนอนไม่หลับไปหลายคืน ตั้งแต่นั้นมาเธอก็เข็ดขยาดการนั่งรถโดยสารไปเลย
“ขึ้นมาสิ” โจวเฉิงเหล่ยบอกกับเจียงเซี่ย
โชคดีที่วันนี้เธอไม่ได้สวมกระโปรง เจียงเซี่ยจึงกระโดดขึ้นไปนั่งบนตะแกรงท้ายรถได้อย่างง่ายดาย
“เดินทางระวังๆ นะลูก กลับบ้านเร็วๆ หน่อยล่ะ” แม่โจวกำชับ
เมื่อเห็นว่าเจียงเซี่ยนั่งเรียบร้อยแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็ออกแรงถีบจักรยานให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
ฝีมือการขี่จักรยานของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก แม้ว่าถนนหนทางในหมู่บ้านจะขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เขาก็ยังสามารถประคองรถให้นิ่งได้ อีกทั้งเมื่อคืนเขายังอุตส่าห์หาแผ่นไม้มามัดติดไว้กับตะแกรงท้ายรถ เพื่อให้เจียงเซี่ยนั่งแล้วไม่เจ็บก้นมากนัก
แต่สภาพถนนก็ยังถือว่าย่ำแย่ โดยเฉพาะหลังจากฝนตกหนัก ถนนทั้งสายเต็มไปด้วยหล่มและบ่อ ต่อให้ขี่เก่งแค่ไหนรถก็ยังโคลงเคลงอยู่ดี หากตกลงไป เรื่องบาดเจ็บคงเป็นเรื่องรอง แต่เสื้อผ้ากับรองเท้าต้องมอมแมมแน่นอน
ดังนั้น มือของเจียงเซี่ยจึงเอื้อมไปโอบรอบเอวของชายหนุ่มโดยสัญชาตญาณ
หัวใจของโจวเฉิงเหล่ยพลันเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย
(จบบท)