บทที่ 631: ความคิดที่เปลี่ยนไป
โจวเฉิงเหล่ยนำแฟ้มเอกสารกลับเข้าไปเก็บไว้ในห้องให้เรียบร้อย ข้างในนั้นคือสัญญาที่เขาเพิ่งไปจัดการเซ็นมาเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นจึงรินน้ำเย็นๆ ให้แก้วหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "สัญญาเรียบร้อยดีไหมคะ?"
"เรียบร้อยดีแล้ว เดี๋ยวพี่รองกับจางรุ่ยจะแวะมากินข้าวเย็นที่บ้านด้วย" โจวเฉิงเหล่ยตอบกลับภรรยา
การร่วมลงทุนในครั้งนี้ เขาและจางหรงถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากันคือคนละยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดถือครองอยู่ที่สามสิบเปอร์เซ็นต์ และอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือกระจายไปยังผู้ถือหุ้นฝ่ายเทคนิคอีกสามคน บทบาทของเขากับจางหรงมีเพียงแค่การลงทุนโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร แต่ยังคงสงวนสิทธิ์ในการลงมติและตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ
โจวเฉิงเหล่ยล้างหน้าล้างมือจนสะอาดสะอ้าน ก่อนจะรับแก้วน้ำจากมือภรรยามาดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วจึงถามขึ้น "ที่คุยกันเมื่อครู่ คือคุณจะให้เพื่อนที่มหาวิทยาลัยมาช่วยขายเสื้อผ้าใช่ไหม?"
"ใช่ค่ะ"
"แล้วจะให้เป็นเงินเดือนหรือว่าจะทำแบบไหน?"
เจียงเซี่ยค่อนข้างมองเห็นศักยภาพในตัวของหลิวเหว่ยเจิน และไม่เกี่ยงที่จะได้กำไรน้อยลงสักหน่อย "ฉันว่าจะปล่อยของให้ในราคาเดียวกับที่ส่งออกจากโรงงานไปเลย ส่วนพวกค่าขนส่งอะไรต่างๆ ก็ให้เธอเป็นคนจัดการเองทั้งหมด ที่เหลือเธอก็ไปบริหารจัดการขายของเธอเองได้เลยค่ะ"
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้าเห็นด้วย "แบบนี้ก็ดีนะ ต่างคนต่างก็ได้กำไร" ขอเพียงแค่ไม่ใช่เจียงเซี่ยที่ต้องลงไปขายเองจนเหนื่อยยากเกินไป เขาก็พอใจแล้ว
"อื้ม การทำแบบนี้จะทำให้เธอมีส่วนต่างกำไรที่เยอะขึ้น เธอจะได้มีกำลังใจแล้วก็มีพื้นที่ให้บริหารจัดการได้คล่องตัวกว่าด้วย"
เมื่อมีช่องว่างของกำไรที่น่าสนใจ หากเธอขายคนเดียวไม่ไหว เธอก็จะเริ่มหาวิธีจ้างคนอื่นมาช่วยขายต่อ ซึ่งจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นไปอีก นับว่าเป็นวงจรธุรกิจที่ดีงาม
ในตอนนี้ เจียงเซี่ยก็เปรียบเสมือนได้ค้นพบตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่คนแรกของตัวเองแล้ว ที่เหลือก็แค่รอดูความสามารถของตัวแทนคนนี้ หากไปได้ไม่สวย ค่อยมองหาตัวแทนรายใหม่อีกที
หลี่ชิวเฟิ่งซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของสามีภรรยาคู่นี้อยู่เงียบๆ ก็เกิดความรู้สึกอยากจะลองขายเสื้อผ้าดูบ้าง เพราะการอยู่ที่นี่ช่างว่างเสียเหลือเกิน อีกทั้งการที่เธอจากบ้านมาไกลก็เพื่อต้องการค้นหาว่าในอนาคตตัวเองจะสามารถทำงานอะไรได้บ้าง
ยิ่งได้ใช้เวลากับพี่สะใภ้และคนอื่นๆ มากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งตระหนักว่ารอบตัวมีแต่เหล่าปัญญาชน บทสนทนาและประเด็นที่พวกเขาถกเถียงกันนั้นแตกต่างจากเรื่องราวที่คนในหมู่บ้านพูดคุยกันอย่างสิ้นเชิง เธอสัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับพวกเขา และความคิดของเธอก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
หญิงสาวอยากจะลองสมัครเรียนภาคค่ำดูเหมือนกัน เพราะจะได้ไม่กระทบกับเวลาช่วงกลางวันที่ต้องช่วยดูแลเด็กๆ แต่ตอนนี้แม่ของเธอยังไม่กลับมา อีกทั้งที่บ้านก็เหลือเพียงคุณปู่คุณย่าสองคน เธอเกรงว่าท่านทั้งสองจะงานล้นมือเกินไป การมีผู้ใหญ่สามคนช่วยกันดูแลหลานๆ น่าจะสะดวกกว่า
นอกจากนี้ เธอยังไม่คุ้นเคยกับปักกิ่งดีนัก จึงตั้งใจว่ารอให้แม่กลับมาก่อนแล้วค่อยปรึกษากับพี่สะใภ้เล็กอีกครั้ง
เจียงเซี่ยสังเกตเห็นแววตาของหลี่ชิวเฟิ่งมาสักพักแล้วจึงเอ่ยถามออกไปตรงๆ "เสี่ยวเฟิ่ง สนใจอยากลองขายเสื้อผ้าดูบ้างไหมจ้ะ?"
โจวเฉิงเหล่ยเองก็หันไปมองญาติผู้น้องของตนเช่นกัน
หลี่ชิวเฟิ่งสะดุ้งเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าพี่สะใภ้จะมองออก เธอจึงพยักหน้ายอมรับ "ก็สนใจอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า ฉันยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับปักกิ่งเท่าไหร่ แล้วก็กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีด้วย"
เมื่อได้ฟังดังนั้น เจียงเซี่ยจึงเสนอแนะ "งั้นลองไปกับเพื่อนของพี่ทุกวันก่อนก็ได้ ไปดูว่าเขาทำยังไง พอเรียนรู้จนคล่องแล้วค่อยออกมาทำเองก็ได้นี่"
หลี่ชิวเฟิ่งจากบ้านมาก็เพื่อเปิดหูเปิดตา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมองหาลู่ทางในอนาคต เธอคงไม่สามารถช่วยเลี้ยงเด็กไปได้ตลอดชีวิต ในเมื่อยังสาวยังแน่น ก็ควรจะหางานการที่มั่นคงทำ
แต่หลี่ชิวเฟิ่งกลับส่ายหน้า "รอให้แม่กลับมาก่อนดีกว่าค่ะ แล้วค่อยลองดู"
"ไม่จำเป็นต้องรอป้าสะใภ้รองกลับมาหรอก อีกไม่กี่วันเราก็จะไปกวางโจวกันแล้ว เธอไม่ต้องตามไปด้วยก็ได้ อยู่ที่นี่เรียนรู้วิธีขายเสื้อผ้าไปกับเพื่อนพี่ก่อน อีกอย่าง บ้านที่นี่ก็ต้องมีคนคอยดูแลด้วย" เจียงเซี่ยกล่าว
เด็กแฝดสามมีคนดูแลสามคนก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ส่วนใหญ่เด็กๆ ก็ไม่ได้งอแงอะไรมากมาย เพราะมีเพื่อนเล่นกันเอง ตื่นมาท้องอิ่มก็นอนเล่นอยู่บนเตียงได้เป็นชั่วโมง หากมีผู้ใหญ่นั่งคุยด้วยก็จะยิ่งเล่นได้นานขึ้นไปอีก เพียงแต่ต้องพาออกไปเดินเล่นทุกเช้าเย็น จะเดินในสวนหลังบ้านก็ได้ขอแค่ไม่อยู่ในห้องอย่างเดียวก็พอ
จากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมากว่าหนึ่งเดือน เจียงเซี่ยพบว่าถึงแม้หลี่ชิวเฟิ่งจะดูเป็นคนเงียบๆ แต่กลับทำงานได้ละเอียดรอบคอบ มีระเบียบแบบแผน และยังเป็นคนฉลาดอีกด้วย
ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัวของเจียงเซี่ย เธอจำได้ว่าราวๆ เดือนเมษายนของปีหน้า จะมีการประกาศรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาในโรงเรียนเทคนิคระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือที่เรียกกันว่า "เสี่ยวจงจวน"
นั่นหมายความว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมต้นจะสามารถสอบเข้า "เสี่ยวจงจวน" ได้ ซึ่งถือเป็นหนทางสำคัญสำหรับเด็กต่างจังหวัดในยุคนี้ที่จะได้ก้าวกระโดดไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น สวัสดิการของนักเรียนสายอาชีวะในยุคนี้ถือว่าดีเลิศและเป็นที่ต้องการอย่างมาก ไม่เพียงแต่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ยังมีเงินอุดหนุนค่าอาหารและเบี้ยเลี้ยงให้ แถมเรียนจบแล้วยังมีการบรรจุงานให้อีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือสามารถย้ายทะเบียนบ้านจากชนบทเข้าสู่ทะเบียนบ้านในเมืองได้ ทำให้ได้รับการปันส่วนอาหารที่มีหลักประกันมากกว่า ในยุคสมัยนี้ การมีทะเบียนบ้านในเมืองนั้นหอมหวานกว่าทะเบียนบ้านในชนบทหลายเท่านัก!
นักเรียนสายอาชีวะในยุคนี้จึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก เรียนเพียงสองถึงสามปีก็ได้บรรจุงาน ใครบ้างจะไม่อยากเรียน?
เพียงแต่อัตราการรับเข้าเรียนนั้นต่ำมาก มีเพียงแค่ห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และเพราะการสอบเข้าที่ยากเย็นแสนเข็ญนี่เองที่ทำให้นักเรียนสายอาชีวะในยุคนี้เปรียบได้กับยอดฝีมือในหมู่คนธรรมดา
เจียงเซี่ยจึงเอ่ยปากแนะนำอีกครั้ง "แล้วเธอสนใจอยากจะเรียนหนังสือต่อไหม? ถ้าอยากเรียนก็ไปสมัครเรียนภาคค่ำ หรือไม่พี่ก็จะยืมหนังสือกลับมาให้อ่านทบทวนด้วยตัวเอง ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็มาถามพี่ได้ พอถึงปีหน้าก็ไปลองสอบเข้าโรงเรียนสายอาชีพดู เรียนจบออกมามีงานรองรับเลยนะ"
"สายอาชีพไม่ใช่ว่าต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่อนเหรอคะ? ฉันจบแค่มัธยมต้นเอง"
หมู่บ้านของเธออยู่ในหุบเขาลึก การจะไปเรียนมัธยมต้นก็ต้องเดินทางข้ามเขาไปยังตัวอำเภอ ส่วนโรงเรียนมัธยมปลายยิ่งไกลออกไปอีก เพราะตั้งอยู่ในตัวจังหวัด คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเรียนจบแค่ชั้นประถมก็ออกมาแล้ว น้อยคนนักที่จะได้เรียนต่อจนจบมัธยมต้น
เพื่อนร่วมรุ่นมัธยมต้นของเธอส่วนใหญ่พอเรียนจบได้ไม่นานก็แต่งงานมีลูกกันไปหมดแล้ว มีเพียงเธอที่ยังไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้น เธอยังอยากออกมาเห็นโลกภายนอก ด้วยเหตุนี้ตอนที่ได้ยินว่าพี่สะใภ้เล็กต้องการคนมาช่วยดูแลลูกที่เมืองหลวง เธอจึงรีบตามแม่มาทันที
ก่อนหน้านี้หลังจากเรียนจบมัธยมต้น เธอก็ไม่ได้มีความคิดอยากจะเรียนต่อมัธยมปลายเท่าไหร่นัก อยากจะรีบออกมาทำงานหาเงินมากกว่า แต่พอได้มาอยู่ที่ปักกิ่ง ความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป
"พี่ได้ยินมาว่าปีหน้าจะเริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนที่จบชั้นมัธยมต้นเข้าเรียนสายอาชีพแล้วจ้ะ เป็นหลักสูตรเสี่ยวจงจวน เรียนแค่สองสามปีก็จบมามีงานทำเลย"
ดวงตาของหลี่ชิวเฟิ่งเบิกกว้างขึ้นทันที "จริงเหรอคะ?"
เจียงเซี่ยพยักหน้า "พี่ได้ยินมาแบบนั้นนะ เธอเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้ ปีแรกที่เปิดสอบ ถ้าเราเตรียมตัวไปก่อนคนอื่น โอกาสที่จะสอบติดก็ง่ายขึ้น พอนานไปข่าวประกาศออกไป ใครๆ ก็รู้ว่าจบมัธยมต้นก็เรียนได้ แถมเรียนแค่สองสามปีก็มีงานทำ คนน่าจะแห่กันไปสอบเยอะ การแข่งขันก็จะสูงขึ้นมาก"
ความหวังฉายชัดในแววตาของหลี่ชิวเฟิ่ง "ถ้างั้น... รบกวนพี่สะใภ้เล็กช่วยยืมหนังสือมาให้หน่อยได้ไหมคะ"
"ได้สิ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะไปหามาให้" เจียงเซี่ยรับคำอย่างเต็มใจ
"ขอบคุณมากค่ะพี่สะใภ้เล็ก"
ในขณะนั้นเอง จางรุ่ยและจางหรงก็เดินเข้ามาในบ้านพอดี
จางรุ่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ทำอะไรกันอยู่เหรอครับ?"
"เสียวชิวเฟิ่งอยากจะเรียนต่อเพื่อสอบเข้าโรงเรียนสายอาชีพค่ะ พี่เลยว่าจะไปหาหนังสือมาให้" เจียงเซี่ยอธิบาย
จางรุ่ยได้ยินก็รีบเสนอตัวทันที "เดี๋ยวผมหาให้เองครับ! ห้องสมุดของมหาลัยที่พี่สะใภ้เรียนอยู่ไม่น่าจะมีหนังสือแนวนี้หรอก"
เจียงเซี่ยจึงตอบตกลง "งั้นก็ได้ งั้นรบกวนนายแล้วกันนะ" สมัยที่เธอเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โจวเฉิงเหล่ยก็เคยให้จางรุ่ยช่วยหาหนังสือติวสอบจากปักกิ่งให้เช่นกัน
ทันใดนั้น เสียงเด็กร้องไห้ก็ดังขึ้น เจียงเซี่ยจึงรีบเข้าไปอุ้มลูกออกมา
จางรุ่ยเองก็ได้ยินข่าวลือเรื่องการเปิดรับนักเรียนมัธยมต้นเข้าเรียนสายอาชีพมาบ้างเหมือนกัน เขาขยับเข้าไปนั่งข้างๆ หลี่ชิวเฟิ่งแล้วชวนคุย "น้องสาวอยากเรียนสายอาชีพ แล้วคิดไว้หรือยังว่าเรียนจบแล้วอยากทำงานอะไร?"
ตลอดช่วงวันหยุดวันชาติที่ผ่านมา จางรุ่ยได้พาเธอไปชมพิธีเฉลิมฉลอง ดูการแสดงรอบค่ำ และวันถัดมาก็ยังพาไปดูหนังอีก ทำให้ทั้งสองเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น หลี่ชิวเฟิ่งจึงไม่รู้สึกกลัวเขาเหมือนแต่ก่อน
"ยังไม่รู้เลยค่ะว่าเรียนจบแล้วเขาจะบรรจุงานอะไรให้"
จางรุ่ยพอจะรู้ข้อมูลอยู่บ้าง เนื่องจากตอนนี้หลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น การเกษตรและป่าไม้, การชลประทาน, การพาณิชย์, การคลัง, สาธารณสุข หรือแม้กระทั่งครุศาสตร์ ต่างก็กำลังขาดแคลนบุคลากรสายอาชีวศึกษาและผู้มีความรู้ระดับสูง จึงได้มีการก่อตั้งหลักสูตรเสี่ยวจงจวนขึ้นมา
"ถ้าเรียนครู จบมาก็ได้เป็นครู ถ้าเรียนสายการแพทย์พยาบาล จบมาก็เข้าทำงานในระบบสาธารณสุข เป็นหมอเป็นพยาบาลไป ถ้าเรียนสายการเงิน การบริหารธุรกิจ ก็น่าจะถูกบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การคลัง หรือสหกรณ์การค้าอะไรพวกนั้น..."
"เรียนครูจะสอบยากไหมคะ" หลี่ชิวเฟิ่งถาม
"ยากสิ แต่น้องทั้งฉลาด ความจำก็ดี แถมยังเป็นคนรักสงบ สำหรับน้องแล้วคงไม่น่ายากเท่าไหร่ แต่สำหรับพี่นี่สิยากมาก! พี่นั่งนิ่งๆ ไม่เป็น..."
จากนั้น จางรุ่ยก็เริ่มเล่าเรื่องราวความขมขื่นของตัวเองสมัยที่ต้องเรียนหนังสือในกองทัพ
เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนหนังสือเลยแม้แต่น้อย เขาถนัดด้านการต่อสู้มากกว่าการอ่านตำรา ไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งได้ พอเห็นหนังสือทีไรก็ง่วงนอนทุกที สำหรับเขาแล้ว การเรียนเป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็ญอย่างที่สุด
แต่หากต้องการจะก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม การไม่มีความรู้ก็คงเป็นไปไม่ได้
ที่เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในกองทัพได้ ล้วนเป็นเพราะถูกพี่สี่อย่างโจวเฉิงเหล่ยเคี่ยวเข็ญมาทั้งนั้น!
และสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการเรียนหนังสือ ก็คือการฝึกฝนสุดโหดราวกับอยู่ในนรกของพี่สี่นั่นเอง
(จบบท)
ผู้แปล J
เพจ: Jnovelread