บทที่ 633: หญิงเจ้าเล่ห์
ในวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยจึงตัดสินใจพาหลี่ชิวเฟิ่งไปที่มหาวิทยาลัยด้วยกัน ในเมื่อหญิงสาวมีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อ การได้ลองสัมผัสบรรยากาศของสถานศึกษาชื่อดังที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปี ก็น่าจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด และเธอก็มั่นใจว่าหลี่ชิวเฟิ่งจะต้องตกหลุมรักที่นี่อย่างแน่นอน
บรรยากาศยามเช้าของมหาวิทยาลัยชิงหัวคึกคักและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เนื่องจากโรงอาหารของมหาวิทยาลัยในตอนนี้ยังไม่ใหญ่พอที่จะรองรับนักศึกษาจำนวนมากได้ จึงปรากฏภาพของเหล่านักศึกษาที่นั่งอยู่ตามมุมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย บ้างก็กินหมั่นโถว บ้างก็กินซาลาเปาไปพร้อมกับการอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น
ภาพบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวิชาการภายใต้แสงอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาปะทะใจของหลี่ชิวเฟิ่งอย่างจัง หญิงสาวรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าการใช้เวลาว่างในแต่ละวันไปกับการถักเสื้อไหมพรมนั้นเป็นการสิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ
เดิมทีเธอคิดว่ามีเพียงญาติผู้พี่กับพี่สะใภ้ของเธอเท่านั้นที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ เพราะพี่สะใภ้มักจะหอบหนังสือกลับมาให้พี่ชายของเธออ่านครั้งละหลายเล่มทุกสองสามวัน เวลาว่างของทั้งคู่หากไม่ใช้ไปกับการแปลเอกสาร ก็หมดไปกับการอ่านหนังสือหรือเตรียมบทเรียน
แต่ที่ไหนได้ โลกนี้ยังมีคนที่ขยันกว่าพวกเขาอีกมากมาย ขนาดกินข้าวเช้าก็ยังไม่ยอมวางหนังสือ
“เธอจะเข้าเรียนกับพี่ หรือจะไปเดินดูที่ห้องสมุดก่อนดีล่ะ” เจียงเซี่ยเอ่ยถาม
หลี่ชิวเฟิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ฉันขอตามพี่เข้าไปเรียนก่อน แล้วค่อยไปห้องสมุดทีหลังค่ะ”
“ได้สิ” เนื่องจากเจียงเซี่ยมีสถานะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอาจารย์ประจำภาควิชาก็เปรียบเสมือนเพื่อนและเพื่อนร่วมงานไปแล้ว การจะพาหลี่ชิวเฟิ่งเข้าไปนั่งเรียนเพื่อสัมผัสประสบการณ์สักคาบจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เจียงเซี่ยจึงพาหลี่ชิวเฟิ่งเข้าไปยังชั้นเรียนวิชาเอกของเธอ
ทันทีที่เจิงจิ้งเห็นเจียงเซี่ยเดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับหลี่ชิวเฟิ่ง เธอก็ถึงกับชะงักไป
เธอจำหลี่ชิวเฟิ่งได้!
เด็กสาวคนที่มากับจางรุ่ยในช่วงวันหยุดวันชาติ!
เธอเคยเห็นจางรุ่ยกับผู้หญิงคนนี้ไปดูหนังด้วยกัน เขาดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ทั้งซื้อเมล็ดก๊วยจี๊และของกินเล่นให้ ไม่เว้นแม้แต่ตอนดูหนังก็ยังคอยถือถุงกระดาษรองเปลือกเมล็ดก๊วยจี๊ให้อีกด้วย
คุณย่าจางปฏิเสธการสู่ขอจากคุณย่าของเธอ โดยให้เหตุผลว่าดูเหมือนจางรุ่ยจะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว
เจิงจิ้งเดาได้ในทันทีว่าต้องเป็นผู้หญิงคนที่ไปดูหนังกับจางรุ่ยอย่างแน่นอน
แต่ทำไมเธอถึงมากับเจียงเซี่ยได้
แล้วเจิงจิ้งก็ได้ยินเจียงเซี่ยพูดกับหญิงสาวคนนั้นว่า “ญาติผู้น้อง เราไปนั่งข้างๆ เหว่ยเจินกันเถอะ”
“ค่ะ” ทั้งสองคนจึงเดินไปนั่งลง
หัวใจของเจิงจิ้งพลันกระตุกวูบ หรือว่าเจียงเซี่ยเป็นคนแนะนำญาติผู้น้องของตัวเองให้จางรุ่ยได้รู้จักกัน!
นี่กะจะรวบผลประโยชน์ไว้กับตัวเอง ไม่ให้หลุดไปถึงคนนอกเลยสินะ!
สองพี่น้องคู่นี้ เพื่อที่จะได้เกาะกิ่งไม้สูงส่ง กลายร่างเป็นหงส์เหนือใครต่อใคร คงไม่ยอมปล่อยผู้ชายดีๆ ให้หลุดมือไปแม้แต่คนเดียว!
ช่างเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการเสียจริง!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่สาวของเธอจะพ่ายแพ้ให้กับเจียงเซี่ย!
ผู้หญิงเจ้าเล่ห์!
ให้ตายสิ น่าโมโหจริงๆ! เธอชอบจางรุ่ยมาตั้งหลายปีแล้วนะ!
ไม่ได้การ เธอต้องไปสืบให้รู้ให้ได้ว่าญาติผู้น้องของเจียงเซี่ยเป็นใครมาจากไหน เป็นนักศึกษาของที่นี่ด้วยหรือเปล่า
เสียงอาจารย์ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเริ่มชั้นเรียนแล้ว เจิงจิ้งจึงละสายตาจากพวกเธอ แต่ความโกรธก็ทำให้เธอไม่มีสมาธิจะเรียนรู้เรื่อง
ในทางกลับกัน หลี่ชิวเฟิ่งกลับตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ เนื่องจากหัวข้อที่เรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสื้อผ้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้รับการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ
เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงกบในกะลาครอบมาโดยตลอด
หลังจากจบคลาสทฤษฎีวิชาเอกสองคาบต่อเนื่อง เจียงเซี่ยก็พาเธอไปยังห้องสมุด
“ถ้ามีหนังสือเล่มไหนที่อยากอ่านก็หยิบไปอ่านได้เลยนะ หรือจะยืมกลับไปอ่านก็ได้ เลือกมาสิ เดี๋ยวพี่ยืมให้”
หลี่ชิวเฟิ่งพยักหน้ารับคำ “ค่ะ”
เจียงเซี่ยปล่อยให้เธอเลือกหาหนังสือตามใจชอบ ส่วนตัวเองก็รีบออกจากห้องสมุดเพื่อไปเข้าเรียนคาบต่อไป
หลังเลิกเรียน เจียงเซี่ยกับหลิวเหว่ยเจินก็มาหาหลี่ชิวเฟิ่งที่ห้องสมุด
เจียงเซี่ยเอ่ยถามพลางยิ้ม “เป็นยังไงบ้าง ได้มาลองสัมผัสบรรยากาศทั้งเช้านี้แล้วรู้สึกยังไง”
หลี่ชิวเฟิ่งตอบด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย “ยิ่งทำให้อยากเรียนหนังสือมากขึ้นไปอีกค่ะ”
ประสบการณ์ที่ได้มาเยือนมหาวิทยาลัยชิงหัวในครั้งนี้ ทำให้หลี่ชิวเฟิ่งยิ่งมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อมากขึ้นไปอีก
ในห้องสมุดมีหนังสือมากมายจนเธออ่านชื่อหนังสือบางเล่มไม่ออกด้วยซ้ำ แม้จะรู้จักตัวอักษรทุกตัวบนหน้าปก แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่าหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวกับอะไร
โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ แต่เธอกลับช่างโง่เขลาเหลือเกิน…
เธอไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะมีความรู้แตกฉานเหมือนนักศึกษาที่นี่ แต่เธออยากใช้การศึกษาเพื่อค้นหาเส้นทางชีวิตของตัวเอง
เจียงเซี่ยกล่าวให้กำลังใจ “ถ้างั้นก็เรียนสิ พี่เคยอ่านเจอประโยคหนึ่งที่ว่า ‘อย่ากลัวความลำบากของการเรียน เพราะนั่นคือหนทางที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่โลกกว้าง’”
ประโยคนี้เป็นประโยคทองประจำวันที่เจียงเซี่ยเคยเห็นในโลกออนไลน์จากหนังสือพิมพ์เหรินหมิน
คำพูดนี้สัมผัสหัวใจของหลี่ชิวเฟิ่งอย่างจัง!
หลิวเหว่ยเจินเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน “ใช่! ต้องเรียนหนังสือเท่านั้น การศึกษาคือหนทางสำหรับคนชนบทอย่างพวกเราที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา พลิกชีวิตให้กลายเป็นมังกร แม้จะไม่ใช่หนทางเดียว แต่ก็เป็นหนทางที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน เพราะการเรียนไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เธอเดินไปในเส้นทางอื่น ตรงกันข้าม มันกลับจะช่วยให้เส้นทางอื่นๆ ของเธอไปได้ไกลขึ้น สูงขึ้น กว้างขึ้น และยิ่งใหญ่ขึ้น!”
“บ้านฉันจนมาก ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ฉันต้องไปจับปลาตามแม่น้ำ ไปเก็บผลไม้ป่าบนภูเขา แล้วก็สานตะกร้าไปแอบขายเพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอมด้วยตัวเอง จนกระทั่งสอบได้ที่หนึ่งของมณฑล ได้เงินรางวัลมาหลายร้อยหยวน ไม่อย่างนั้นแม่ฉันก็คงไม่มีเงินไปหาหมอ!”
หลี่ชิวเฟิ่งมองเธอด้วยความตกตะลึง
เจียงเซี่ยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “จริงอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นก็ไปเรียนเถอะ!”
หลี่ชิวเฟิ่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เจียงเซี่ยมอบตั๋วอาหารให้หลี่ชิวเฟิ่ง จากนั้นเธอก็ตามหลิวเหว่ยเจินไปกินข้าวที่โรงอาหาร เมื่อทานเสร็จ ทั้งคู่ก็ตรงไปขายเสื้อผ้าต่อทันที
ส่วนเจียงเซี่ย หลังจากหาหนังสือคู่มือที่โจวเฉิงเหล่ยต้องการใช้สองสามเล่มในห้องสมุดแล้ว เธอก็เดินทางกลับบ้าน
ช่วงเย็นของวันนั้น หลิวเหว่ยเจินก็เดินตามหลี่ชิวเฟิ่งเข้ามาในเรือนสี่ประสานด้วยท่าทางตื่นเต้น “ขายหมดแล้ว! ขายหมดเกลี้ยงเลย! โดยเฉพาะพวกเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวนี่ขายดีเป็นพิเศษเลย! ขายเร็วมาก!”
ช่วงนี้มีลมหนาวพัดเข้ามา ทำให้อากาศในเมืองหลวงเริ่มเย็นลง ใบแปะก๊วยในสวนก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้ว พออากาศเย็น เสื้อผ้าหนาๆ ก็ย่อมขายดีเป็นธรรมดา
เจียงเซี่ยเอ่ยถามพลางยิ้ม “เธอขายชุดละเท่าไหร่เหรอจ๊ะ”
หลิวเหว่ยเจินหยิบเงินออกมาส่งให้เจียงเซี่ยพร้อมกับรอยยิ้ม “เสื้อผ้าหน้าร้อนฉันบวกเพิ่มชุดละห้าเหมา ส่วนชุดสำหรับฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงฉันบวกเพิ่มหนึ่งหยวน แล้วก็ชุดกันหนาวบวกไปหนึ่งหยวนห้าเหมาจ้ะ”
ครั้งนี้เสื้อผ้าแต่ละฤดูมีอย่างละห้าสิบชุด รวมแล้วทำกำไรไปได้สองร้อยหยวน
ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำเงินได้มากขนาดนี้ภายในบ่ายวันเดียว!
เธอและหลี่ชิวเฟิ่งได้ไปคนละหนึ่งร้อยหยวน และตั้งใจว่าจะร่วมมือกันแบบนี้ต่อไป
ถึงแม้จะทำกำไรได้น้อยลงหน่อย แต่การทำงานสองคนก็สบายกว่ากันเยอะ หลี่ชิวเฟิ่งทั้งขยันและละเอียดรอบคอบ ขนาดมีคนพยายามจะขโมยเสื้อผ้ายังถูกเธอจับได้
อีกอย่าง ต่อให้เธอไม่ร่วมมือกับหลี่ชิวเฟิ่ง ถ้าหลี่ชิวเฟิ่งอยากจะขาย เธอก็สามารถไปขายเองได้อยู่ดี เพราะเจียงเซี่ยคือพี่สะใภ้ของเธอ
หลิวเหว่ยเจินมองการณ์ไกล ขายคนเดียวอาจได้กำไรเยอะกว่า แต่ขายสองคนก็ดีเหมือนกัน ทั้งสะดวกสบาย ผ่อนแรง และปลอดภัยกว่า
เพราะเสื้อผ้าหลายร้อยชุดก็มีมูลค่าไม่น้อยแล้ว
เจียงเซี่ยรับเงินมา เสื้อผ้าที่พวกเธอขายไปก่อนหน้านี้เธอไม่ได้เก็บเงินเลยสักเฟินเดียว เธอจึงยิ้มแล้วถามกลับ “ไม่เลวเลยนี่ พรุ่งนี้จะเอาไปขายเพิ่มอีกไหมจ้ะ”
“เอาสิ พรุ่งนี้ฉันกับชิวเฟิ่งว่าจะเอาไปเพิ่มอีกร้อยชุด ตอนเช้าฉันไม่มีเรียน เดี๋ยวจะแวะมารับของ ตอนนี้ฉันขอเอาไปที่มหาวิทยาลัยก่อนร้อยชุดนะ ที่นั่นมีคนต้องการเยอะเลย”
“ได้จ้ะ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เธอมาหาชิวเฟิ่งได้โดยตรงเลยนะ”
“โอเค”
“ถ้าวันไหนพวกเธอไม่ว่าง ก็ลองหาเพื่อนนักศึกษาที่ต้องการทำงานพิเศษมาช่วยก็ได้นะ” เจียงเซี่ยแนะนำเพิ่มเติม
หลิวเหว่ยเจินเองก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว พอดีกับที่เธอรู้จักคนสองสามคนที่กำลังหาทางทำเงินอยู่เช่นกัน
เรื่องการขายเสื้อผ้าจึงถูกเจียงเซี่ยมอบหมายให้หลิวเหว่ยเจินและหลี่ชิวเฟิ่งจัดการอย่างเต็มตัว
ทั้งสองคนออกไปขายเสื้อผ้าวันละครึ่งวัน หลี่ชิวเฟิ่งยังชวนคนอื่นมาช่วยขายด้วย ทำให้เสื้อผ้าขายหมดเร็วยิ่งขึ้นทุกวัน
วันที่ขายได้มากที่สุดคือหนึ่งพันชุด เจียงเซี่ยได้โทรศัพท์ไปสั่งให้โรงงานส่งของมาเพิ่มอีกหนึ่งหมื่นชุดแล้ว ซึ่งจะมาถึงเมืองหลวงในคืนนี้
ทางฝั่งโรงงานก็ยังคงจัดโปรโมชั่น “วันสุดท้าย! ลดล้างสต็อก” อยู่เช่นเคย มีคนจำนวนไม่น้อยที่มารับสินค้าไปขายตามตลาดเหมือนกับเถียนไฉ่ฮวา
เมื่อนับรวมยอดขายจากทั้งสองฝั่ง ไม่รวมเสื้อผ้าหนึ่งหมื่นชุดที่กำลังเดินทางมา ตอนนี้ก็ขายไปได้แล้วกว่าหนึ่งหมื่นชุด!
(จบบท)
ผู้แปล F
เพจ: Jnovelread