บทที่ 630: ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่
เสียงออดเลิกคลาสเรียนวิชาเฉพาะทางดังขึ้น เป็นสัญญาณให้เหล่านักศึกษาต่างทยอยเก็บข้าวของและเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศที่เคยคึกคักด้วยเสียงบรรยายของอาจารย์พลันเงียบสงบลง เหลือเพียงความวุ่นวายเล็กน้อยของกลุ่มคนที่ยังคงจับกลุ่มพูดคุยกัน ท่ามกลางความเคลื่อนไหวนั้น เจียงเซี่ยได้เอ่ยเรียกเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูห้องเรียนไปอย่างเร่งรีบ
“คุณหลิวเหว่ยเจินคะ”
เจิงจิ้งซึ่งกำลังเดินอยู่ไม่ไกลนัก ได้ยินเสียงเรียกนั้นก็เหลือบมองเจียงเซี่ยด้วยหางตา แววตาที่ฉายชัดถึงความไม่ชอบหน้ายังคงเด่นชัดเช่นเคย แต่ทว่าบัดนี้...เธอกลับเลือกที่จะไม่หาเรื่องเจียงเซี่ยอีกต่อไปแล้ว
ตอนนี้เจียงเซี่ยได้กลายเป็นบุคคลในตำนานของชั้นเรียนไปเสียแล้ว เพื่อนนักศึกษาต่างพากันชื่นชมในความสามารถของเธอ หลายคนถึงกับยอมสละเวลาไปเข้าฟังคลาสสอนภาษาต่างประเทศของเธอ และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวิธีการสอนของเจียงเซี่ยนั้นยอดเยี่ยมและเข้าใจง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ
เจิงจิ้งเองก็เคยถูกซ่งฮุ่ยหรูลากให้ไปลองนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง แน่นอนว่าเธอต้องยอมรับว่าภาษาต่างประเทศที่เจียงเซี่ยพูดนั้นคล่องแคล่วราวกับเจ้าของภาษา เสียงเจื้อยแจ้วที่พรั่งพรูออกมานั้นแม้เธอจะฟังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็สัมผัสได้ถึงความพิเศษบางอย่าง บรรยากาศในห้องเรียนเงียบสงัด ทุกคนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่ในใจของเจิงจิ้งกลับคิดไปอีกอย่าง
‘ก็คงเป็นเพราะหน้าตาสวยๆ นั่นแหละ ใครๆ ก็เลยเอาแต่จ้องหน้าเธอเพลินจนลืมสนใจอย่างอื่นไปหมด’
เธอสืบมาหมดแล้วว่าเจียงเซี่ยเป็นเพียงแค่อาจารย์สอนแทนชั่วคราวเท่านั้น ที่ได้งานนี้ก็เพราะศาสตราจารย์จี้ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นร่างกาย จึงได้มีการหาคนมาสอนแทนเพียงแค่ภาคการศึกษาเดียว รอจนกว่าศาสตราจารย์จี้จะกลับมา เจียงเซี่ยก็คงไม่มีบทบาทอะไรอีกต่อไป!
แล้วที่เธอได้เข้ามาสอนที่นี่ ก็เป็นเพราะท่านผู้เฒ่าเหอเป็นคนแนะนำ!
แล้วท่านผู้เฒ่าเหอเป็นใครกันล่ะ?
ก็เป็นเพื่อนสนิทกับท่านผู้เฒ่าจางน่ะสิ ทั้งสองท่านต่างก็เอ็นดูโจวเฉิงเหล่ยเหมือนลูกชายบุญธรรมคนหนึ่ง เจียงเซี่ยก็แค่โชคดีที่ได้แต่งงานกับสามีที่ดี ได้อาศัยบารมีของโจวเฉิงเหล่ย ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรเลย!
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังไปสืบมาอีกว่าเจียงเซี่ยต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวถึงสี่ครั้งกว่าจะสอบติดได้
ฮึ! ให้หมูไปสอบสี่ครั้งก็คงสอบติดเหมือนกันนั่นแหละ!
แต่เอาเถอะ เธอก็ใจดีพอที่จะไม่แฉเรื่องนี้ออกมาให้ใครรู้หรอก ไม่อย่างนั้นพี่ชายของเธอคงได้เรียกไปเทศนาอีกเป็นแน่ แต่ยังไงกระดาษมันก็ห่อไฟไว้ได้ไม่นานหรอก!
ทางด้านหลิวเหว่ยเจิน เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็หันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงเซี่ย เธอก็ส่งยิ้มกว้างให้พลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยวเซี่ย มีเรื่องอะไรเหรอคะ?”
“เรื่องธุรกิจที่เคยคุยกันไว้คราวก่อน แม้จะไม่ได้ร่วมงานกัน แต่ครั้งนี้ฉันมีธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจอยากจะชวนคุณมาร่วมทำด้วยกัน ไม่ทราบว่าพอจะมีเวลาไหมคะ? ถ้าสะดวก อาจจะต้องรบกวนให้ไปที่บ้านฉันสักหน่อย จะได้อธิบายรายละเอียดให้ฟังได้ถนัด”
เพียงได้ยินคำว่า ‘ธุรกิจ’ ดวงตาของหลิวเหว่ยเจินก็ลุกวาวขึ้นมาทันที เธอตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว “มีสิคะ! มีเวลาแน่นอน!”
“ถ้างั้นเชิญซ้อนท้ายจักรยานฉันเลยแล้วกัน เราจะได้คุยกันไปพลางๆ ระหว่างทาง”
เจียงเซี่ยเดินไปเข็นรถจักรยานของตนออกมา ก่อนจะขึ้นคร่อมแล้วถีบออกไปเบาๆ หลิวเหว่ยเจินจึงรีบกระโดดขึ้นซ้อนท้ายอย่างคล่องแคล่ว เมื่อรถเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เจียงเซี่ยจึงเริ่มเปิดประเด็นทางธุรกิจที่ตั้งใจไว้
“คืออย่างนี้นะคะ ฉันเพิ่งไปช่วยโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งหนึ่งระบายสินค้าคงคลังที่ค้างสต็อกอยู่เป็นจำนวนมาก เลยอยากจะชวนคุณมาเป็นหุ้นส่วนช่วยกันขายเสื้อผ้าพวกนี้...”
เบื้องหลังรอยยิ้มที่สดใสของหลิวเหว่ยเจินนั้นซุกซ่อนเรื่องราวชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ครอบครัวของเธอมีฐานะไม่สู้ดีนัก คุณแม่ก็มีสุขภาพที่อ่อนแอต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสูงลิ่วในแต่ละเดือน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวต้องมีหนี้สินท่วมหัว
ตัวเธอเองเป็นถึงนักเรียนระดับหัวกะทิของมณฑลเจ้อเจียง การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้สำเร็จทำให้เธอได้รับเงินรางวัลมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเธอก็นำเงินก้อนนั้นไปใช้หนี้ให้กับครอบครัวจนเกือบหมด แต่โชคชะตาก็ยังเล่นตลก เมื่อกลางเดือนที่แล้วอาการป่วยของคุณแม่ทรุดหนักลงจนถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน
หลิวเหว่ยเจินจึงต้องรวบรวมเงินทุกหยวนที่หามาได้ ทั้งเงินอุดหนุนที่ได้รับจากทางมหาวิทยาลัยและเงินค่าจ้างจากการทำงานพิเศษในร้านค้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ส่งกลับไปให้ที่บ้านทั้งหมด เมื่อรวมกับเงินที่ครอบครัวไปหยิบยืมมาจากญาติสนิทมิตรสหาย ในที่สุดก็สามารถรวบรวมค่าผ่าตัดได้ครบถ้วนพอดี
หลังจากโทรศัพท์กลับไปที่บ้านเสร็จสิ้น เธอเดินกลับเข้ามาในหอพักด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนล้า คิดว่าในห้องไม่มีใครอยู่ จึงปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ เพื่อระบายความทุกข์ที่แบกรับไว้เพียงลำพัง
ทว่าในตอนนั้นเอง เจียงเซี่ยซึ่งกำลังรู้สึกคัดเต้านมจนเสื้อชั้นในเปียกชื้น และกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำของหอพัก ก็ออกมาก็พบกับภาพของเพื่อนร่วมห้องที่กำลังร้องไห้ ด้วยความเป็นห่วงจึงเข้าไปไถ่ถามและได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด
เจียงเซี่ยเคยเห็นหลิวเหว่ยเจินทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านค้าเล็กๆ ซึ่งเจียงตงเป็นหุ้นส่วนอยู่ จึงเอ่ยปากเสนอให้ยืมเงินก่อนเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
แต่หลิวเหว่ยเจินปฏิเสธน้ำใจนั้นอย่างนอบน้อม เธอบอกว่าสามารถจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายได้แล้ว แต่กลับยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจกลับมาแทน นั่นคือการชวนเจียงเซี่ยร่วมหุ้นทำธุรกิจ ‘ถ่ายภาพ’
ที่ชั้นบนสุดของหอพักที่พวกเธออาศัยอยู่ มีห้องว่างห้องหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้เป็น ‘ห้องมืด’ สำหรับให้นักศึกษาใช้ล้างและอัดรูปได้โดยเฉพาะ เมื่อหลิวเหว่ยเจินทราบเรื่องนี้ เธอก็มองเห็นลู่ทางในการสร้างรายได้ขึ้นมาทันที
อีกไม่นานก็จะถึงวันงานเฉลิมฉลองวันชาติและงานกีฬาสีของมหาวิทยาลัย หลิวเหว่ยเจินเชื่อว่าการซื้อกล้องถ่ายรูปสักตัวเพื่อให้บริการถ่ายภาพแก่นักศึกษาในงานสำคัญเหล่านี้จะสามารถทำเงินได้อย่างแน่นอน นอกจากงานใหญ่ๆ แล้ว ในช่วงเวลาปกติมหาวิทยาลัยก็ยังมีกิจกรรมย่อยๆ อีกมากมาย หรือแม้กระทั่งความต้องการถ่ายภาพส่วนตัวของแต่ละคน เธอมองว่าธุรกิจนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่
ด้วยเหตุนี้เธอจึงชวนเจียงเซี่ยมาร่วมหุ้น โดยให้เจียงเซี่ยเป็นฝ่ายลงทุนซื้อกล้องถ่ายรูป ส่วนตัวเธอจะรับหน้าที่เป็นช่างภาพและดูแลเรื่องการล้างอัดรูปทั้งหมด กำไรที่ได้จะถูกแบ่งกันคนละครึ่ง เจียงเซี่ยแทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากออกเงินค่ากล้องในตอนแรก
หลิวเหว่ยเจินมองเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ตั้งแต่มาถึงมหาวิทยาลัยใหม่ๆ และได้ใช้เวลาว่างไปศึกษาเรียนรู้วิธีการล้างอัดรูปจนชำนาญ เธอพยายามทำงานพิเศษอย่างหนักเพื่อเก็บเงินซื้อกล้อง แต่แล้วอาการป่วยของคุณแม่ที่ทรุดหนักลงก็ทำให้แผนการทุกอย่างต้องพังทลายลง เงินที่หามาได้ทั้งหมดจึงต้องถูกส่งกลับไปที่บ้านจนหมดสิ้น
ในตอนนั้นเจียงเซี่ยรู้สึกทึ่งในหัวการค้าของเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก แต่แทนที่จะร่วมหุ้นด้วย เธอกลับเลือกที่จะให้หลิวเหว่ยเจินยืมเงินหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนเพื่อไปซื้อกล้อง โดยไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนใดๆ เพียงแค่บอกให้เธอตั้งใจทำธุรกิจของตัวเองให้ดี เมื่อไหร่ที่หาเงินได้มากพอแล้วค่อยนำเงินมาคืนก็ยังไม่สาย
และด้วยความประทับใจในครั้งนั้น เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาอย่างการขายเสื้อผ้าในครั้งนี้ เจียงเซี่ยจึงนึกถึงหลิวเหว่ยเจินเป็นคนแรก
ไม่นานนัก จักรยานก็พาคนทั้งสองมาถึงหน้าบ้านพักของเจียงเซี่ย เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณบ้าน หลิวเหว่ยเจินถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ที่นี่คือ...เรือนสี่ประสานขนาดใหญ่โตโอ่อ่าที่อาศัยอยู่เพียงครอบครัวเดียว!
เธอรู้ดีว่าฐานะทางบ้านของเจียงเซี่ยคงจะดีไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะดีถึงขนาดนี้! การได้เป็นเจ้าของเรือนสี่ประสานทั้งหลังในเมืองหลวงเช่นนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
เท่าที่เธอเคยเห็นมา เรือนสี่ประสานส่วนใหญ่มักจะอยู่อาศัยรวมกันหลายครอบครัว การได้เห็นเรือนสี่ประสานที่โอ่โถงและเป็นส่วนตัวเช่นนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เธออดที่จะตื่นตาตื่นใจไม่ได้ บ้านหลังนี้เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการตกแต่งปรับปรุงมาใหม่เอี่ยม ไม่รู้ว่าเป็นบ้านที่แอบซื้อขายกันเป็นการส่วนตัว หรือเป็นทรัพย์สินที่เพิ่งได้รับคืนมาหลังจากสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป หลิวเหว่ยเจินเป็นคนฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้ไต่ถามเรื่องส่วนตัวเหล่านี้ให้มากความ
เจียงเซี่ยพาหลิวเหว่ยเจินเข้ามาในบ้านและแนะนำให้คนในครอบครัวได้รู้จัก วันนี้โจวเฉิงเหล่ยไม่อยู่บ้าน เขาออกไปเจรจาเรื่องโรงงานแม่เหล็กไฟฟ้าอีกครั้ง ลูกๆ ทั้งสามคนกำลังนอนหลับพักผ่อนกันอยู่ มีเพียงคุณยายและหลี่ชิวเฟิ่งที่กำลังนั่งถักไหมพรมกันอยู่ที่ลานบ้าน ส่วนคุณตาก็กำลังเพลิดเพลินกับการดูแลต้นไม้อยู่ในสวน
เมื่อคุณยายเห็นว่าเจียงเซี่ยพาเพื่อนกลับมาด้วย ก็รีบต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่น หยิบขนมและผลไม้มาให้ทานอย่างเต็มอกเต็มใจ
“เสี่ยวเซี่ย เรือนสี่ประสานหลังนี้มีแค่ครอบครัวของคุณอาศัยอยู่เหรอคะ?” หลิวเหว่ยเจินเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“อืม” เจียงเซี่ยตอบเพียงสั้นๆ เธอไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านั้น เพราะในยุคสมัยนี้ การซื้อขายเรือนสี่ประสานยังไม่สามารถทำได้อย่างเปิดเผยนัก
เจียงเซี่ยไม่รอช้า เธอหยิบถุงใบใหญ่ที่บรรจุเสื้อผ้าตัวอย่างออกมาวางตรงหน้า
“นี่คือเสื้อผ้าที่ฉันเล่าให้ฟังระหว่างทางค่ะ ตอนนี้ในมือฉันมีเสื้อผ้าอยู่ทั้งหมดประมาณห้าพันชุด อย่างชุดฤดูร้อนสามชิ้นแบบนี้ ฉันให้คุณในราคาชุดละสิบหยวน ส่วนชุดสำหรับฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วงที่หนาขึ้นมาหน่อยก็สิบห้าหยวน และเสื้อกันหนาวบุนวมสำหรับฤดูหนาวแบบนี้ก็ตัวละยี่สิบหยวน ส่วนคุณจะนำไปขายต่อในราคาเท่าไหร่ อันนี้ฉันไม่ขอก้าวก่ายค่ะ”
หลิวเหว่ยเจินมองไปยังกองเสื้อผ้าตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เธอชี้นิ้วไปยังเสื้อผ้าแต่ละแบบสลับกับมองหน้าเจียงเซี่ย “ชุดสามชิ้นนี่...สิบหยวนต่อชุด? ส่วนชุดกันหนาวแบบมีผ้าฝ้ายบุนี่สิบห้าหยวน? แล้วเสื้อกันหนาวหนาเตอะนี่แค่ยี่สิบหยวนเองเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ! คุณจะตั้งราคาขายเท่าไหร่ก็ได้ตามใจชอบเลย ฉันขอแค่ราคาตามที่แจ้งไปเมื่อสักครู่ก็พอ ตกลงจะทำด้วยกันไหมคะ?”
หลิวเหว่ยเจินรู้ดีว่าระดับค่าครองชีพในเมืองหลวงนั้นสูงกว่าเมืองที่เธอจากมาเล็กน้อย การได้ราคาทุนที่ต่ำขนาดนี้ หมายความว่าเธอสามารถบวกกำไรเพิ่มเข้าไปอีกได้อย่างสบายๆ
ส่วนจะบวกเพิ่มได้เท่าไหร่ และจะขายได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความกล้าและความสามารถในการขายของเธอเอง ซึ่งเจียงเซี่ยก็ดูจะเชื่อมั่นในตัวเธออยู่ไม่น้อย
หลิวเหว่ยเจินพยักหน้าถี่ๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว “ทำสิคะ! ทำแน่นอน!”
เจียงเซี่ยไม่ได้เรียกร้องเงินค่าสินค้าล่วงหน้า ต้นทุนที่เธอต้องแบกรับมีเพียงแค่ค่าขนส่งเล็กน้อยหลังจากที่ขายของหมดแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เจียงเซี่ยมอบเงินให้เธอเปล่าๆ ทำไมเธอถึงจะไม่ทำล่ะ?
เสื้อผ้าพวกนี้ เธอสามารถบวกกำไรเพิ่มเข้าไปอีกชุดละหนึ่งถึงสองหยวนได้อย่างสบายๆ!
ถ้าขายได้ทั้งหมดห้าพันชุด เธอก็จะทำกำไรได้มากกว่าห้าพันหยวนเลยทีเดียว!
ทำไมจะไม่ทำล่ะ? ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสทองของเธออย่างแท้จริง!
“มีแค่ห้าพันชุดจริงๆ เหรอคะ?” หลิวเหว่ยเจินต้องประเมินจำนวนสินค้าทั้งหมดก่อน เพื่อที่จะได้วางแผนการตั้งราคาและกลยุทธ์การขายได้อย่างเหมาะสม
หลี่ชิวเฟิ่งซึ่งนั่งถักไหมพรมอยู่ใกล้ๆ ก็เงี่ยหูฟังบทสนทนาของทั้งสองอย่างตั้งใจ
เจียงเซี่ยส่ายหน้า “มีอยู่ประมาณสามหมื่นชุดค่ะ แล้วถ้าคุณสามารถขายได้หมด ในอนาคตก็จะมีเข้ามาอีกเรื่อยๆ”
โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ไหนบ้างล่ะที่จะไม่มีสินค้าค้างสต็อก?
ขอเพียงแค่หลิวเหว่ยเจินมีความสามารถ เจียงเซี่ยก็พร้อมที่จะช่วยเหลือโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอีกหลายแห่งให้ได้ระบายสินค้าคงคลังออกไป
เจียงเซี่ยรู้ดีว่าในวันที่ 1 ธันวาคมปีนี้ จะมีการยกเลิกการใช้คูปองผ้าอย่างเป็นทางการ และจะมีการเปิดจำหน่ายผ้าฝ้ายอย่างเสรี ซึ่งนั่นจะทำให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเติบโตขึ้นไปอีกขั้น
หลิวเหว่ยเจินพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “ฉันขายได้แน่นอนค่ะ! มีของมาเท่าไหร่ฉันก็ขายได้หมด”
ในเมื่อเธอสามารถเดินเข้าไปสอบถามความต้องการถ่ายภาพได้ทีละห้องเรียน เธอก็ย่อมสามารถเดินเข้าไปขายเสื้อผ้าได้ทีละตลาด ทีละโรงเรียนเช่นกัน
เจียงเซี่ยเองก็เชื่อมั่นในตัวเธอ “ถ้างั้นวันนี้คุณลองเอาของไปส่วนหนึ่งก่อนแล้วกันนะคะ”
หลิวเหว่ยเจินรีบตอบกลับทันที “ได้เลยค่ะ! งั้นฉันขอตัวไปเรียกรถสามล้อก่อนนะคะ!”
ว่าแล้วหลิวเหว่ยเจินก็รีบวิ่งออกไปข้างนอกอย่างเร่งรีบด้วยความตื่นเต้น จนเกือบจะวิ่งชนเข้ากับโจวเฉิงเหล่ยที่กำลังเดินกลับเข้ามาในบ้านพอดี
โจวเฉิงเหล่ยหลบหลีกได้อย่างฉับไวและคล่องแคล่ว พร้อมกับสายตาคมกริบที่จับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวแปลกหน้า
หลิวเหว่ยเจินตกใจจนตัวแข็งทื่อ ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นจึงรีบแนะนำ “นี่คือหลิวเหว่ยเจิน เพื่อนร่วมหอพักของฉันเองค่ะ ส่วนนี่คือสามีของฉัน”
“สวัสดีค่ะ!” หลิวเหว่ยเจินยกมือทำความเคารพโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่ใช้ก็แฝงไปด้วยความเคารพนบนอบอย่างยิ่ง
โจวเฉิงเหล่ยเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้าไปหาเจียงเซี่ย “ลูกๆ ยังไม่ตื่นกันเหรอ?”
หลิวเหว่ยเจินเพิ่งจะหาจังหวะหายใจของตัวเองเจอ “เสี่ยวเซี่ย งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ!”
“ค่ะ” เจียงเซี่ยพยักหน้ารับ
หญิงสาวรีบเผ่นออกจากบ้านไปทันที แต่ครั้งนี้เธอไม่กล้าวิ่งเร็วเหมือนตอนแรกแล้ว
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread