บทที่ 623: มนต์สะกดแห่งสไตล์
บรรยากาศภายในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอบอวลไปด้วยความวิตกกังวลระคนสงสัย เหล่าพนักงานจับกลุ่มพูดคุยกันด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังประตูทางเข้า ราวกับกำลังรอคอยการมาถึงของสิ่งที่จะชี้ชะตาอนาคตของพวกเขา
ผู้อำนวยการโรงงานย่อมเข้าใจความรู้สึกกระวนกระวายใจของทุกคนเป็นอย่างดี เขาจึงกล่าวปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ตำแหน่งผู้อำนวยการไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการเย็บจักรหรอก เอาล่ะ ทุกคนไม่ต้องกังวลไป ขอแค่ให้ความร่วมมือกับการจัดการของคุณเสี่ยวเซี่ยอย่างเต็มที่ และทำงานในครั้งนี้ให้ดีที่สุดก็พอ เรามาดูกันว่าครั้งนี้คุณเสี่ยวเซี่ยจะสามารถระบายเสื้อผ้าในคลังสินค้าออกไปได้หรือไม่ หากเธอทำได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่พวกคุณจะได้รับเงินเดือนเร็วขึ้นเท่านั้น แต่มันยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความสามารถในการบริหารจัดการโรงงานแห่งนี้จริงๆ เมื่อถึงตอนนั้น พวกคุณก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเลิกจ้างอีกต่อไป”
เหตุผลที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลงนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจ ปัญหามันอยู่ที่เสื้อผ้าที่ผลิตออกมาแล้วไม่สามารถจำหน่ายออกไปได้ เมื่อสินค้าค้างสต็อกจนล้นคลัง เงินทุนไม่หมุนเวียน โรงงานก็ย่อมต้องเดินไปสู่จุดจบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น หากเจียงเซี่ยสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้จริง มันก็หมายความว่าเธอนั้นมีความสามารถ และโรงงานแห่งนี้ก็ยังพอมีแสงสว่างแห่งความหวังรำไรอยู่บ้าง
พนักงานขายคนหนึ่งที่ยืนฟังอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นด้วย “ที่ท่านผู้อำนวยการพูดก็ถูก งั้นเราก็มาดูกันซิว่าเธอคนนี้จะมีปัญญาขนาดไหนถึงจะขายเสื้อผ้าที่กองเต็มคลังสินค้าออกไปได้หมด”
เขาทำงานในโรงงานแห่งนี้มานานหลายปี ย่อมคุ้นเคยกับวิธีการขายแบบดั้งเดิมที่ขนเสื้อผ้าขึ้นรถบรรทุกเป็นคันๆ เพื่อส่งตรงไปยังหน่วยงานราชการหรือสหกรณ์จัดหาสินค้าต่างๆ
แต่วิธีการของเจียงเซี่ยที่ให้มาตั้งแผงขายริมถนนทีละชิ้นๆ เช่นนี้ มันจะใช้เวลานานสักแค่ไหนกันกว่าจะขายหมด? ชายหนุ่มส่ายศีรษะเบาๆ ในใจของเขาไม่ได้คาดหวังกับวิธีการของเธอเลยแม้แต่น้อย ถนนเส้นนี้ในแต่ละวันมีคนเดินผ่านไปมาเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น การตั้งแผงขายอยู่แค่หน้าโรงงาน ต่อให้ขายได้สักหนึ่งพันชิ้นก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ความรู้สึกไม่คาดหวังนี้เองที่แปรเปลี่ยนเป็นความกระสับกระส่ายและไม่อดทนของเหล่าพนักงาน
“ไหนบอกว่าจะขายของไง พวกเราขนเสื้อผ้าออกมาตั้งนานแล้ว ทำไมพวกเธอยังไม่ออกมากันอีก นี่มีคนเดินมาถามราคาแล้วนะ”
“ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเธอจะให้พวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเพื่ออะไรกัน ในเมื่อเสื้อผ้าที่เราใส่อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นของโรงงานเราไม่ใช่เหรอ คนทั้งถนนเขาก็ใส่เสื้อผ้าแบบนี้กันทั้งนั้น พวกเขายังจะอยากเห็นอีกหรือไง”
“นั่นสิ! เสื้อผ้าบนตัวเราก็มาจากโรงงาน ถึงจะเก่าไปหน่อย ซักจนสีซีดไปบ้าง แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นไม่ใช่เหรอว่าเสื้อผ้าของโรงงานเรามันทนทานแค่ไหน จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยหรือ”
“ก็เหมือนกับข้าราชการคนใหม่ที่ย้ายมา ก็ต้องจุดไฟเผาสามกองเพื่อแสดงอำนาจ หาเรื่องไปเรื่อยเปื่อย...”
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถ้อยคำถัดไปจนจบประโยค เสียงพูดคุยก็พลันเงียบลงโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อกลุ่ม ‘นางแบบ’ กิตติมศักดิ์หลายคนเดินเรียงแถวออกมาจากด้านใน ชายคนที่กำลังบ่นอยู่เมื่อครู่ถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ก่อนจะเปลี่ยนทัศนคติในฉับพลัน “แน่นอนว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ! พวกเธอรีบดูเร็วเข้า!”
นี่คือเสื้อผ้าที่โรงงานของพวกเขาผลิตขึ้นมาจริงๆ หรือ
เหตุใดเมื่อสวมใส่อยู่บนเรือนร่างของคนเหล่านั้น มันถึงได้ดูงดงามราวกับเสื้อผ้าคนละชุดกันเช่นนี้
สายตาของพนักงานในโรงงานทุกคนต่างจับจ้องไปยังกลุ่มของเจียงเซี่ยเป็นตาเดียว พวกเขาไม่สามารถละสายตาไปได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้พวกเขาต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เสื้อผ้าที่พวกเขาคุ้นเคยและสวมใส่กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ มันดูดีและทันสมัยได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ทุกคนต่างมองสลับกันไปมาระหว่างนางแบบแต่ละคน แต่สายตาที่ถูกดึงดูดมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเจียงเซี่ย ด้วยรูปร่างหน้าตาที่งดงามของเธอ ผสมผสานกับบุคลิกที่ดูอ่อนหวานแต่ก็แฝงไว้ด้วยความองอาจ กลายเป็นเสน่ห์ที่น่าค้นหา
อันที่จริงแล้ว เจียงเซี่ยเพียงแค่ใช้เทคนิคการแต่งตัวเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเลือกเสื้อตัวในและเครื่องประดับที่แตกต่างกันมาจับคู่กับเสื้อผ้าของโรงงาน ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เสื้อผ้าอาภรณ์นั้นเป็นเรื่องของศิลปะแห่งการจับคู่ แค่เสื้อตัวนอกตัวเดียว เมื่อนำมาสวมทับกับเสื้อตัวในที่ต่างกัน ก็สามารถสร้างสรรค์สไตล์และอารมณ์ที่หลากหลายออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ยกตัวอย่างเช่นตัวของเจียงเซี่ยเองในวันนี้ เธอเลือกใช้เสื้อเชิ้ตผ้าชีฟองเป็นตัวใน สวมทับด้วยแจ็กเกตทหารสีเขียวขี้ม้าตัวนอก แล้วคาดทับด้วยเข็มขัดอีกชั้นหนึ่ง เธอจงใจไม่ติดกระดุมเสื้อแจ็กเกต และจัดชายเสื้อด้านล่างให้เปิดออกเล็กน้อย เทคนิคนี้ช่วยขับเน้นให้ช่วงเอวของเธอดูคอดกิ่วเป็นพิเศษ
เสื้อเชิ้ตชีฟองที่เธอเลือกในวันนี้มีลูกเล่นที่ปกเสื้อซึ่งค่อนข้างซับซ้อน บริเวณคอเสื้อมีสายสำหรับผูกเป็นโบ ช่วยเพิ่มมิติให้กับการแต่งกายโดยรวม เมื่อนำมาจับคู่กันเช่นนี้ แจ็กเกตทหารที่ดูแข็งกระด้างและเป็นทางการ ก็พลันมีกลิ่นอายของความอ่อนหวานแทรกซึมเข้ามาในทันที
ความองอาจห้าวหาญของชุดทหารผสมผสานเข้ากับความนุ่มนวลอ่อนหวานของเสื้อเชิ้ตผ้าชีฟอง ก่อให้เกิดเป็นความงามที่ยากจะหาคำใดมาบรรยายได้ถูก ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สีของเข็มขัดที่เธอคาดนั้นเป็นสีเดียวกับรองเท้าบู๊ตมาร์ตินที่เธอสวมใส่ ทำให้การแต่งกายโดยรวมดูมีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่บนจรดล่าง และดูกลมกลืนอย่างยิ่ง
เมื่อรวมเข้ากับรูปร่างที่สูงโปร่งของเจียงเซี่ย การที่เธอจงใจเลือกสวมแจ็กเกตขนาดใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยซึ่งมีความยาวเป็นพิเศษ ก็ยิ่งทำให้อัตราส่วนเรือนร่างของเธอดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เป็นความงามที่ผสมผสานระหว่างความอ่อนโยนและความแข็งแกร่ง ทั้งสวยสง่าและองอาจในคราวเดียวกัน
ส่วน ‘นางแบบ’ คนอื่นๆ ก็สวมแจ็กเกตแบบเดียวกับเจียงเซี่ยเช่นกัน แต่พวกเธอจับคู่กับเสื้อตัวในที่แตกต่างกันออกไป เพื่อสร้างสรรค์ลุคและสะท้อนบุคลิกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่กับเสื้อยืดคอกลมธรรมดาที่ให้ความรู้สึกสบายๆ หรือการสวมทับชุดเดรสลายดอกที่ให้ความรู้สึกอ่อนหวานแบบผู้หญิง แต่ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือความสวยงามที่น่าทึ่ง
ความสวยงามที่พวกเขาไม่รู้จะสรรหาคำใดมาอธิบายได้ เสื้อผ้าที่พวกเขาเห็นจนชินตาและเบื่อหน่าย กลับถูกปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยสไตล์การแต่งตัวที่แตกต่างออกไป มันไม่เหมือนกับการที่พวกเขาหยิบมาสวมใส่อย่างส่งๆ ในชีวิตประจำวันเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างตกตะลึงจนแทบไม่ยอมกะพริบตา
เมื่อเจียงเซี่ยเห็นเถียนไฉ่ฮวา พ่อโจว และแม่โจวเดินเข้ามาใกล้ เธอก็หันไปบอกกับทุกคน
“เอาล่ะ ทุกคนเข้าประจำที่ของตัวเองได้แล้ว เราจะเริ่มขายกันเดี๋ยวนี้!”
สิ้นคำสั่ง เจียงเซี่ยก็หยิบโทรโข่งแบบพกพาขึ้นมา เดินตรงไปยังกองเสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้า ก่อนจะเริ่มตะโกนเรียกลูกค้าด้วยเสียงอันดัง “ท่านที่เดินผ่านไปผ่านมา เชิญแวะชมก่อนได้จ้า! โรงงานเราโละสต็อก ล้างสต็อกกันไปเลย! ขายทุนกันไปเลย! เอาเงินสดไม่เอาของแล้วจ้า! ชุดหน้าร้อนชุดละแปดหยวนเท่านั้น! ชุดละแปดหยวน! ขายแค่สามวันเท่านั้นนะจ๊ะ ขายแค่สามวัน! ลดกระหน่ำล้างสต็อก! สินค้ามีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย เดินผ่านไปผ่านมาอย่าให้พลาดโอกาสทองนี้นะจ๊ะ!”
เถียนไฉ่ฮวาและแม่โจวเดินตรงเข้ามายังแผงขาย ทำทีเป็นลูกค้าคนแรกตามแผนที่วางไว้
เถียนไฉ่ฮวาชี้ไปที่แจ็กเกตบนตัวของเจียงเซี่ยแล้วเอ่ยถามเสียงดังฟังชัด “ชุดที่เธอใส่อยู่นี่ชุดละแปดหยวนเหรอ มีทั้งเสื้อทั้งกางเกงเลยใช่ไหม”
เจียงเซี่ยถือโทรโข่งตอบกลับไป “แจ็กเกตที่ฉันใส่อยู่นี่เป็นชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงค่ะ ราคาชุดละสิบห้าหยวน มีทั้งเสื้อทั้งกางเกงเลยค่ะ ส่วนชุดละแปดหยวนจะเป็นชุดสำหรับหน้าร้อน เนื้อผ้าจะบางกว่าหน่อย ชุดหน้าร้อนราคาแปดหยวนก็มีทั้งเสื้อและกางเกงขายาวนะคะ เฉลี่ยแล้วก็ตกชิ้นละสี่หยวนเท่านั้นเอง ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้บัตรปันส่วนเสื้อผ้าด้วย คุ้มสุดๆ ไปเลย! คุณสนใจรับสักชุดไหมคะ”
เถียนไฉ่ฮวารีบตอบกลับทันทีราวกับกลัวของจะหมด “งั้นฉันเอาชุดแบบที่เธอใส่สามชุดเลย! ชุดแบบนี้เป๊ะๆ ที่สหกรณ์ในเมืองของเราขายตั้งชุดละยี่สิบห้าหยวนแน่ะ!”
แม่โจวรีบเสริมทัพ “ฉันก็เอาด้วยสองชุดจ้ะ! ชุดละสิบห้าหยวนแถมยังไม่ต้องใช้บัตรปันส่วนเสื้อผ้าอีก จะไปหาเสื้อผ้าที่ถูกขนาดนี้ได้จากที่ไหนกัน แล้วนี่ชุดของผู้ชายกับผู้หญิงราคาเท่ากันที่สิบห้าหยวนเลยใช่ไหมจ๊ะ”
เจียงเซี่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ใช่ค่ะ ราคาเท่ากันไม่แบ่งชายหญิงค่ะ ชุดหน้าร้อนทั้งหมดราคาแปดหยวนต่อชุด ส่วนชุดสำหรับฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วงที่ผ้าหนาขึ้นมาหน่อยก็ราคาแค่สิบห้าหยวนต่อชุดเท่านั้นเองค่ะ”
“ นอกจากนี้เรายังมีเสื้อกันหนาวบุนวมสำหรับฤดูหนาว ราคาแค่ตัวละยี่สิบหยวนเท่านั้น ลองดูสิคะว่าเสื้อตัวนี้หนาขนาดไหน เสื้อกันหนาวบุนวมหนาๆ แบบนี้ แค่ตัวละยี่สิบหยวนเท่านั้น ถ้าไปซื้อตามห้างสรรพสินค้า ไม่มีสามสิบหยวนไม่มีทางซื้อได้อย่างแน่นอนค่ะ แล้วก็ยังมีเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ด้วยนะคะ เสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ราคาแค่สามสิบหกหยวนต่อตัวเท่านั้นค่ะ”
เถียนไฉ่ฮวาสองตาเป็นประกาย “งั้นเสื้อกันหนาวบุนวมฉันเอาหกตัวเลย! แล้วก็เอาเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่อีกตัวนึงด้วย!”
เดิมทีเถียนไฉ่ฮวาตั้งใจจะมาเป็นเพียงหน้าม้าเพื่อช่วยสร้างสถานการณ์ แต่เมื่อได้ยินราคาที่ถูกแสนถูกเช่นนี้ แถมยังไม่ต้องใช้บัตรปันส่วนเสื้อผ้าอีก ความเป็นแม่บ้านผู้รักการประหยัดและชื่นชอบของถูกเป็นชีวิตจิตใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เธอไม่ลังเลเลยที่จะซื้อเพิ่มอีกหลายชุด
เถียนไฉ่ฮวาอาจจะไม่ใช่คนที่จะใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย แต่เธอคือคนที่รักการได้ของราคาถูกมากกว่าสิ่งอื่นใด! เสื้อผ้าเหล่านี้ราคาถูกกว่าท้องตลาดมากโข ในมุมมองของเธอแล้ว นี่คือการได้กำไรอย่างมหาศาล! เธอจึงตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวในคราวเดียว เพราะเสื้อกันหนาวบุนวมดีๆ สักตัว สามารถใส่ได้นานเป็นสิบปี คุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้ม!
เสื้อกันหนาวบุนวมของเหล่าพี่น้องกวงจงเย่าจู่ก็เก่าจนผ้าแข็งกระด้างและไม่ค่อยให้ความอบอุ่นแล้ว เสื้อตัวนอกที่ใส่กันเมื่อปีที่แล้วก็เป็นเจียงเซี่ยที่ซื้อให้ โจวเฉิงซินเคยบ่นว่าเธอไม่ค่อยยอมควักเงินซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้ลูก ตอนนี้แหละ เธอจะซื้อให้ดู!
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเช้าตรู่ซึ่งเป็นเวลาเร่งด่วนที่ผู้คนต่างเดินทางไปทำงานและแวะซื้อของที่ตลาด ทำให้บริเวณหน้าโรงงานมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก และในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ก็มีคนประเภทเดียวกับเถียนไฉ่ฮวาอยู่ไม่น้อย คนที่รู้จักเก็บรู้จักออม แต่ก็รักที่จะได้ของราคาถูกเป็นที่สุด ดังนั้น เพียงไม่นาน บริเวณหน้าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่เข้ามามุงดู
ราคาของเสื้อผ้าเหล่านี้ในท้องตลาดเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นแบบที่ผู้คนสวมใส่กันมานานหลายปี หลายคนในที่นั้นก็กำลังสวมใส่อยู่เช่นกัน เพียงแต่สภาพมันเก่าคร่ำคร่า ซักจนสีซีดจาง หรือบางคนถึงกับมีรอยปะรอยขาด การที่เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมแบบเดียวกันมาขายในราคาที่ถูกลงไปกว่าสิบหยวนจึงถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง ทำให้หลายคนอดใจไม่ไหวที่จะควักเงินซื้อ
เสียงสั่งซื้อดังขึ้นเซ็งแซ่จากทั่วทุกทิศทาง
“ฉันเอาชุดสิบห้าหยวนสองชุด แล้วก็เสื้อคลุมทหารตัวนึง!”
“ฉันขอเสื้อกันหนาวบุนวมตัวนึง!”
“ทางนี้เอาชุดสิบหยวนชุดนึง แล้วก็ชุดสิบห้าหยวนอีกสองชุด!”
“ฉันเอาเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ตัวนึงกับเสื้อกันหนาวบุนวมอีกตัว!”
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread