บทที่ 624: ชุดคู่รัก?
หลังจากที่เจียงเซี่ยใช้เสียงตะโกนเรียกลูกค้าอยู่พักใหญ่จนเริ่มรู้สึกเจ็บคอ เธอก็ส่งโทรโข่งแบบพกพาที่อยู่ในมือให้กับผู้อำนวยการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ยืนอยู่ข้างๆ
เมื่อผู้อำนวยการโรงงานรับโทรโข่งมาแล้วก็เริ่มตะโกนกู่ร้องด้วยเสียงอันดังลั่น “ผ่านมา….แวะก่อนได้ ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่ากันจ้า เข้ามาดูก่อนเร็วเข้า…..”
เสียงของเขาช่างดังกระหึ่มกังวาน ทั้งยังแฝงไปด้วยความแหบพร่าอันเป็นเอกลักษณ์ของคนที่สูบบุหรี่มานานหลายปี เมื่อนำมาใช้ตะโกนเรียกลูกค้าเช่นนี้แล้วกลับฟังดูสมจริงสมจังยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ช่างแตกต่างจากเสียงของเจียงเซี่ยที่แม้จะไพเราะน่าฟัง แต่พอต้องมาตะโกนโหวกเหวกกลับไม่ได้อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้เลย
ในเวลาอันรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มหยุดยืนอยู่ที่บริเวณหน้าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามามุงดูที่แผงลอยเพื่อเลือกชมเสื้อผ้าที่วางเรียงรายกันอยู่อย่างคึกคัก และยิ่งเมื่อมีคนมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาให้ต้องแวะเข้ามาดูด้วยความสนใจใคร่รู้มากขึ้นเท่านั้น
“นี่... ชุดละสิบหยวนจริงๆ เหรอคะ?” เสียงของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ
“จริงสิจ๊ะ! ชุดสำหรับฤดูร้อนราคาแค่สิบหยวนเท่านั้น ชุดสามชิ้นที่มีทั้งเสื้อตัวนอก เสื้อกล้าม และกางเกงขายาว ทั้งหมดนี่แค่สิบหยวนเท่านั้น แต่ถ้าไม่เอาเสื้อกล้ามก็จะลดราคาเหลือแปดหยวน ส่วนเสื้อกันหนาวที่บุผ้าฝ้ายหนาๆ นั่นก็แค่ตัวละยี่สิบหยวนเองนะ! ฉันเพิ่งซื้อเสื้อกันหนาวไปตั้งสองตัวแน่ะ! บอกเลยว่าถูกกว่าที่ห้างสรรพสินค้าเยอะ!” หญิงอีกคนที่กำลังเลือกซื้ออยู่ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น
“ใช่ๆ ถูกกว่าที่สหกรณ์เยอะแยะเลย! รีบๆ ซื้อเถอะ! ฉันซื้อไปตั้งสามชุดแล้วนะ เดี๋ยวจะกลับไปบอกพี่สะใภ้ใหญ่ให้รีบมาซื้อด้วยเหมือนกัน ซื้อเก็บไว้ใส่ตอนปีใหม่ก็ยังได้”
บทสนทนาเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนที่กำลังลังเลใจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น พวกเขาเห็นคนอื่นซื้อกันคนละชุด สองชุด บางคนก็สี่ห้าชุด จึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มลงมือเลือกซื้อกับเขาบ้าง เมื่อได้ลองหยิบจับและพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็พบว่าชุดฤดูร้อนนั้นคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนเสื้อกันหนาวนั่นก็ถูกแสนถูก!
ซื้อสิ รออะไร!
เสื้อคลุมทหารตัวใหญ่แบบนั้น ราคาแค่สามสิบหกหยวนเองอย่างนั้นหรือ?
ซื้อ! ต้องซื้อเท่านั้น!
บางคนใฝ่ฝันอยากจะมีเสื้อคลุมทหารเป็นของตัวเองมานานหลายปีแต่ก็ไม่เคยตัดใจซื้อได้ลงเสียที พอมาได้ยินว่าราคาแค่สามสิบหกหยวนเท่านั้น เงินสดที่พกติดตัวมาจึงไม่เพียงพอ พวกเขาจึงรีบวิ่งกลับบ้านไปเอาเงินทันทีด้วยความกลัวว่าถ้าช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ของจะขายหมดไปเสียก่อน
ผู้คนจำนวนมากประสบปัญหาเดียวกันคือพกเงินสดมาไม่พอ พวกเขาต่างรีบวิ่งกลับบ้านไปเอาเงินเพิ่ม พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะบอกข่าวดีนี้แก่ญาติสนิทมิตรสหายให้รีบพากันมาซื้อของดีราคาถูก
ส่วนคนที่ซื้อของกลับไปถึงบ้านแล้ว หลังจากนำไปอวดให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านได้ดู ทุกคนต่างก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ข่าวนี้จึงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ดึงดูดให้ผู้คนหลั่งไหลกันมาซื้อของอย่างไม่ขาดสาย
บางคนพอกลับถึงบ้านแล้วก็มานั่งนึกเสียดายว่าน่าจะซื้อมาให้เยอะกว่านี้ เลยต้องรีบคว้าเงินแล้ววิ่งกลับมาที่โรงงานเพื่อเลือกซื้อเพิ่มอีกรอบ ส่งผลให้คลื่นมหาชนระลอกแล้วระลอกเล่าต่างพากันแห่แหนมาที่นี่อย่างต่อเนื่อง
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เสื้อผ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าขนาดนี้ก็เพราะว่ามันมีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นราคาที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหนอีกแล้วในตลาดทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น การซื้อเสื้อผ้าที่นี่ยังไม่ต้องใช้คูปองผ้าอีกด้วย ไม่ว่าจะซื้อกี่ชิ้นก็ตาม
ด้วยเงินจำนวนเท่าเดิมที่ปกติแล้วจะซื้อได้แค่ชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงเพียงชุดเดียว แต่ในวันนี้กลับสามารถซื้อได้ทั้งชุดฤดูใบไม้ร่วงและชุดฤดูร้อนอย่างละชุด
ด้วยเงินจำนวนเท่าเดิมที่ปกติแล้วจะซื้อได้แค่เสื้อกันหนาวเพียงตัวเดียว แต่ในวันนี้กลับสามารถซื้อได้ทั้งเสื้อกันหนาวหนึ่งตัวและชุดฤดูร้อนอีกถึงสองชุด!
สำหรับประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างประหยัดมัธยัสถ์ ขาดแคลนทั้งเสื้อผ้าและอาหาร การได้มาพบกับสินค้าราคาถูกขนาดนี้จึงเปรียบเสมือนการได้เจอขุมทรัพย์ครั้งยิ่งใหญ่
แม้ว่ารูปแบบของเสื้อผ้าเหล่านี้จะดูล้าสมัยไปบ้างแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังสามารถสวมใส่ได้เป็นอย่างดี ในยามที่ผู้คนยากจนข้นแค้น การแต่งกายนั้นไม่ได้คำนึงถึงความทันสมัยหรือแฟชั่นอะไรมากมายนัก ขอเพียงแค่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและสามารถปกปิดร่างกายได้อย่างมิดชิดก็เพียงพอแล้ว
กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่กำลังมุงล้อมเลือกซื้อสินค้าอย่างขะมักเขม้นนั้นล้วนเป็นหญิงวัยกลางคนและผู้สูงอายุเป็นหลัก ส่วนกลุ่มวัยรุ่นนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจกับเสื้อผ้าสไตล์นี้มากนัก แต่ก็มีวัยรุ่นบางส่วนที่เหลือบไปเห็นเสื้อผ้าที่เจียงเซี่ยและคนอื่นๆ สวมใส่แล้วรู้สึกว่าสวยงามน่ามอง จึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปสอบถามว่าเสื้อตัวในที่พวกเธอใส่อยู่นั้นมีขายด้วยหรือไม่
เจียงเซี่ยซึ่งยืนคอยให้ความช่วยเหลืออยู่บริเวณนั้นได้ตอบกลับอย่างกระตือรือร้นว่า “เสื้อตัวในไม่มีขายหรอกค่ะ ส่วนเสื้อเชิ้ตก็ไม่มีเหมือนกันค่ะ นี่เป็นเสื้อผ้าส่วนตัวของพวกเราเอง แต่คุณลูกค้าสามารถซื้อชุดตัวนอกใหม่ๆ กลับไปสักชุด แล้วลองหาเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดที่มีอยู่ที่บ้านมาใส่คู่กันดูสิคะ หรือจะลองจับคู่กับเสื้อกะลาสีก็ดูดีไปอีกแบบนะคะ เวลาใส่เสื้อตัวนอกก็อย่าติดกระดุมจนหมดทุกเม็ด ให้ปลดกระดุมออกบ้างแบบนี้ค่ะ...”
“ฉันอยากจะซื้อให้แฟนสักชุดหนึ่งค่ะ ไม่ทราบว่าของผู้ชายก็ราคาชุดละสิบหยวนเหมือนกันหรือเปล่าคะ?” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ใช่แล้วค่ะ ของผู้ชายก็ราคาชุดละสิบหยวนเหมือนกัน รับรองว่าผู้ชายใส่แล้วก็ดูดีไม่แพ้กันเลยนะ! คุณจะซื้อไปใส่คู่กันกับเขาก็ได้นะ จะได้เป็นชุดคู่รักกันไปเลย” ทันทีที่เจียงเซี่ยได้ยินหญิงสาวพูดว่าจะซื้อไปให้แฟน เธอก็รีบกวักมือเรียกโจวเฉิงเหล่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลทันที “มานี่หน่อยสิคะ!”
โจวเฉิงเหล่ยเดินเข้ามาหาเธออย่างว่าง่าย เจียงเซี่ยจึงหยิบเสื้อนอกตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วบอกกับเขาว่า “ลองใส่ให้ดูหน่อยค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว
เจียงเซี่ยช่วยจัดเสื้อนอกให้เขาเข้าที่เข้าทาง พร้อมกับหันไปพูดกับลูกค้าสาวคนนั้นต่อว่า “ดูสิคะ พอผู้ชายสวมเสื้อนอกตัวนี้ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ สักตัว ก็ดูดีขึ้นมาทันทีเลยใช่ไหมล่ะคะ? นี่คือสามีของฉันเองค่ะ คุณดูสิคะ พอเราสองคนแต่งตัวแบบนี้แล้วเหมือนใส่ชุดคู่รักกันเลยใช่ไหมล่ะ? ใครเห็นก็ต้องรู้ทันทีว่าเราเป็นแฟนกัน! ยิ่งไปกว่านั้นนะคะ การแต่งตัวแบบนี้ไปถ่ายรูปตอนจดทะเบียนสมรส รูปที่ออกมาก็จะดูสวยงามเป็นพิเศษ แถมยังดูเหมาะสมกันมากๆ เลยด้วย!”
โจวเฉิงเหล่ยได้ฟังดังนั้นก็เหลือบมองเจียงเซี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงสำรวจเสื้อผ้าบนร่างกายของตัวเอง แล้วตัดสินใจในใจว่าจะซื้อกลับไปสักสองชุด ชุดหนึ่งสำหรับเขา และอีกชุดหนึ่งสำหรับเจียงเซี่ย
หญิงสาวคนนั้นตอนแรกตั้งใจจะซื้อเสื้อผ้าแค่ชุดเดียวเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนรักของเธอ แต่พอได้มองดูเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยยืนเคียงข้างกันแล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง อีกทั้งตัวเธอเองกับคนรักก็กำลังมีแผนที่จะไปจดทะเบียนสมรสกันในเร็วๆ นี้อีกด้วย!
คำพูดของพนักงานหญิงจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าคนนี้ช่างพูดได้ถูกใจเธอเสียจริง พอถึงวันที่จะต้องไปจดทะเบียนสมรส เธอกับคนรักจะได้สวมชุดคู่กันไป
เมื่อบรรดาคนงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้ยินเจียงเซี่ยแนะนำว่าโจวเฉิงเหล่ยคือสามีของเธอ ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันไปพินิจพิจารณาชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง
ตอนแรกพวกเขานึกว่าเจียงเซี่ยเป็นภรรยาน้อยของนักธุรกิจชาวต่างชาติสูงวัยคนไหนเสียอีก!
แต่ที่ไหนได้ สามีของเธอช่างเป็นชายหนุ่มที่สูงสง่าและหล่อเหลาถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้น แค่เพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน รัศมีและบารมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นช่างทรงพลังและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
เพียงแค่สายตาที่เขามองมาก็สามารถทำให้คนธรรมดาทั่วไปถึงกับขวัญหนีดีฝ่อได้เลยทีเดียว!
แต่ใครจะไปคิดว่าชายหนุ่มผู้มีบารมีเปี่ยมล้นขนาดนี้ จะยอมให้ผู้อำนวยการคนใหม่สั่งให้ใส่เสื้อก็ใส่ สั่งให้ถอดเสื้อก็ถอดอย่างว่าง่าย
ไม่ว่าเธอจะสั่งให้เขาทำอะไร เขาก็ทำตามแต่โดยดีไม่มีอิดออด
เขายังถึงกับยอมโน้มตัวลงต่ำเพื่อให้เข้ากับความสูงของเธอ ปล่อยให้เธอช่วยจัดแจงเสื้อผ้าบนร่างกายของเขาได้อย่างสะดวกสบาย
ผู้ชายคนนี้ช่างเชื่อฟังภรรยาของเขาเสียจริงๆ!
ความว่าง่ายของโจวเฉิงเหล่ยทำให้มีหญิงสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พากันมาขอให้เขาลองเสื้อผ้าให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่เว้นแม้แต่บรรดาคุณป้าคุณยายทั้งหลายก็ยังเข้ามาร่วมวงขอให้เขาลองเสื้อให้ดูด้วยเช่นกัน!
ใบหน้าของโจวเฉิงเหล่ยเริ่มดำคล้ำและเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ ใครก็ตามที่เอ่ยปากขอให้เขาลองเสื้อผ้า เขาจะส่งสายตาเย็นชาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายทันที แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงให้ความร่วมมือกับเจียงเซี่ยเป็นอย่างดี ไม่กล้าทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอ
...
โชคดีที่เจียงเซี่ยอยู่ที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าจนถึงแค่เก้าโมงเช้าเท่านั้นเธอก็ต้องรีบกลับบ้านไปให้นมลูกแล้ว
พ่อโจวไม่ได้กลับมาด้วย ท่านไม่มีอะไรทำเป็นพิเศษจึงอาสาอยู่ช่วยดูแลความเรียบร้อยที่นี่ต่อ
ส่วนเถียนไฉ่ฮวาและแม่โจวก็ไม่ได้กลับมาเช่นกัน พวกท่านทั้งสองต่างก็ชอบบรรยากาศที่คึกคักจอแจแบบนี้
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้สนใจพวกเขามากนัก เขาตั้งใจว่าจะค่อยกลับมารับพวกท่านอีกทีในช่วงเวลากลางวัน
เมื่อกลับมาถึงบ้านของตระกูลเจียง เจียงตงและจางฟู่เหยียนกำลังอุ้มลูกน้อยกันอยู่คนละคน พลางหยอกล้อให้เด็กๆ หัวเราะอย่างสนุกสนาน
ภายในห้องอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขของเด็กน้อยทั้งสอง
ตอนนี้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแล้ว เพียงแค่ผู้ใหญ่ก้มศีรษะลงไปสัมผัสที่หน้าอกของพวกเขาเบาๆ เพื่อหยอกล้อเล่นด้วย เด็กๆ ก็จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง
“พ่อล่ะคะ แล้วแม่ไปไหน?” เจียงเซี่ยก้มตัวลงเพื่อเปลี่ยนรองเท้า
โจวเฉิงเหล่ยยื่นมือออกมาช่วยประคองเธอไว้อย่างห่วงใย
“พ่ออยู่ในห้องน้ำ กำลังล้างก้นให้ลูกอยู่ ส่วนแม่ก็ออกไปซื้อของที่ตลาดครับ”
จางฟู่เหยียนยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเธอสองคนกลับมาเร็วจังเลยนะ?”
ตอนแรกจางฟู่เหยียนตั้งใจว่าจะมาช่วยเจียงเซี่ยขายเสื้อผ้า แต่ไม่คิดว่าเธอจะออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ขนาดนี้
“กลัวว่าลูกจะหิวน่ะ” เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยเปลี่ยนรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าไปล้างมือในห้องครัว
ทันทีที่ทั้งสองคนล้างมือเสร็จ พ่อเจียงก็อุ้มเอ้อร์เป่าที่เพิ่งล้างก้นจนสะอาดสะอ้านออกมาจากห้องน้ำพอดี
พอเจ้าตัวเล็กออกมาข้างนอกแล้วได้เห็นหน้าพ่อกับแม่ เขาก็ยิ้มกว้างออกมาทันทีพร้อมกับส่งเสียง “ฮะ...”
พ่อเจียงส่งลูกชายให้กับเจียงเซี่ย “ลูกอุ้มเขาออกไปใส่กางเกงข้างนอกนะ เดี๋ยวพ่อจะไปซักผ้าอ้อมให้”
โจวเฉิงเหล่ยพูดขึ้นมา “เดี๋ยวผมไปซักเองครับ”
“ไม่ต้องหรอก พ่อทำเองได้ พวกเธอไปพักผ่อนกันเถอะ”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ตอบอะไร แต่เดินตรงเข้าไปในห้องน้ำทันที
เจียงเซี่ยอุ้มลูกชายขึ้นมาแล้วถามว่า “อึ๊ๆ เหรอเรา?”
พอได้มาอยู่ในอ้อมแขนของแม่ เจ้าตัวเล็กก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง เมื่อเห็นแม่พูดคุยด้วย เขาก็รีบตอบกลับทันที “อืมอา~”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าแม่กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม
พ่อเจียงหยิบกางเกงและผ้าอ้อมผืนใหม่ออกมาให้พร้อมกับเอ่ยถามว่า “ขายของเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
เจียงเซี่ยวางลูกชายลงบนเตียงเด็กอ่อน รับผ้าอ้อมและกางเกงมาจากมือของพ่อเจียง แล้วลงมือเปลี่ยนให้ลูกชายอย่างคล่องแคล่ว “ก็ดีนะคะ ตอนที่หนูกลับมาก็ขายไปได้สามร้อยกว่าชุดแล้วค่ะ”
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จและกล่อมลูกๆ ให้นอนหลับแล้ว เจียงเซี่ยก็กลับไปที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอีกครั้งเพื่อดูความคืบหน้า
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread