บทที่ 632: ล้วนเป็นโคเฒ่า
ทันทีที่เจียงเซี่ยก้าวออกมาจากห้องหลังจากให้นมลูกน้อยเสร็จสิ้น เสียงของจางรุ่ยที่กำลังบรรยายถึงความโหดเหี้ยมของโจวเฉิงเหล่ยในอดีตก็ลอยมากระทบหูพอดิบพอดี เธอยิ้มกว้างขณะอุ้มต้าเป่าผู้เป็นพี่ชายคนโตไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเอ่ยถามสามีด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“นี่สมัยก่อนคุณเข้มงวดขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
โจวเฉิงเหล่ยซึ่งกำลังอุ้มเสี่ยวเป่า ลูกสาวคนเล็กพาดบ่าแล้วลูบหลังเบาๆ เพื่อไล่ลม ขานรับในลำคอเพียงสั้นๆ “อืม”
ในใจของเขาปรากฏภาพความทรงจำในอดีตฉายชัด หากไม่เข้มงวดกวดขันถึงขีดสุด สิ่งที่ต้องสูญเสียไปก็คือชีวิตของพวกเขาเอง อีกทั้งยังหมายถึงความเสียหายใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศชาติอีกด้วย
ทางด้านจางหรงกำลังประคบประหงมเอ้อร์เป่าอย่างเบามือ เขาใช้ช้อนเล็กๆ ค่อยๆ ป้อนน้ำให้เด็กน้อยอย่างใจเย็น ตามคำแนะนำของคุณยายที่ว่าหลังจากดื่มนมแล้วควรให้ดื่มน้ำตามเล็กน้อยเพื่อไม่ให้มีคราบนมตกค้างในช่องปาก แม้แต่ตอนที่ลูกชายของเขาเองยังเล็ก เขาก็ยังไม่เคยมีความอดทนในการดูแลมากขนาดนี้มาก่อน
หลังจากป้อนน้ำเสร็จเรียบร้อย เขาก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มพลางพูดกับหลานชายตัวน้อย “จะบอกให้นะ พ่อของพวกหนูน่ะดุยิ่งกว่าเสือเสียอีก สมัยก่อนไม่มีใครไม่กลัวเขาเลยล่ะ พอพวกหนูโตขึ้นก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ”
ราวกับจะรับรู้ได้ว่าจางหรงกำลังพูดคุยกับตน เอ้อร์เป่าก็โบกไม้โบกมือไปมา ขาทั้งสองข้างถีบอากาศอย่างคึกคัก พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากออกมาอย่างอารมณ์ดี “อะฮ่า!”
จางรุ่ยเห็นภาพนั้นแล้วก็อดที่จะแสดงความคิดเห็นไม่ได้ “โชคดีจริงๆ ที่เด็กทั้งสามคนไม่มีใครหน้าตาเหมือนพ่อเลยสักนิด แต่กลับเหมือนแม่ที่ยิ้มเก่งกันทุกคน ไม่อย่างนั้นคงไม่น่ารักแบบนี้แน่ๆ!”
คำพูดนั้นทำให้เจียงเซี่ยหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในขณะที่โจวเฉิงเหล่ยเลือกที่จะไม่สนใจคำพูดของสองพี่น้องคู่นั้น
ในตอนนั้นเอง เสียงของหลิวเหว่ยเจินก็ดังมาจากทางประตูรั้วของลานบ้าน “เสี่ยวเซี่ย ฉันหารถสามล้อมาได้แล้วนะ”
เจียงเซี่ยส่งยิ้มกว้างกลับไปพร้อมกับตอบรับอย่างเป็นมิตร “เข้ามาเลยจ้ะ!”
จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับโจวเฉิงเหล่ย “คุณวางลูกลงก่อนนะคะ แล้วช่วยกันยกเสื้อผ้าออกไปหน่อย”
หลี่ชิวเฟิ่งซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ลุกพรวดขึ้นทันทีอย่างกระตือรือร้น “เดี๋ยวฉันอุ้มเสี่ยวเป่าเองค่ะ”
จางรุ่ยก็รีบเสนอตัวเช่นกัน “เสื้อผ้าอยู่ไหนครับ เดี๋ยวผมช่วยยกเอง”
เจียงเซี่ยชี้ไปยังห้องหนึ่ง “อยู่ในห้องทิศตะวันออกนั่นแหละจ้ะ”
บุรุษทั้งสามคนจึงเดินตรงไปยังห้องดังกล่าวเพื่อช่วยกันขนย้ายเสื้อผ้าออกมา
หลิวเหว่ยเจินเดินนำคนขับรถสามล้อเข้ามาในลานบ้าน พอได้เห็นบุรุษรูปงามทั้งสามคนที่เดินออกมาพร้อมกับห่อเสื้อผ้าขนาดใหญ่ในอ้อมแขน แต่ละคนหล่อเหลาและมีสไตล์โดดเด่นไม่แพ้กัน เธอก็ถึงกับตกตะลึงจนตาค้างไปชั่วขณะ เป็นจริงดังคำกล่าวที่ว่า ‘ของย่อมอยู่กับของประเภทเดียวกัน คนย่อมคบหากับคนประเภทเดียวกัน’ เจียงเซี่ยนั้นงดงามราวกับนางฟ้า และผู้คนที่รายล้อมอยู่รอบตัวเธอก็ล้วนแต่เป็นหนุ่มหล่อสาวสวยทั้งสิ้น!
เจียงเซี่ยอุ้มลูกพลางเอ่ยกับหลิวเหว่ยเจิน “วันนี้เอาไปก่อนสักสองร้อยชุดนะ รอให้เธอขายหมดแล้วค่อยกลับมาเอาใหม่ ไม่อย่างนั้นหอพักของเธอจะไม่มีที่ให้วางเอาได้”
“ได้” หลิวเหว่ยเจินพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
“พอดีว่าญาติผู้น้องของสามีฉันอยากจะลองหัดขายเสื้อผ้ากับเธอดู ไม่ทราบว่าจะสะดวกให้ช่วยสอนงานให้เธอหน่อยได้ไหมจ้ะ”
หลิวเหว่ยเจินรีบตอบกลับด้วยความยินดีอย่างยิ่ง “สะดวกสิ จะไม่สะดวกได้ยังไงกัน! น้องสาวของเสี่ยวเซี่ย ถ้าเธอว่างเมื่อไหร่ก็มาหาฉันได้เลยนะ ปกติแล้วช่วงที่ไม่มีเรียนฉันก็จะออกไปขายของตลอด ตารางเรียนของฉันก็เหมือนกับของเสี่ยวเซี่ยเลย พรุ่งนี้ช่วงบ่ายฉันไม่มีเรียนพอดี กะว่ากินข้าวเที่ยงเสร็จประมาณบ่ายโมงครึ่งก็จะไปตั้งแผงที่ถนนฝูจิ่งน่ะ เธอว่างไหม”
โจวเฉิงเหล่ยที่ได้ยินบทสนทนาจึงหันมาบอกกับญาติผู้น้อง “ไปเถอะ พรุ่งนี้พี่อยู่บ้านเอง”
เนื่องจากสัญญาได้เซ็นไปเรียบร้อยแล้ว เขาและจางหรงจึงไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่โรงงานทุกวัน เพียงแค่เข้าไปประชุมสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้งก็เพียงพอแล้ว
เมื่อได้รับการสนับสนุนเช่นนั้น หลี่ชิวเฟิ่งจึงตอบตกลงด้วยความดีใจ “ดีเลยค่ะ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปหานะคะ”
ช่วงเวลาบ่ายโมงครึ่งเป็นช่วงที่เด็กๆ กำลังนอนกลางวันพอดี พวกเขามักจะหลับไปจนถึงประมาณสี่โมงครึ่งถึงจะตื่น เธอสามารถกลับมาถึงบ้านตอนสี่โมงได้ทันเวลาอย่างไม่มีปัญหา
เจียงเซี่ยจึงกล่าวเสริม “งั้นพรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปดูที่มหาวิทยาลัยก่อนนะ”
ช่วงสองสามวันนี้เจียงเซี่ยมีตารางสอนอัดแน่น ทั้งวิชาในสาขาของตัวเองและวิชาภาษาต่างประเทศ เนื่องด้วยเธอจะต้องเดินทางไปเข้าร่วมงานมหกรรมการค้ากวางเจา เธอจึงได้เจรจากับนักศึกษาเพื่อขอปรับเปลี่ยนตารางสอน โดยทำการสอนวิชาภาษาต่างประเทศล่วงหน้าไปก่อนสามคาบจากทั้งหมดสี่คาบของสัปดาห์หน้า ส่วนอีกสามคาบที่เหลืออยู่จะกลับมาชดเชยให้หลังจากที่เดินทางกลับมาแล้ว
เมื่อเสื้อผ้าทั้งหมดถูกยกขึ้นไปบนรถสามล้อจนเรียบร้อย จางรุ่ยก็เดินกลับเข้ามาในลานบ้าน เขายิ้มกว้างพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้กับหลี่ชิวเฟิ่งเป็นการชื่นชม “เก่งขึ้นเยอะเลยนะ!”
สำหรับหญิงสาวที่ทั้งเงียบขรึมและขี้อายอย่างเธอ แค่มีคนแปลกหน้าเข้ามาทักทายก็หน้าแดงแล้ว การที่จะต้องก้าวออกไปขายของตามท้องถนนนั้นจำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมหาศาล
หลี่ชิวเฟิ่งยังคงไม่คุ้นชินกับการได้รับคำชม ใบหน้าของเธอจึงร้อนผ่าวและแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
จางรุ่ยเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของเธอก็เผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
จางหรงเหลือบมองน้องชายของตนแวบหนึ่ง
เมื่อวานนี้หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงปักกิ่ง ทันทีที่ลงจากเครื่องบิน เขาก็ตรงไปเยี่ยมท่านผู้เฒ่าและคุณย่าทันที คุณย่าเล่าให้ฟังว่าในช่วงวันชาติที่ผ่านมา เจ้าเด็กคนนี้ได้พาหญิงสาวคนหนึ่งไปร่วมชมพิธีด้วย ท่านจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าจางรุ่ยกำลังมีใจให้กับหญิงสาวคนไหนอยู่หรือไม่ ถึงขนาดกล้าปฏิเสธการดูตัวกับหลานสาวของตระกูลต่งและหลานสาวคนเล็กของตระกูลเจิงไป
คุณย่ายังบอกอีกว่าเท่าที่มองจากไกลๆ หญิงสาวคนนั้นดูเป็นคนเรียบร้อยน่ารัก ท่านจึงฝากให้เขามาเตือนจางรุ่ยว่าถ้ามีเวลาก็ให้พาหญิงสาวคนนั้นกลับไปที่บ้านให้ท่านได้ทำความรู้จักเสียหน่อย จะได้ไม่มีใครมาวุ่นวายหาคู่ครองมาแนะนำให้เขาอีก ซึ่งเป็นการรบกวนชีวิตอันสงบสุขของท่านและท่านผู้เฒ่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายพยายามติดต่อท่านผู้เฒ่าและคุณย่าเพื่อจะแนะนำหญิงสาวให้กับจางรุ่ย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสงบในชีวิตของคุณย่าเป็นอย่างมาก ในขณะที่ตัวต้นเหตุกลับเอาแต่หลบอยู่ในค่ายทหาร ไม่ต้องรับรู้เรื่องวุ่นวายใดๆ ปล่อยให้ผู้สูงอายุทั้งสองต้องเผชิญกับความลำบากใจแต่เพียงลำพัง
คืนนั้นหลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ระหว่างทางกลับบ้าน จางหรงจึงเอ่ยถามน้องชายขึ้นมา “แกคิดยังไงกับญาติผู้น้องคนนั้นกันแน่”
จางรุ่ยมองตรงไปยังถนนเบื้องหน้าที่มืดสลัว ก่อนจะตอบตามตรง “ชอบ…เวลาอยู่กับเธอแล้วรู้สึกสบายใจ ทำให้ผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”
แตกต่างจากบรรดาหญิงสาวที่คนอื่นแนะนำให้โดยสิ้นเชิง สายตาของพวกเธอที่มองมายังเขาราวกับกำลังจ้องมองชิ้นเนื้อติดมันชั้นดี พวกเธอไม่ได้สนใจในตัวตนของเขา หากแต่สนใจในเงื่อนไขภายนอกและภูมิหลังของครอบครัวเขาเสียมากกว่า
แน่นอนว่าหญิงสาวที่ถูกแนะนำมาให้เขานั้นต่างก็มีภูมิหลังครอบครัวที่ดี การแต่งงานกับคนที่มีฐานะทัดเทียมกันอาจเรียกได้ว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
แต่เขาไม่ต้องการผลประโยชน์ร่วมกันเหล่านั้น และเขาก็เบื่อหน่ายกับเรื่องไร้สาระพวกนี้เต็มทนแล้ว สิ่งที่เขาต้องการ เขาสามารถพยายามไขว่คว้ามาได้ด้วยตัวเอง จะได้ครอบครองสิ่งใดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตน
สำหรับเรื่องชีวิตคู่ เขายังคงปรารถนาที่จะมีชีวิตเหมือนคุณปู่คุณย่า ที่เรียบง่าย สงบสุข และคอยดูแลซึ่งกันและกันไปจนแก่เฒ่า
เขาไม่อยากที่จะต้องกลับบ้านมาด้วยสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการฝึกฝน แล้วยังต้องมานั่งกังวลกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนของสองตระกูล เหมือนกับชีวิตคู่ของพี่ชายคนโตที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
เขาอยากแต่งงานกับผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง และใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไปด้วยกัน
“ถ้างั้นแกก็ไปพูดกับอาเหล่ยให้เป็นเรื่องเป็นราวสิ! ขืนแกยังทำตัวแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานอาเหล่ยได้สั่งห้ามไม่ให้แกเข้าบ้านแน่ ฉันไม่มีเวลาว่างกลับมาปักกิ่งบ่อยๆ เพื่อมาเป็นข้ออ้างให้แกมาขอข้าวกินที่บ้านนี้หรอกนะ! ถ้าคบหากันอย่างเปิดเผยแล้วล่ะก็ แกอยากจะมาเมื่อไหร่ก็มาได้เลย ไม่ต้องลากฉันมาด้วย”
จางรุ่ยตอบกลับ “เดือนนี้ผมไม่มีวันหยุดแล้วนี่นา เดือนหน้าพี่ค่อยกลับมาเป็นเพื่อนผมก็ได้”
วันหยุดครั้งต่อไป เขาจะมาหาญาติผู้น้องเพื่อเอาหนังสือมาให้เป็นข้ออ้าง เมื่อมีเหตุผลที่สมควร เขาก็จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป
จางหรง “…”
ให้ตายเถอะ นี่มันยุ่งยากยิ่งกว่าตอนที่เขาแต่งงานเสียอีก!
จางรุ่ยหันกลับมามองพี่ชายอีกครั้ง “แล้วพี่คิดว่าถ้าตอนนี้ผมไปสู่ขอ ญาติผู้น้องจะตอบตกลงไหมครับ”
จางหรงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “...คงจะไม่”
ญาติผู้น้องของอาเหล่ยนั้นเป็นคนจิตใจดีและใสซื่อ แต่ก็เพราะความใสซื่อนั่นแหละที่ทำให้เธอไม่คิดฝันเฟื่องไปไกล
จางรุ่ยถอนหายใจยาว “ถ้าผมยังหนุ่มกว่านี้สักสองสามปีก็คงจะดี”
เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองเหมือนโคแก่อย่างไรอย่างนั้น
จนไม่กล้าที่จะสบตากับพี่สี่เลยด้วยซ้ำ!
มุมปากของจางหรงกระตุกเล็กน้อย เจ้าเด็กนี่ตอนอายุสิบขวบเอาแต่ร้องโวยวายว่าอยากโตเร็วๆ อยากไปสนามรบ! อยากขับเครื่องบินรบ! อยากขับรถถัง! อยากยิงปืนใหญ่!
พอตอนนี้อายุยี่สิบหกกลับมารู้สึกว่าตัวเองแก่เสียแล้ว!
“พี่รอง พี่ช่วยหยั่งเชิงพี่สี่ให้หน่อยได้ไหม ผมไม่กล้าพูดกับพี่สี่ตรงๆ” จางรุ่ยรู้สึกอับอายเกินกว่าจะพูดออกไปจริงๆ!
เขากลัวว่าญาติผู้น้องจะรังเกียจที่เขาอายุมากกว่า กลัวว่าคุณป้าสะใภ้รองและคุณตาคุณยายจะหาว่าเขาแก่เกินไป คิดว่าเขาเป็นโคแก่อยากกินหญ้าอ่อน มีเจตนาไม่บริสุทธิ์
แล้วก็ยังกลัวโจวเฉิงเหล่ยอีกด้วย
สรุปคือกลัวไปเสียทุกอย่าง ยิ่งกว่าตอนปฏิบัติภารกิจเสียอีก
ตอนปฏิบัติภารกิจ เขายังรู้สึกตื่นเต้น!
จางหรงเข้าใจถึงความกังวลของน้องชายดี “จะกลัวอะไรไป อาเหล่ยเองก็เป็นโคแก่เหมือนกันนั่นแหละ”
จางรุ่ย “…”
แน่นอนว่าเขารู้ แต่เขาไม่กล้าพูดแบบนั้นออกไปน่ะสิ!
ใครใช้ให้หมัดของเขาไม่หนักเท่าของอีกฝ่ายกันเล่า!
“พี่รอง ถ้าถึงตอนนั้นแล้วพี่สี่ไล่ผม พี่ก็พูดแบบนี้เลยนะ! ช่วยผมหน่อยเถอะ!”
เขาตัดสินใจแล้วว่าเดือนหน้าเมื่อคุณป้าสะใภ้รองกลับมา และญาติผู้น้องก็ได้ทำความรู้จักกับเขามากขึ้นอีกหน่อย เขาจะเปิดเผยความในใจของตนออกไป
จางหรงสวนกลับทันควัน “เรื่องของแกสิ!”
คิดว่าเขาโง่หรือไง?
จางรุ่ย “…”
(จบบท)
ผู้แปล F
เพจ: Jnovelread