บทที่ 629 ใครจะไปกลัวใคร
โจวเฉิงเซินสังเกตเห็นว่าใบหน้าของหร่วนถังยังคงซีดขาวอยู่บ้าง อย่างไรเสียนั่นก็เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “พวกนั้นชอบมาหาเรื่องคุณไม่ใช่เหรอ ไม่เป็นไรเลย ถ้าเธอมาหาคุณครั้งหนึ่ง ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณเพื่อไปหาพวกนั้นสองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง ห้าครั้ง หรือแม้แต่สิบครั้งก็ยังได้! คอยดูสิว่าคราวหน้าพวกนั้นจะยังกล้ามาตอแยกับคุณอีกไหม”
น้ำเสียงที่ใช้ราวกับกำลังปลอบประโลมบุตรสาว ทว่าถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความหนักแน่นและน่าเชื่อถืออย่างที่สุด
หร่วนถัง “…”
โจวเฉิงเซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงรู้สึกว่าการเป็นฝ่ายจู่โจมก่อนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องไปทำงาน ไม่ได้มีเวลาว่างพอที่จะมาช่วยหร่วนถังได้ตลอดเวลา “ผมยังเหลือวันหยุดอีกสองวัน พรุ่งนี้ผมจะมาเป็นเพื่อนคุณเพื่อไปข่มขู่เธอสักหน่อย พอขู่สักสองครั้ง ต่อไปเธอก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องคุณอีกแล้ว”
แค่ครั้งเดียวก็ข่มขวัญอีกฝ่ายให้กลัวจนหัวหดไปเลย!
หากอยากจะบ้า ก็มาประชันกันดูว่าใครจะบ้าได้มากกว่ากัน
ใครจะไปกลัวใครกัน!
เรื่องพรรค์นี้ โจวเฉิงเซินไม่เคยหวั่นเกรงอยู่แล้ว
หร่วนถัง “…”
โจวเฉิงเซินคาดว่าคืนนี้หร่วนถังคงไม่กล้าพักอยู่ที่นี่คนเดียว เขาจึงคิดที่จะไปส่งพวกเธอ แต่เนื่องจากไม่แน่ใจว่าหร่วนถังจะไปพักที่บ้านของคุณหมอเกาหรือที่โรงแรม เขาจึงไม่ได้เอ่ยถามออกไปตรงๆ “บ้านของคุณหมอเกาอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปส่งพวกคุณเอง”
เกาเจี๋ยเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกค่ะ พอดีฉันขี่จักรยานมา แล้วฉันยังต้องช่วยเสี่ยวถังเก็บของเพื่อจะพาเธอไปพักที่บ้านฉันอีก คุณกลับไปเถอะค่ะ พวกเรากลับกันเองได้ อีกอย่างเสี่ยวถังก็ต้องขี่จักรยานของเธอไปด้วย บ้านฉันอยู่ค่อนข้างไกลจากโรงพยาบาล ถ้าไม่มีจักรยานก็จะไม่สะดวก”
หร่วนถังเองก็รู้สึกเกรงใจที่จะรบกวนเขาอีก นี่ก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นกว่าแล้ว เขายังต้องเดินทางกลับหมู่บ้านอีก จึงรีบกล่าวขึ้น “ครั้งนี้ต้องรบกวนคุณอีกแล้ว คุณรีบกลับบ้านเถอะค่ะ”
โจวเฉิงเซินไม่ได้ยืนกรานที่จะไปส่งต่อ เมื่อไม่มีจักรยานการเดินทางไปทำงานก็ย่อมไม่สะดวกจริงๆ อีกทั้งยังมีคุณหมอเกาคอยอยู่เป็นเพื่อนกับเธอแล้ว คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง “งั้นพรุ่งนี้เจอกันครับ”
หลังจากกล่าวทักทายกับเกาเจี๋ยอีกครั้ง เขาก็ขับรถจี๊ปจากไป
หร่วนถังและเกาเจี๋ยยืนมองรถจี๊ปคันนั้นขับไปจนสุดปลายถนน ก่อนจะเลี้ยวโค้งแล้วหายลับไปจากสายตา
เกาเจี๋ยถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้จริงๆ เมื่อก่อนคุณอาเล็กของเธอก็เคยบอกว่าโจวเฉิงเหล่ยเป็นคนที่หาได้ยากและน่าเชื่อถือ พี่รองของเขาก็เช่นเดียวกัน ทั้งครอบครัวล้วนเป็นคนดีจริงๆ”
หร่วนถังไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เธอได้ยินทุกถ้อยคำและในใจก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น เพียงแต่สติของเธอยังคงล่องลอยกลับมาไม่เต็มร้อย
เกาเจี๋ยหันไปพูดกับหลานสาวที่ยังคงยืนเหม่อมองไปยังทางแยกเบื้องหน้า “ไปกันเถอะ ขึ้นไปเก็บกระเป๋า แล้วไปพักที่บ้านอา เธอจะอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นอากับคุณอาของเธอก็คงนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงกันพอดี”
เจียงเซี่ยและคณะเดินทางกลับมาถึงกรุงปักกิ่ง ก่อนอื่นพวกเขาได้แวะส่งพ่อและแม่ของหร่วนถังกลับบ้านก่อน
ทันทีที่กลับถึงบ้าน พ่อและแม่ของหร่วนถังก็รีบโทรศัพท์ไปหาเกาเจี๋ยเพื่อแจ้งข่าวว่าเดินทางกลับมาถึงโดยสวัสดิภาพแล้ว และจากบทสนทนานั้นเองที่ทำให้พวกเขาทราบว่าแม่ของเฝิงปิ่งบุกไปหาหร่วนถังถึงที่พัก แต่โชคดีที่โจวเฉิงเซินได้เข้ามาช่วยเหลือและขับไล่ผู้หญิงคนนั้นไปได้สำเร็จ
แม่ของหร่วนถังทั้งโกรธและเป็นกังวล หลังจากกำชับลูกสาวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เธอก็หันไปพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พรุ่งนี้คุณต้องไปหาเพื่อนร่วมงานของคุณคนนั้น แล้วบอกให้เขาไปจัดการภรรยาของเพื่อนเขาให้ดีๆ! นี่มันครอบครัวอะไรกันนักหนา? คราวนี้ก็ต้องขอบคุณสหายโจวเฉิงเซินอีกแล้ว!”
พ่อของหร่วนถังเองก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า “พรุ่งนี้ผมจะกลับไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง”
แม่ของหร่วนถังเสนอขึ้น “หรือว่าเราจะย้ายถังถังกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลแถวนี้ดีไหมคะ? ตอนนี้ครอบครัวนั้นก็ตามไปถึงที่นั่นแล้ว ฉันเป็นห่วงจริงๆ อีกอย่างถังถังก็อายุไม่น้อยแล้ว น่าจะถึงเวลาแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว”
พ่อของหร่วนถังรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ในตอนนั้นตนเองได้ตกลงยอมรับการแนะนำจากเพื่อนร่วมงาน และแนะนำลูกชายของเพื่อนร่วมงานคนนั้นให้กับลูกสาวของตน ถึงแม้ว่าทั้งลูกสาวและภรรยาจะไม่เคยปริปากโทษเขาเลยสักครั้ง แต่ในใจของเขากลับรู้สึกผิดอย่างมหันต์
“ได้สิ ผมจะลองดูให้ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าอยากจะย้ายก็ย้ายได้เลยนะ ต้องยื่นเรื่องขอ ต้องรอให้มีตำแหน่งว่างด้วย ส่วนเรื่องหาคู่ครอง แต่งงาน ผมจะปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของถังถัง ถ้าเธอได้เจอคนดีที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดได้ก็ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเธอไม่อยากแต่งงานก็ไม่เป็นไร ให้เป็นไปตามใจเธอเถอะ พวกเราอย่าไปยุ่งวุ่นวายมากเลย การที่เราเข้าไปแทรกแซงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”
“ไม่แต่งงาน แล้วพอแก่ตัวไปใครจะดูแลเธอล่ะ? พวกเราก็ไม่สามารถอยู่ดูแลเธอไปได้ตลอดชีวิตนะ”
“ถังถังมีงานที่มั่นคง พอแก่ตัวไปก็มีเงินบำนาญ สามารถจ้างคนมาดูแลได้ อีกอย่างก็ยังมีเสี่ยวเจี๋ยอยู่ไม่ใช่เหรอ? สองคนพี่น้องรักกันดี เสี่ยวเจี๋ยไม่มีทางทิ้งถังถังหรอก”
แม่ของหร่วนถังไม่ได้เอ่ยแย้งว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องนั้นดีอยู่ แต่ในไม่ช้าลูกชายก็จะแต่งงานแล้ว หลังจากแต่งงานเขาก็จะมีครอบครัวของตัวเอง มีภรรยาและลูกที่ต้องดูแล จะมีเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลถังถังได้มากมาย?
ต่อให้เขามีใจอยากจะดูแล ก็ต้องดูด้วยว่าลูกสะใภ้จะเต็มใจหรือไม่!
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกชายเองก็จะแก่ตัวลง จะไปหวังให้ลูกๆ ของเขามาดูแลลูกสาวของเรานั่นยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
แม้แต่ลูกที่คลอดออกมาเองก็ใช่ว่าจะกตัญญูทุกคน แล้วจะไปคาดหวังให้หลานชายหลานสาวมาคอยดูแลได้อย่างไร?
ชีวิตคนเรามันยาวนานนัก ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องจริงที่ต้องเผชิญหน้า
สามีของนางในตอนนี้มีพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันมาก เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทุกคนต่างก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพียงแค่ส่งเสียงเรียกก็พร้อมจะมาช่วยทันที เขาจึงคิดว่าคนรุ่นต่อไปก็จะเหมือนกับคนรุ่นของพวกเขา
แต่คนแต่ละรุ่นย่อมไม่เหมือนกัน!
อนาคตจะเป็นอย่างไร ใครจะไปคาดเดาได้?
“เรื่องแต่งงานจะแต่งหรือไม่แต่งค่อยว่ากันอีกที แต่ตอนนี้ย้ายถังถังกลับมาก่อนเถอะค่ะ”
“อืม เรื่องนี้ก็ต้องถามความเห็นของถังถังด้วย การย้ายกลับมาที่นี่ อาจจะยิ่งทำให้แม่ของเฝิงปิ่งมาหาเรื่องได้ง่ายขึ้น อย่าลืมสิว่าบ้านของเธอก็อยู่ในปักกิ่ง”
แม่ของหร่วนถัง “…”
ช่างน่าหัวเสียจริงๆ!
เรื่องราวนี้ เจียงเซี่ยเพิ่งจะมารับรู้ในคืนถัดมาจากปากของจางฟู่เหยียน เนื่องจากหร่วนถังและโอวหมิ่นหลิงเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่มีความลับต่อกัน
เรื่องทั้งหมดนี้โอวหมิ่นหลิงเป็นคนเล่าให้จางฟู่เหยียนฟัง อีกทั้งยังฝากคำขอบคุณจากหร่วนถังมาด้วยว่าเมื่อพวกเขากลับไป จะขอเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนหนึ่งมื้อ
วันนี้เฝิงปิ่งจะถูกส่งตัวกลับไปยังโรงพยาบาลจิตเวชในกรุงปักกิ่ง หร่วนถังและโจวเฉิงเซินได้เดินทางไปพบกับเฝิงปิ่งและแม่ของเขาพร้อมกัน
เฝิงปิ่งถูกกระตุ้นอีกครั้งจนมีอาการคลุ้มคลั่งอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แม่ของเฝิงปิ่งหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่ออย่างแท้จริง!
เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าโจวเฉิงเซินจะเอาจริง!
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเห็นโจวเฉิงเซินกำลังควงพวงกุญแจที่มีมีดพกเล็กๆ ห้อยอยู่อย่างสบายอารมณ์
โจวเฉิงเซินยังกล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า ก่อนสิ้นปีเมื่อถึงช่วงวันหยุด เขาและหร่วนถังจะเดินทางไปปักกิ่งเพื่อเยี่ยมเยียนเฝิงปิ่งและครอบครัวของเธอ
คำพูดนั้นทำให้แม่ของเฝิงปิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น มองโจวเฉิงเซินราวกับเห็นภูตผีปีศาจ!
หร่วนถังเองก็ไม่ทราบว่าในวันนั้นโจวเฉิงเซินได้ทำสิ่งใดลงไป ถึงทำให้แม่ของเฝิงปิ่งหวาดกลัวเขาได้ถึงเพียงนี้
ความอยากรู้อยากเห็นของหร่วนถังถูกส่งต่อไปยังโอวหมิ่นหลิง และแน่นอนว่าจางฟู่เหยียนเองก็อยากรู้เช่นกัน เธอจึงอยากให้เจียงเซี่ยช่วยสืบหาความจริงให้
เวลาสองทุ่มครึ่งของคืนนั้น หลังจากที่ลูกๆ ทั้งสามคนหลับสนิทแล้ว เจียงเซี่ยจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้โจวเฉิงเหล่ยฟัง เธอเองก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน “คุณว่า พี่รองทำได้ยังไงกันนะ? เขาสามารถข่มขู่คนให้กลัวได้จริงๆ เหรอ?”
เป็นเวลาสามคืนแล้วที่พวกเขาไม่ได้ใกล้ชิดกัน โจวเฉิงเหล่ยดึงเจียงเซี่ยเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน “ไม่มีปัญหาไหนที่พี่รองของผมแก้ไม่ได้หรอก เขาเป็นคนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอยู่แล้ว ถ้าอีกฝ่ายป่วย เขาก็แค่ทำตัวให้ป่วยหนักยิ่งกว่าอีกฝ่ายก็เท่านั้นเอง”
สิ้นเสียงของเขา ริมฝีปากก็ประทับลงบนลำคออันนุ่มนวลของเธอ เป็นการปิดฉากหัวข้อสนทนานั้นลง และเปิดฉากมหกรรมอันยิ่งใหญ่ระหว่างเขากับเธอขึ้นแทน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เจียงเซี่ยให้นมลูกชายคนโตเสร็จเรียบร้อย โจวเฉิงเหล่ยก็อุ้มลูกออกไปให้ตาและยายช่วยดูแล
เจียงเซี่ยลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรียน เธอพบว่าโจวเฉิงเหล่ยได้เตรียมเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าไว้ให้เธอแล้ว
อากาศก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้น เธอจึงไม่อยากใส่เสื้อคอเต่า เพราะการขี่จักรยานจะทำให้ร้อน วันนี้เธอมีเรียนค่อนข้างเยอะ ต้องขี่จักรยานไปมาหลายที่
เจียงเซี่ยเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าและเลือกหยิบเสื้อสเวตเตอร์คอต่ำออกมาเปลี่ยนแทน
ขณะที่กำลังส่องกระจกหวีผม เธอก็สังเกตเห็นรอยจ้ำที่เขาเผลอทิ้งไว้เมื่อคืนนี้บนลำคอและกระดูกไหปลาร้าซึ่งเป็นสีที่เข้มมาก
เจียงเซี่ยจำใจต้องเดินกลับไปที่ตู้เสื้อผ้าอีกครั้งและหยิบเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าตัวนั้นออกมา
โจวเฉิงเหล่ยเดินเข้ามาในห้อง “อาหารเช้าพร้อมแล้วครับ”
เจียงเซี่ยชี้ไปที่ลำคอและกระดูกไหปลาร้าของตัวเอง พร้อมกับถลึงตาใส่เขา
โจวเฉิงเหล่ยดึงร่างบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน ก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากของเธอเบาๆ “คราวหน้าผมจะระวังให้มากกว่านี้”
โดยปกติแล้วเขาจะระมัดระวังเป็นอย่างมาก และไม่ค่อยทิ้งร่องรอยไว้ในบริเวณที่มองเห็นได้ง่าย แต่ก็มีบางครั้งที่เขาอดใจไม่ไหวและเผลอตัวลืมเลือนไปบ้าง
เจียงเซี่ยเปลี่ยนเป็นเสื้อสเวตเตอร์คอเต่า หลังจากรับประทานอาหารเช้าและหอมแก้มลูกๆ ทั้งสามคนแล้ว เธอก็เดินทางไปเรียน
วันนี้เจียงเซี่ยมีธุระยุ่งมาก
เมื่อบ่ายวานนี้ โจวเฉิงเหล่ยได้ไปรับเสื้อผ้าจากสถานีรถไฟกลับมาแล้ว
วันนี้เธอต้องหาคนช่วยขายเสื้อผ้าในมหาวิทยาลัย
(จบบท)
ผู้แปล F
เพจ: Jnovelread
*หมอเกาเจี๋ยน่าจะเป็นอาสะใภ้ของหร่วนถัง ส่วนสามีคืออาเล็กที่เป็นน้องชายของพ่อหร่วน