บทที่ 63: สิบนิ้วที่สอดประสาน
โจวเฉิงเหล่ยอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองเรียวแขนขาวเนียนที่โอบอยู่รอบเอวของเขา มันขาวผ่องยิ่งกว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาเสียอีก
ทันใดนั้นจักรยานก็โคลงเคลงวูบหนึ่ง ทำให้วงแขนที่โอบรอบเอวเขากระชับแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ
เจียงเซี่ยตกใจจนเผลอกอดรัดเอวที่แข็งแรงของเขาไว้แน่น “มองทางสิคะ!”
โจวเฉิงเหล่ยรีบละสายตากลับมายังเส้นทางเบื้องหน้าและประคองรถให้มั่นคง เขาไม่กล้าวอกแวกอีกต่อไป แต่กลับอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นสูง เผยรอยยิ้มกว้างอย่างคนโง่เขลาที่กำลังเปี่ยมสุข สองเท้าของเขาเร่งจังหวะการปั่นเร็วขึ้น
ถนนดินที่ขรุขระทำให้จักรยานโคลงไปทางซ้ายทีขวาที เจียงเซี่ยจึงกอดเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เมื่อเข้าสู่เขตตัวอำเภอและมุ่งหน้าสู่ถนนที่ตัดเข้าเมือง สภาพถนนก็ดีขึ้นมาก จักรยานเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นและมั่นคง เจียงเซี่ยรู้สึกว่านั่งสบายขึ้นเยอะและกำลังจะคลายอ้อมแขนออก แต่กลับถูกฝ่ามือใหญ่และอบอุ่นกุมทับไว้เสียก่อน
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองไปข้างหน้า ตลอดเส้นทางนั้นว่างเปล่าปราศจากรถยนต์หรือผู้คน
เขาชะลอความเร็วลงจนขี่จักรยานด้วยมือเดียวได้สบายๆ ส่วนมืออีกข้างก็กุมมือของเธอที่วางอยู่บนเอวไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบา “เจียงเซี่ย”
หัวใจของเจียงเซี่ยสั่นไหว เธอพยายามข่มความตื่นเต้นแล้วขานรับในลำคอ “คะ?”
เสียงของเธอแผ่วเบาจนเขาไม่แน่ใจว่าได้ยินจริงๆ หรือแค่คิดไปเอง แต่การที่เธอไม่ดึงมือกลับก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เขากระชับแฮนด์จักรยานแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เราไม่หย่ากันแล้วนะ”
แรงบีบของเขาทำให้เจียงเซี่ยรู้สึกเจ็บขึ้นมา
เธอเผลอร้องออกมาพร้อมกับพยายามจะดึงมือกลับ “เจ็บค่ะ!”
“ขอโทษ” เขารีบคลายมือออกทันที แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะชักมือกลับ เขาก็รีบคว้าไว้แน่นอีกครั้ง “ได้ไหม”
คราวนี้เจียงเซี่ยเป็นฝ่ายถาม “ทำไมล่ะคะ”
แล้วเธอก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมเสน่ห์อันน่าหลงใหลของเขาตอบกลับมา “ผมชอบคุณ จนไม่อยากปล่อยไปแล้ว แล้วคุณล่ะ”
เธอเหรอ เธอชอบเขาหรือเปล่า
ผู้ชายที่แสนอบอุ่นอย่างโจวเฉิงเหล่ย ใครได้ใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ ก็คงอดที่จะตกหลุมรักไม่ได้กระมัง เจียงเซี่ยครุ่นคิดในใจ
เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเมื่อวานนี้ตอนที่ได้ยินเขาพูดว่าจะไม่หย่า ในใจของเธอก็พลันบังเกิดความยินดีและสั่นไหวขึ้นมาอย่างประหลาด
โจวเฉิงเหล่ยกุมแฮนด์จักรยานไว้แน่นจนหน้าผากและฝ่ามือชื้นเหงื่อ แต่เธอก็ยังคงเงียบงันไม่ยอมตอบ
เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่เผลอถามออกไปว่าเธอชอบเขาหรือไม่ จึงรีบถามย้ำอีกครั้ง “เจียงเซี่ย เราไม่หย่ากันนะ ได้ไหม”
เจียงเซี่ยไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่แขนอีกข้างของเธอกลับยกขึ้นโอบรอบเอวของเขาไว้ ศีรษะของเธอก็ซบลงบนแผ่นหลังที่ตั้งตรงของเขา พยักหน้าเบาๆ
แม้เธอจะไม่เคยมีความรัก แต่เธอก็รู้ดีว่าความรู้สึกนี้เรียกว่า "ใจเต้น" และเธอก็พร้อมที่จะทำตามเสียงหัวใจของตัวเอง
โจวเฉิงเหล่ยเบรกรถกะทันหัน เขาใช้สองเท้ายันพื้นไว้เพื่อประคองรถให้มั่นคง
แรงเฉื่อยทำให้ร่างของเจียงเซี่ยไถลไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะใช้สองมือจับไหล่ของเธอแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืน
เขาหมุนตัวกลับมาแล้วรวบร่างของเธอเข้าไปไว้ในอ้อมกอด เสียงของเขาแผ่วเบาแต่หนักแน่นอย่างยิ่ง “ขอบคุณนะ!”
ตราบใดที่เธอไม่จากไป เขาก็จะไม่มีวันทอดทิ้ง
เจียงเซี่ยถูกเขากอดไว้แน่นจนหัวใจสองดวงแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เธอได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะ "ตุบ ตุบ" อย่างแข็งแรงและทรงพลัง มันเป็นจังหวะที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและใจสั่นในเวลาเดียวกัน
เธอจึงยกแขนขึ้นกอดตอบเขา
เมื่อได้รับการตอบสนอง อ้อมแขนของโจวเฉิงเหล่ยก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้นอีก! “ปิ๊น ปิ๊น” เสียงแตรจากรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นจากอีกฟากของถนน มันกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา
เสียงแตรที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้เจียงเซี่ยตกใจจนเผลอจะผลักเขาออก แต่โจวเฉิงเหล่ยกลับใช้มือประคองศีรษะของเธอแล้วกดให้ซบลงกับอกของเขา “อยู่นิ่งๆ ฝุ่นมันเยอะ”
เจียงเซี่ยจึงยอมอยู่นิ่งๆ ใบหน้าซุกอยู่กับแผงอกของเขา ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง
เธอรู้สึกได้ว่ารถยนต์คันนั้นขับผ่านพวกเขาไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงใบหน้าที่ร้อนผ่าวและความรู้สึกสั่นไหวในส่วนลึกของหัวใจ
เวินหว่านซึ่งนั่งอยู่บนรถคันนั้นถูกผู้คนเบียดเสียดจนแทบจะกลายเป็นแผ่นกระดาษ แต่เธอก็ยังมองเห็นคนสองคนที่กำลังกอดกันอยู่ริมถนนได้อย่างชัดเจน!
เธอจำได้ในทันทีว่านั่นคือโจวเฉิงเหล่ยกับเจียงเซี่ย!
ความตกตะลึงและความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านขึ้นในใจ พวกเขากอดกันได้อย่างไร
รถยนต์แล่นผ่านคนทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ฟุ้งตลบ
เมื่อรถผ่านไปและฝุ่นจางลงแล้ว โจวเฉิงเหล่ยจึงค่อยๆ คลายอ้อมกอดออก เขายิ้มให้เธอ “เราออกเดินทางกันต่อเถอะ”
ใบหน้าของเจียงเซี่ยแดงก่ำ เธอแสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะกลับไปนั่งที่ท้ายจักรยานตามเดิม
โจวเฉิงเหล่ยยิ้มไม่หุบ “กอดผมแน่นๆ นะ ผมจะไปแล้ว”
เจียงเซี่ยจึงเอื้อมมือไปโอบรอบเอวของเขาไว้
เขาออกแรงถีบจักรยานอีกครั้งให้เคลื่อนไปข้างหน้า ก่อนจะปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากแฮนด์จักรยาน แล้วเอื้อมไปกุมมือน้อยๆ ที่โอบอยู่รอบเอวเขาไว้ ก่อนจะสอดประสานนิ้วของพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกัน แขนของพวกเขาแนบชิดกันสนิท
เขาพาเธอขี่จักรยานผ่านทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ข้ามเนินเขา และผ่านหมู่บ้านเล็กๆ สายลมยามเช้าพัดปะทะใบหน้า เขาได้ไออุ่นจากมือของเธอ เธอได้กลิ่นกายอันสดชื่นของเขา
ทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำใด แต่บรรยากาศกลับไม่ได้อึดอัดเลยแม้แต่น้อย
ระยะทางนั้นไกลกว่าที่เจียงเซี่ยคาดไว้มาก เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มแผดจ้าขึ้น พวกเขาก็ยังคงเดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย
เจียงเซี่ยจึงหยิบหมวกฟางขึ้นมาสวมและดึงปลอกแขนขึ้นมาคลุมเพื่อป้องกันแสงแดดอย่างเต็มที่
ตลอดเส้นทาง เธอได้ชื่นชมทิวทัศน์ของทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าสีครามที่ไร้ขอบเขต เทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ และแผ่นหลังที่ตั้งตรงสง่างามของคนที่อยู่เบื้องหน้า
พวกเขาออกเดินทางกันตั้งแต่หกโมงเช้า แต่โจวเฉิงเหล่ยก็ไม่กล้าขี่เร็วจนเกินไปนัก เส้นทางเข้าเมืองส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นลงเขา โดยเฉพาะทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างเยอะและต้องใช้แรงมาก แต่ดูเหมือนว่าการที่มีเธอนั่งซ้อนท้ายอยู่ด้วยจะทำให้เขาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขายังคงปั่นจักรยานไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง
เจียงเซี่ยอดที่จะทึ่งในพละกำลังของโจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ และในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมให้เธอขี่จักรยานตามมาเอง
หลังจากขี่มานานกว่าสองชั่วโมง พวกเขาก็ยังไปไม่ถึง แต่ก็น่าจะใกล้แล้ว เพราะเจียงเซี่ยเหลือบไปเห็นอู่ต่อเรือแห่งหนึ่ง
เธอเอื้อมมือไปสะกิดเสื้อของเขาเบาๆ แล้วถาม “นั่นอู่ต่อเรือเหรอคะ”
โจวเฉิงเหล่ยเองก็กำลังมองไปยังอู่ต่อเรือแห่งนั้นเช่นกัน ในใจของเขากำลังวางแผนจะซื้อเรือสักลำเพราะยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง เขาจึงขานรับในลำคอ “อืม”
เจียงเซี่ยพลันนึกถึงข้อมูลในนิยายที่ว่า ปลายปีนี้ราคาเรือจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แพงขึ้นทุกปีๆ
ในนิยายนั้น โจวเฉิงเหล่ยมีโชคทางทะเลอย่างน่าอัศจรรย์ เขาสามารถหาเงินได้ก้อนใหญ่ก่อนที่ราคาเรือจะพุ่งสูงขึ้น และได้สั่งต่อเรือไว้ถึงสองลำ ทำให้ทุกคนต่างก็บอกว่าเขาโชคดีสุดๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนที่เขาซื้อเรือ ราคาก็ปรับขึ้นไปแล้วกว่าพันหยวน ซึ่งนี่ยังไม่นับว่าเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ เพราะหลังจากนั้นราคาจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในยุคปัจจุบัน เงินเพียงหนึ่งหรือสองหมื่นหยวนไม่สามารถซื้อเรือประมงขนาดกลางๆ ได้อีกแล้ว
“ตอนนี้เรือลำหนึ่งราคาเท่าไหร่เหรอคะ” เจียงเซี่ยถาม
“ต้องดูที่ขนาดกับอุปกรณ์ครับ อย่างลำที่บ้านเรา ตอนนั้นพ่อช่วยกองผลิตซื้อมือสองมา ใช้มาหลายปีแล้วยังราคาตั้งสามพันหยวน ราคาเดิมตอนนั้นน่าจะประมาณหกถึงเจ็ดพันหยวน ตอนนี้น่าจะแพงกว่านี้อีก แปดพันหยวนก็อาจจะยังไม่ได้ เพราะราคาเรือมันขึ้นทุกปี”
“แล้วคุณอยากจะซื้ออีกลำไหมคะ”
“ก็คิดไว้อยู่ครับ” โจวเฉิงเหล่ยตอบตามตรง
เขาอยากให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บเงินอีกสักหน่อยเพื่อซื้อเรือลำใหญ่สำหรับออกทะเลไกลๆ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจอยากจะซื้อลำเล็กๆ ก่อน เพื่อจะได้หาเงินเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
เจียงเซี่ยรู้ดีว่าเขามีเงิน เพราะเขาไม่เคยปิดบังเรื่องเงินจากเธอเลย “ตอนนี้ประเทศกำลังปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว ราคาเรือน่าจะขึ้นเร็วมากแน่ๆ ถ้าเรามีเงินฉันว่าน่าจะรีบซื้อนะคะ ถ้าไม่ซื้อก็ควรจะสั่งจองไว้ก่อน น่าจะวางเงินมัดจำได้ใช่ไหมคะ เดี๋ยวเรากลับไปนับเงินของเราทั้งหมดดูว่าพอจะซื้อได้สักลำไหม ถ้ารู้อย่างนี้ฉันน่าจะเอาไข่มุกสองเม็ดนั่นไปขายด้วย น่าจะได้ราคาดีอยู่”
โจวเฉิงเหล่ยกุมมือของเธอแน่นขึ้น หางคิ้วของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องหรอก ผมยังมีเงินเก็บอยู่อีกหน่อย แค่วางมัดจำน่าจะพอ”
“หรือว่าตอนบ่ายขากลับเราแวะไปดูที่อู่ต่อเรือกันดีไหมคะ วันนี้เราสลับเวรกับพี่ใหญ่แล้ว เท่ากับว่าอีกสามวันข้างหน้าเราต้องออกทะเลทุกวันใช่ไหมคะ”
“อืม ฟังคุณ” มุมปากของโจวเฉิงเหล่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขาชอบที่เธอมาช่วยกันวางแผนอนาคตแบบนี้ และความคิดของเธอก็สอดคล้องกับเขาอย่างน่าประหลาด
หลังจากเดินทางต่ออีกครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตัวเมืองจนได้ รวมเวลาเดินทางทั้งหมดกว่าสามชั่วโมง ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงกว่าแล้ว
ในตัวเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่เรียงราย ส่วนใหญ่สูงสามถึงสี่ชั้น แต่ก็มีตึกสูงหกเจ็ดชั้นให้เห็นบ้าง บรรยากาศคึกคักกว่าในตัวอำเภอมาก ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยผู้คนที่ขี่จักรยานสัญจรไปมา และยังมีรถยนต์วิ่งอยู่บนถนนอีกด้วย
โจวเฉิงเหล่ยขี่จักรยานเข้าไปในโรงพยาบาลทหาร
(จบบท)