บทที่ 628: ระบายความอัดอั้น
แววตาของมารดาเฝิงปิ่งกวาดมองสำรวจโจวเฉิงเซินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาประเมินค่า ก่อนจะเลื่อนไปจับจ้องที่หร่วนถังซึ่งหลบอยู่ด้านหลังบุรุษร่างสูงใหญ่คนนั้นด้วยท่าทีหวาดหวั่น น้ำเสียงของหล่อนอ่อนลงทันทีเมื่อเอ่ยกับหญิงสาว
“เสี่ยวถัง นี่ใครกันเหรอ เฝิงปิ่งเห็นผู้ชายคนนี้ใช่ไหม ถึงได้โมโหขนาดนั้น ไม่เป็นไรนะลูก ทุกอย่างมันต้องมีเหตุผล เฝิงปิ่งเขารักลูกมากเกินไป พอเห็นลูกอยู่กับผู้ชายคนอื่นก็เลยหึงหวงไปหน่อย เดี๋ยวป้าจะอธิบายให้เขาฟังเอง เชื่อป้านะ ป้สรู้จักลูกชายของป้าดี ถ้าพวกเธอสองคนได้แต่งงานกันเมื่อไหร่ เขาก็จะรู้สึกมั่นคงขึ้นเอง แล้วนิสัยขี้หึงแบบนี้ก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง คุณหมอเกา ช่วยเป็นพยานให้ดิฉันด้วยนะคะ ถ้าต่อไปในอนาคตเฝิงปิ่งกล้าลงไม้ลงมือกับเสี่ยวถังอีก ดิฉันจะตีขาของมันให้หักเลยคอยดู!”
แน่นอนว่ามารดาของเฝิงปิ่งย่อมตระหนักดีถึงปัญหาของบุตรชายตนเอง หล่อนสังเกตเห็นความผิดปกตินี้มานานแล้ว ด้วยเหตุนี้เองหล่อนจึงมองว่าหร่วนถังคือบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถช่วยเหลือบุตรชายของหล่อนได้ เพราะความรักที่บุตรชายมีต่อหร่วนถังนั้นเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
ในความคิดของเธอ เพียงแค่มีหร่วนถังคอยอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน เอาใจใส่ และยอมทำตามความต้องการของเขาทุกอย่าง เฉกเช่นที่ผู้เป็นแม่คอยปรนเปรอเขามาโดยตลอด เขาก็จะกลายเป็นคนปกติสุขและไม่มีอาการคลุ้มคลั่งใดๆ ปรากฏออกมาอีกเลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดก็ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาเลยไม่ใช่หรือ
บัดนี้เธอแก่ชราลงทุกวัน ไม่สามารถอยู่ดูแลบุตรชายไปได้ตลอดชีวิต จึงจำเป็นต้องหาใครสักคนมาทำหน้าที่นี้แทน เพื่อที่เธอจะได้จากไปอย่างหมดห่วง
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม เธอจะต้องทำให้บุตรชายของตนได้แต่งงานกับหร่วนถังให้จงได้
แม้จะถูกใครต่อใครตราหน้าว่าไร้ยางอาย หรือแม้กระทั่งต้องคุกเข่าอ้อนวอนหร่วนถัง เธอก็ยอม!
เกาเจี๋ยถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโหระคนสมเพช ยังจะมีหน้ามาขอให้ตนเป็นพยานอีกงั้นหรือ
“ถ้างั้นก็ไปตีขาลูกชายคุณให้หักเลยสิ! ลูกชายคุณทำร้ายคนอื่นมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทำไมคุณถึงไม่ไปตีขาลูกชายตัวเองให้มันพิการไปเลยล่ะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ เสี่ยวถังของฉันมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว! เพราะฉะนั้นเลิกมายุ่งวุ่นวายกับเธอได้แล้ว!”
สิ้นคำพูดนั้น มารดาของเฝิงปิ่งก็ทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นทันที สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
“เสี่ยวถัง ป้าขอร้องล่ะนะ! ป้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ ป้ามีลูกชายอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น เธอคงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ใช่ไหม เขาไม่ได้ป่วยอะไรเลยจริงๆนะ เขาแค่รักเธอมากเกินไป พอเห็นเธอสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่นก็เลยพลั้งเผลอทำอะไรโง่ๆลงไปเท่านั้นเอง ให้โอกาสเขาอีกสักครั้งได้ไหม ป้ารับรองเลยว่าถ้าเธอแต่งงานกับเขาเมื่อไหร่ เขาจะไม่ทำแบบนี้อีกแน่นอน ป้ารู้ว่าเธอยังไม่มีใคร ป้าสืบมาหมดแล้ว! ช่วยป้าหน่อยนะ ให้อภัยเฝิงปิ่งเถอะนะ ถ้าเธอไม่ตกลง ป้าก็จะคุกเข่าอยู่อย่างนี้ไม่ลุกไปไหน!”
เกาเจี๋ยสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “คุณเข้าใจผิดแล้ว! พ่อแม่ของเสี่ยวถังเพิ่งจะเดินทางมาหา แล้วก็หาคู่ครองให้เธอเรียบร้อยแล้วด้วย พวกคุณเลิกมาวุ่นวายกับหลานสาวของฉันสักที!!”
โจวเฉิงเซินสังเกตเห็นว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดยืนมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตึกแถวนั้นต่างก็พากันโผล่หน้าต่างออกมาสอดส่อง เขาคำนึงว่าในอนาคตหร่วนถังยังต้องอาศัยอยู่ที่นี่ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม “คุณหมอเกา คุณพาเสี่ยวถังไปก่อนเถอะครับ ทางนี้ให้ผมจัดการเอง”
เกาเจี๋ยไม่รอช้า รีบคว้าแขนหร่วนถังแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจทันที
มารดาของเฝิงปิ่งพยายามจะวิ่งตามไป แต่ก็ถูกโจวเฉิงเซินขวางเอาไว้ได้ทันท่วงที
เมื่อเห็นว่าร่างของหร่วนถังลับสายตาไปแล้ว หล่อนก็ตะโกนตามหลังไปด้วยเสียงอันดัง “เสี่ยวถัง ป้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ! ป้าจะรอจนกว่าเธอจะยอมตกลง!”
เกาเจี๋ยดึงหร่วนถังให้เลี้ยวเข้าซอยด้านหลัง พลางทำเป็นไม่ได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังมา ทั้งแม่ทั้งลูกนี่มันบ้ากันทั้งคู่!
มารดาของเฝิงปิ่งหันกลับมาเผชิญหน้ากับโจวเฉิงเซิน บุรุษที่ยืนขวางทางหล่อนอยู่
“สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ดิฉันเป็นแม่ของคู่หมั้นหร่วนถังค่ะ ลูกชายของดิฉันกับเธอกำลังจะไปจดทะเบียนสมรสกันอยู่แล้ว เธอเคยไปค้างคืนที่บ้านของดิฉันด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นคนของลูกชายดิฉันแล้ว คุณคงจะเป็นเพื่อนร่วมงานของเสี่ยวถังสินะคะ ขอบคุณมากเลยนะคะที่วันนั้นช่วยห้ามลูกชายของดิฉันไว้ คนสองคนผัวเมียมันก็ต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา วันนั้นเขาดื่มเหล้าเข้าไปเยอะเลยทำอะไรไม่ยั้งคิดไปหน่อย เขาแค่เมาแล้วก็เข้าใจผิดคิดว่าคุณสองคนกำลังคบหากันอยู่ ปกติลูกชายของดิฉันไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ เขาจะเป็นแบบนี้ก็ต่อเมื่อเห็นผู้ชายคนอื่นมาเข้าใกล้หร่วนถังเท่านั้นแหละค่ะ ลูกชายของดิฉันเป็นคนรักเดียวใจเดียว ถ้ารักใครแล้วก็จะรักไปตลอดชีวิต เขาทนไม่ได้หรอกที่จะเห็นผู้ชายคนอื่นมาอยู่ข้างกายเธอ แม้ว่าเธอจะแต่งงานไปแล้วก็ตาม”
แน่นอนว่าเรื่องที่หร่วนถังเคยไปค้างคืนที่บ้านของหล่อนนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ จุดประสงค์ของหล่อนก็เพื่อต้องการให้ชายคนนี้ดูแคลนและรังเกียจหร่วนถังก็เท่านั้น
หล่อนไม่เชื่อหรอกว่าหากตนยังคงตอแยไม่เลิกราเช่นนี้แล้ว จะยังมีใครกล้ามาข้องเกี่ยวกับหร่วนถังอีก!
หร่วนถังเปรียบเสมือนห่วงชูชีพของบุตรชายหล่อน จะปล่อยให้เธอไปแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด ต้องรอจนกว่าบุตรชายของหล่อนจะพ้นโทษออกมาเสียก่อน
ดังนั้นในอดีตเมื่อหล่อนได้ยินข่าวว่ามีคนคิดจะแนะนำผู้ชายให้หร่วนถัง หล่อนก็จะไปพูดจาในทำนองเดียวกันนี้กับฝ่ายนั้น ซึ่งก็ได้ผลชะงัด อีกฝ่ายแสดงท่าทีรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน
ต่อมาหล่อนถึงได้รู้ว่าตัวหร่วนถังเองก็ไม่อยากจะคบหากับใครอีกแล้ว
เวลาล่วงเลยมานานหลายปี หร่วนถังก็อายุมากขึ้นทุกวัน หากไม่รีบแต่งงานในเร็ววันนี้ก็จะกลายเป็นสาวแก่ขึ้นคาน พ่อแม่ของหร่วนถังคงจะเริ่มหาคู่ครองให้เธออีกครั้งเป็นแน่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้บุตรชายของหล่อนซึ่งเพิ่งพ้นโทษออกมา พอไปหาหร่วนถังแล้วก็ต้องมาเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอีกครั้ง!
โจวเฉิงเซินมองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของหล่อน ช่างเป็นคนที่ไร้ซึ่งระดับเสียจริง ไม่เคยเห็นใครรังแกคนอื่นได้ขนาดนี้มาก่อน!
เขายิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น “อย่างนั้นหรือครับ? ถ้าอย่างนั้นก็ยินดีต้อนรับลูกชายของคุณมาหาผมกับหร่วนถังได้ทุกเมื่อเลยนะครับ มาดูกันว่าระหว่างเขากับผมใครจะหมัดหนักกว่ากัน อ้อ จริงสิครับ คุณได้เห็นบาดแผลของเขาหรือยังครับ ระหว่างเขากับผมใครเจ็บหนักกว่ากันเหรอ?”
มารดาของเฝิงปิ่ง “…”
เมื่อเห็นว่าหร่วนถังและเกาเจี๋ยเดินไปไกลแล้ว โจวเฉิงเซินจึงพูดจาได้อย่างไม่ต้องเกรงใจอีกต่อไป
“คุณอาจจะไม่รู้ว่าผมเพิ่งจะหย่ามาสดๆร้อนๆ คนที่เคยผ่านการหย่าร้างมาแล้วอย่างผม การที่จะได้แต่งงานกับหร่วนถังก็ถือว่าเป็นบุญวาสนาอย่างสูงแล้ว จะไปรังเกียจเรื่องที่เธอเคยมีคนรักมาก่อนได้อย่างไรกัน คุณอาจจะไม่รู้ว่าผมหย่ากับภรรยาเพราะอะไร ผมถูกสวมเขา ภรรยาของผมตั้งท้องลูกของคนอื่น ด้วยเหตุนี้สภาพจิตใจของผมจึงหดหู่และซึมเศร้าอย่างรุนแรง ผมต้องการใครสักคนมาเป็นที่ระบายอารมณ์อยู่พอดี ให้เขามาสิครับ จะได้ให้ผมช่วยระบายความอัดอั้นตันใจเสียหน่อย!”
โจวเฉิงเซินบีบกำปั้นแน่นจนข้อนิ้วลั่นดังกร๊อบแกร๊บ
มารดาของเฝิงปิ่ง “…”
“จริงสิ คุณอาจจะไม่รู้ว่าบ้านผมเป็นชาวประมง ตั้งแต่เล็กจนโตผมก็ใช้มีดฆ่าปลามาโดยตลอด การผ่าท้องควักไส้ถือเป็นเรื่องที่ผมถนัดเป็นพิเศษ ที่บ้านผมไม่มีอะไรมากหรอกครับ มีแต่มีดนี่แหละที่เยอะเป็นพิเศษ ลูกชายของคุณทนรับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้งั้นหรือ พอเห็นหร่วนถังอยู่กับผู้ชายคนอื่นก็จะทำร้ายคนงั้นหรือ แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าเมื่อหลายปีก่อนกฎหมายได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การป้องกันโดยชอบไว้อย่างชัดเจน คุณรู้ไหมว่าการป้องกันโดยชอบคืออะไร”
“การป้องกันโดยชอบก็คือกฎหมายที่บัญญัติให้พลเมืองมีสิทธิ์ป้องกันตนเองเมื่อต้องเผชิญกับการละเมิดที่ผิดกฎหมาย โดยไม่ต้องรับผิดทางอาญา พูดง่ายๆ ก็คือเวลาที่ถูกคนอื่นทำร้าย คุณสามารถทำร้ายกลับได้ ตราบใดที่ไม่ถึงตายก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย! ด้วยพฤติกรรมที่ลูกชายของคุณทำกับหร่วนถัง ต่อให้ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย!”
มารดาของเฝิงปิ่ง “…”
“คุณให้ลูกชายของคุณมาหาผมกับหร่วนถังได้เลย มารบกวนผมกับหร่วนถังได้เลย ผมยินดีต้อนรับทุกเมื่อ! วางใจได้ ผมไม่ทำร้ายเขาถึงตายหรอก ผมแค่ต้องการคนช่วยระบายความอัดอั้นตันใจก็เท่านั้น”
มารดาของเฝิงปิ่ง “…”
โจวเฉิงเซินยิ้มอย่างน่าสยดสยอง “ต้องการให้ผมพาหร่วนถังไปเยี่ยมลูกชายของคุณด้วยกันไหมครับ? เราสามารถไปเยี่ยมลูกชายของคุณที่บ้านได้เดือนละครั้ง หรือจะให้ไปทุกสัปดาห์ก็ได้นะครับ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง!”
“…”
คนบ้า!
บ้ายิ่งกว่าลูกชายของเธอเสียอีก!
จากนั้นเมื่อหร่วนถังและเกาเจี๋ยนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุอย่างเร่งรีบ พวกเขาก็เห็นเพียงแผ่นหลังของมารดาเฝิงปิ่งที่กำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
เกาเจี๋ยถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง “ทำไมเธอถึงไปแล้วล่ะ”
ในอดีตเวลาที่เธอบุกมาหาถึงบ้าน หากไม่โวยวายอยู่ครึ่งค่อนวันหรือรอจนตำรวจมาถึง ก็ไม่มีทางยอมกลับไปง่ายๆ
โจวเฉิงเซินตอบเรียบๆ “ผมขู่จนวิ่งหนีไปแล้วครับ”
เกาเจี๋ย “…”
หร่วนถัง “...ขู่ยังไงเหรอคะ”
“ก็แค่ทำตัวให้บ้ายิ่งกว่าพวกเขาก็เท่านั้นเอง”
หร่วนถัง “…”
โจวเฉิงเซินไม่ได้เล่ารายละเอียดให้เธอฟัง เพียงแต่กล่าวว่า “พวกคุณไม่จำเป็นต้องไปหาคนอื่นมาแกล้งทำเป็นคู่รักหรอกครับ ครั้งหน้าถ้าเธอมาหาคุณอีก ก็บอกผมได้เลย ผมจะไปขู่เธอเป็นเพื่อนคุณ หรือเราจะบุกไปขู่เธอถึงที่เลยก็ได้! ใครจะกลัวใครกัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หร่วนถังก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
โจวเฉิงเซินไม่ได้มองเธอ เขาก้มหน้าลงหยิบปากกาหมึกซึมและซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต
ซองบุหรี่เป็นแบบซองอ่อน ข้างในเหลือบุหรี่อยู่เพียงมวนเดียว เขาหยิบมันออกมาคาบไว้ที่ริมฝีปาก ฉีกซองบุหรี่ออก เปิดฝาปากกา แล้วเขียนหมายเลขโทรศัพท์สองเบอร์ลงบนซองบุหรี่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นให้กับหร่วนถัง
“เบอร์หนึ่งเป็นเบอร์ที่ทำงานของผม อีกเบอร์เป็นเบอร์ของหน่วยผลิตของเรา ในเวลางานก็โทรเข้าเบอร์ที่ทำงาน หลังเลิกงานก็โทรเข้าเบอร์ของหน่วยผลิต ก็จะหาผมเจอ”
(จบบท)
ผู้แปล F
เพจ: Jnovelread