บทที่ 621: นอนโรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการ
เสียงโครมครามที่ดังสนั่นขึ้นปลุกให้คุณยายเพื่อนบ้านต้องเปิดประตูออกมาดูเหตุการณ์ และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือหร่วนถังซึ่งกำลังพยายามวิ่งหนีออกจากห้อง ก่อนจะถูกเฝิงปิ่งกระชากกลับเข้าไป
เมื่อประตูห้องปิดลงอีกครั้ง หญิงชราก็รีบใช้ให้หลานชายวิ่งลงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทันที โชคดีที่อาคารของหน่วยงานราชการตั้งอยู่ไม่ไกล เพียงแค่เดินลัดเลาะผ่านตรอกเล็กๆ ข้างตึกไปก็ถึงแล้ว ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่จึงมาถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันนั้น โจวเฉิงเซินที่กำลังเดินกลับไปยังโรงภาพยนตร์ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาคนน่าสงสัยร่างหนึ่งแอบติดตามหร่วนถังเข้าไปในตึกที่พักอาศัยหลังนั้น ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง เขาจึงตัดสินใจเดินตามเข้าไปดู และเมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหร่วนถังดังมาจากชั้นบน เขาก็ไม่รอช้า รีบวิ่งขึ้นไปทันที
โจวเฉิงเซินเล่าเหตุการณ์ที่เขาเห็นให้เจ้าหน้าที่ฟัง โดยเสริมเติมแต่งเรื่องราวให้ดูเกินจริงไปบ้าง พร้อมทั้งอธิบายว่าการกระทำของเขาเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมเพื่อช่วยชีวิตหร่วนถัง
เขาชี้ไปที่รอยช้ำรอบดวงตาของตัวเอง แล้วชี้ไปที่เศษแจกันบนพื้น “นี่เขาเป็นคนทำร้ายผมนะครับ แล้วก็ยังใช้แจกันนั่นฟาดผมอีก สองเจ้าหน้าที่ก็เห็นกับตาตัวเองนี่ครับ”
เฝิงปิ่งที่ศีรษะแตกเลือดอาบสวนกลับทันควัน “แกพูดจาเหลวไหล! คุณตำรวจ หมอนี่ทำร้ายผมเจ็บขนาดนี้! จับมันสิ…”
หร่วนถังเดินออกมาจากห้องแล้วพูดขึ้น “คุณตำรวจคะ ฉันต้องการแจ้งความค่ะ ผู้ชายคนนี้สะกดรอยตามฉันแล้วยังบุกเข้ามาลวนลามในห้องด้วย ถ้าไม่ได้คุณโจวพังประตูเข้ามาช่วยไว้ ฉันคงแย่แน่ๆ ค่ะ”
โจวเฉิงเซินกล่าวแทรกขึ้น “ไปโรงพยาบาลตรวจบาดแผลกันก่อนดีกว่าครับ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
แล้วทุกคนก็พากันมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลอีกครั้ง
โรงพยาบาลที่ไปตรวจร่างกายนั้นเป็นที่ทำงานของหร่วนถังพอดี เมื่อเหล่าแพทย์ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็พากันโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา
ครั้งก่อนหร่วนถังก็เคยถูกชายคนนี้ตามราวีจนเอวได้รับบาดเจ็บมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเหตุเกิดในโรงพยาบาล ชายคนนั้นจึงถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับตัวส่งสถานีตำรวจไปได้ นี่พอถูกปล่อยตัวออกมา ก็ถึงกับบุกมาหาหร่วนถังถึงบ้านเลยงั้นหรือ
โจวเฉิงเซินกุมศีรษะพลางพูดกับแพทย์ “หมอครับ ผมรู้สึกเวียนหัวมากเลย แล้วก็คลื่นไส้ด้วย มันเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
หร่วนถังตกใจ “คุณเวียนหัว คลื่นไส้ ทำไมไม่รีบบอกล่ะคะ”
โจวเฉิงเซินขยิบตาให้หร่วนถังเล็กน้อย “เมื่อกี้มันตื่นเต้นเกินไปหน่อยครับ”
หร่วนถัง “...”
คุณหมอที่เห็นดังนั้นตบขาตัวเองแล้วร้องออกมา “เวียนหัวคลื่นไส้เหรอ สงสัยว่าคุณจะถูกตีจนสมองกระทบกระเทือนแล้วคะ!”
โจวเฉิงเซินยกสองมือกุมศีรษะ “ที่แท้ก็สมองกระทบกระเทือนนี่เอง! โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว เวียนหัวจัง! อยากจะอาเจียน!”
คุณหมอกล่าวเสริม “นี่แหละคืออาการแทรกซ้อนของภาวะสมองกระทบกระเทือน รีบนอนลงเลย!”
โจวเฉิงเซินนอนลงอย่างว่าง่าย ยิ่งอาการบาดเจ็บของเขาดูรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อหร่วนถังมากเท่านั้น
หลังจากนอนลงแล้ว โจวเฉิงเซินก็ยังคงกุมศีรษะพลางพูดต่อ “คุณหมอครับ คุณหมอหร่วนถูกกระแทกอย่างแรงที่ช่วงเอวและหน้าท้อง แถมยังโดนชายคนนั้นทั้งเตะทั้งต่อย ไม่รู้ว่าอาการจะหนักแค่ไหน จะกระทบกระเทือนถึงอวัยวะภายในหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมเห็นเธอกินยาแก้ปวดเพื่อฝืนทนเอาไว้อยู่”
หร่วนถัง “...”
เธอไปกินยาแก้ปวดตอนไหนกัน?
คุณหมอรู้สึกถูกใจชายหนุ่มคนนี้เป็นอย่างมาก “ถูกกระแทกอย่างแรงที่เอวเหรอ มีความเป็นไปได้สูงมากเลยนะที่จะกระทบกระเทือนถึงอวัยวะภายใน! สงสัยว่าจะมีเลือดออกภายในแล้วล่ะ! เดี๋ยวหมอจะช่วยตรวจให้!”
คุณหมอหันมาทำหน้าเข้มใส่หร่วนถัง “คุณก็นอนลงด้วย! คิดว่าตัวเองมีชีวิตเหลือเฟือหรือไง อย่าคิดว่ากินยาแก้ปวดแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น! นอนลง เดี๋ยวหมอตรวจให้”
หร่วนถังจึงนอนลงอย่างเงียบๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คุณหมอก็แจ้งกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบว่า “คนไข้หญิงถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณเอว มีรอยฟกช้ำหลายแห่งทั่วร่างกาย และมีแนวโน้มว่าจะมีเลือดออกภายในอวัยวะ ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการสักระยะหนึ่งค่ะ”
เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ “...”
อาการหนักขนาดนั้นเชียวหรือ
“ส่วนคนไข้ชายก็ถูกกระแทกอย่างรุนแรงที่ศีรษะ มีภาวะสมองกระทบกระเทือน แขนก็บาดเจ็บ เสียเลือดมากเกินไป ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการสักระยะหนึ่งเช่นกัน”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเหลือบมองแขนของโจวเฉิงเซินที่ถูกพันผ้าพันแผลจนดูเหมือนบ๊ะจ่างอย่างเงียบๆ พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสายตาของตัวเองก่อนหน้านี้อาจจะมองผิดไป
โจวเฉิงเซินยังคงกุมศีรษะด้วยสีหน้าเจ็บปวด
หร่วนถังเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเงียบๆ
เจ้าหน้าที่ทำการสอบปากคำทั้งสองคนที่โรงพยาบาลจนเสร็จสิ้นแล้วจึงเดินทางกลับไป
พอเจ้าหน้าที่ตำรวจลับสายตาไป คุณหมอก็โบกมือให้ทั้งสองคน “พวกคุณสังเกตอาการเสร็จแล้ว ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว กลับไปทายาตรงเวลาด้วย ไปได้แล้ว อย่ามาเกะกะขวางเตียงคนไข้!”
หร่วนถัง “...”
นี่สินะที่เรียกว่านอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ ‘สักระยะหนึ่ง’ ของจริง
กว่าจะออกมาจากโรงพยาบาล ท้องฟ้าก็มืดสนิท
โจวเฉิงเซินหิวจนท้องร้อง เขาจึงเอ่ยถามหร่วนถัง “จะไปหาอะไรกินกันหน่อยไหม”
“ฉันเลี้ยงข้าวคุณเอง” หร่วนถังกล่าว
ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะหันมาสบตากันแล้วยิ้มออกมา
โจวเฉิงเซิน “ไปกันเถอะครับ”
ตอนที่ออกมาจากบ้านของหร่วนถัง โจวเฉิงเซินบังเอิญเห็นโจวเฉิงซินพาลูกๆ ออกมาพอดี เขาจึงเดินเข้าไปบอกพี่ชายสองสามคำว่าจะกลับบ้านดึกหน่อย
ขณะที่ทั้งสองเดินอยู่บนถนน ผู้คนมากมายต่างพากันมองโจวเฉิงเซินเป็นตาเดียว เพราะบนใบหน้าของเขามีร่องรอยบาดแผลอยู่
ส่วนหร่วนถังยังดูดีกว่าหน่อย ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลเธอได้ประคบน้ำแข็งที่ใบหน้าจนอาการบวมลดลงแล้ว ส่วนบาดแผลตามร่างกายก็ทายาเรียบร้อยแล้ว
ทว่าดวงตาของโจวเฉิงเซินกลับเริ่มมีรอยคล้ำปรากฏขึ้นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเดินผ่านร้านบะหมี่ร้านหนึ่ง หร่วนถังจึงเอ่ยถาม “จะกินบะหมี่กันก่อนไหมคะ ไว้คราวหน้าฉันค่อยเลี้ยงข้าวคุณมื้อใหญ่”
“ได้ครับ” โจวเฉิงเซินก็อยากจะรีบกินให้เสร็จ รีบไปส่งหร่วนถังกลับบ้าน แล้วจะได้กลับบ้านของตัวเองเสียที ป่านนี้พ่อกับแม่คงเป็นห่วงแย่แล้ว
ทั้งสองจึงเข้าไปกินบะหมี่กัน
หลังจากกินบะหมี่เสร็จ โจวเฉิงเซินก็เดินไปส่งหร่วนถังที่บ้าน เมื่อได้ยินเสียงเธอลงกลอนประตูเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเดินลงบันไดกลับบ้านไป
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยก็อยู่ที่นั่นแล้ว ทั้งสองคนแวะกลับไปบ้านเจียงเพื่อป้อนนมลูกๆ ก่อน รอจนเด็กๆ หลับแล้วจึงค่อยมาสอบถามสถานการณ์
เจียงเซี่ยเอ่ยถาม “คุณหมอหร่วนไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ”
โจวเฉิงเซินตอบ “ก็แค่บาดเจ็บภายนอกนิดหน่อย”
เขาไม่เห็นบาดแผลบนร่างกายของเธอ แต่เมื่อนึกถึงรอยฟกช้ำที่เอวของเธอซึ่งเห็นเมื่อวานนี้ก็ดูเหมือนจะรุนแรงอยู่พอสมควร ครั้งนี้โดนกระแทกซ้ำอีก คาดว่าอาการคงไม่เบานัก
เถียนไฉ่ฮวาถามด้วยความอยากรู้ “แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน ทำไมถึงบุกไปทำร้ายคุณหมอหร่วนถึงที่บ้าน”
แม่โจวขมวดคิ้ว “ตอนนี้เขาถูกจับไปแล้วใช่ไหม ไม่รู้ว่าจะถูกขังนานแค่ไหน พอออกมาแล้วจะกลับมาหาเรื่องแก้แค้นคุณหมอหร่วนอีกหรือเปล่า”
โจวเฉิงเซินเพิ่งจะทราบเรื่องราวทั้งหมดตอนที่หร่วนถังให้ปากคำ เขาจึงอธิบายคร่าวๆ ว่า “ผู้ชายคนนั้นเคยเป็นคู่เดตของคุณหมอหร่วนเมื่อหลายปีก่อนครับ เป็นคนที่ทางบ้านแนะนำให้รู้จักกัน หลังจากคบหากันได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่าฝ่ายชายจะลงไม้ลงมือทุกครั้งที่เห็นเธออยู่ใกล้ชิดกับผู้ชายคนอื่น พอเขาทำร้ายคุณหมอหร่วนครั้งหนึ่ง เธอก็เลยขอเลิกครับ หลังจากเลิกกัน เขาก็ตามตอแยไม่เลิก แล้วก็ทำร้ายเธออีกสองครั้ง คุณหมอหร่วนเลยแจ้งความจับเขา ตอนแรกเหมือนจะต้องติดคุกหลายปี แต่สุดท้ายก็อ้างว่าเขามีอาการป่วยทางจิต เลยถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลบ้าแทน”
“หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้น คุณหมอหร่วนก็เลยย้ายมาทำงานที่นี่ ไม่รู้ว่าเขาออกจากโรงพยาบาลมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็ยังตามหาจนเจออีก”
แม่โจวกล่าว “ผู้ชายแบบนี้แต่งงานด้วยไม่ได้เด็ดขาด!”
เจียงเซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “การใช้ความรุนแรงในครอบครัวมีแต่ศูนย์ครั้งกับนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีครั้งสองครั้งแล้วเลิกหรอกค่ะ”
เถียนไฉ่ฮวารู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ใช่ ตีครั้งหนึ่งแล้ว ต่อไปก็จะตีบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ที่หมู่บ้านของเราก็มีคนแบบนี้”
แม่โจวขมวดคิ้วมุ่น “เจอคนแบบนี้เข้า ถือว่าซวยไปแปดชาติเลยนะ! คุณหมอหร่วนน่าจะรีบแต่งงานให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่อย่างนั้นพอผู้ชายคนนั้นออกมา ต้องกลับมาตอแยเธออีกแน่”
เถียนไฉ่ฮวาพยักหน้ารับ “จริงด้วยสิ ฟังดูก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดี บุกไปหาถึงบ้านได้ครั้งหนึ่ง ก็ต้องมีครั้งต่อไปแน่ๆ! ถ้าฉันเป็นคุณหมอหร่วนนะ จะรีบหาเวลาแต่งงานเลย”
โจวเฉิงเซินรู้สึกเหนื่อยล้า เขาไม่มีอารมณ์จะฟังพวกเธอถกเถียงกันเรื่องนี้อีกต่อไป เรื่องที่หร่วนถังควรจะรีบแต่งงานหรือไม่นั้นก็ไม่เกี่ยวกับเขา เขาลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ผมไปอาบน้ำก่อนนะ”
เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยเห็นว่าโจวเฉิงเซินไม่เป็นอะไรแล้ว จึงต้องกลับไปที่บ้านตระกูลเจียง ทิ้งบ้านหลังนี้ไว้ให้พวกเขาอยู่
โจวเฉิงเหล่ยใช้ไฟฉายส่องทางที่พื้นให้ทั้งสองคนพลางจูงมือเจียงเซี่ยลงบันได
มือข้างหนึ่งของเจียงเซี่ยถูกโจวเฉิงเหล่ยกุมไว้ในอุ้งมือ ส่วนอีกข้างก็โอบแขนของเขาไว้ “ไม่คิดเลยว่าคุณหมอหร่วนจะมีประสบการณ์แบบนี้”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่อายุยี่สิบหกแล้วยังไม่แต่งงาน สงสัยว่าคงจะเคยคบหากับใครสักคนแล้วเกิดความกลัวฝังใจ
วันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยตื่นแต่เช้าเพื่อป้อนนมลูกทั้งสามคนจนอิ่ม หลังจากหอมแก้มพวกเขาแล้ว เธอก็รีบออกจากบ้านไปยังโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทันที
แม่เจียงเห็นลูกสาวกินข้าวเช้าไปไม่กี่คำก็รีบออกไป จึงอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “ดูสิ เอาแต่ทำอะไรไม่เข้าท่า! โรงงานนั่นก็ดูเหมือนจะพังมิพังแหล่ ยังจะเสียเงินมากมายไปเช่ามันมาอีก ตอนนี้โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทำยากจะตายไป ท่านผู้อำนวยการคนเก่าเขายังประคองมันไว้ไม่ไหวเลย แล้วลูกน่ะมีเรื่องให้ต้องยุ่งตั้งเยอะแยะ จะมีเวลาไปฟื้นฟูมันได้ยังไงกัน คุณก็ไม่รู้จักพูดกับลูกบ้างเลย!”
“เซี่ยเซี่ยกับอาเหล่ยทำอะไรก็มีขอบเขตน่า คุณก็อย่าไปยุ่งเยอะเลย ต่อให้โรงงานมันไปไม่รอดจริงๆ การเช่าโรงงานนั้นมาแล้วค่อยปล่อยเช่าต่อก็ไม่ขาดทุนอยู่ดี อีกอย่างก็ไม่ได้ใช้เงินของคุณสักหน่อย คุณจะไปยุ่งอะไรมากมาย” พ่อเจียงพูดปลอบภรรยาด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางหยอกล้อกับหลานๆ ทั้งสามคนในเปลด้วยท่าทีมีความสุขเหมือนคนมีหลานก็เพียงพอแล้วสำหรับทุกสิ่ง
“ก็เพราะคุณตามใจแบบนี้ไง! เรื่องอะไรก็ปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจกันเองหมดทุกคน ถึงได้ทะเยอทะยานกันขนาดนี้!” แม่เจียงเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าทำเลที่ตั้งของโรงงานนั้นดี เธอก็คงจะห้ามไปนานแล้ว
เพียงแต่ก่อนหน้านี้แม่เจียงไม่รู้ว่าโรงงานแห่งนั้นมีสินค้าค้างสต็อกอยู่หลายแสนชิ้น มากกว่าโรงงานของพวกเธอเสียอีก!
ไม่เช่นนั้นเธอต้องขวางเจียงเซี่ยหัวชนฝาแน่นอน!
เสื้อผ้าหลายหมื่นตัวจะขายได้อย่างไรกัน
แค่สต็อกสินค้าหลายพันชิ้นที่ขายไม่ออกของเธอก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว!
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread